บนถนนคนแปลงเพศ
: ช่วยด้วย! ดิฉันอยากเป็นแมน ผมอยากเป็นผู้หญิง
โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.)
นำมาจาก: www.manager.co.th วันอังคารที่
9 มีนาคม พ.ศ. 2547

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน
ได้ตอบสนองความต้องการของผู้คนอย่างมากมาย
ไม่เว้นแม้กระทั่งความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อย่างเรื่อง
เพศ กอปรกับสภาพสังคมที่ดูเหมือนจะเพิ่มดีกรีของอิสระเสรีภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้หลายคนที่ไม่พอใจในเพศสภาพตามกำเนิดของตน
มีเวทีที่จะเรียกร้องป่าวประกาศความต้องการสภาพทางเพศแบบใหม่
ไม่ว่าจากเพศชายที่ต้องการกลายเป็นหญิง
หรือจากหญิงที่ต้องการเป็นชายก็ตาม รวมทั้ง
เทคโนโลยีการผ่าตัดทีทันสมัยก็สามารถช่วยให้พวกเขาสมปรารถนาตามต้องการ
เมื่อหญิงอยากเป็นชาย
สำหรับการผ่าตัดแปลงเพศในประเทศไทยนั้น
มีมาเกือบ 20 ปีแล้ว โดยที่ผ่านมา มักเป็นการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงเสียเป็นส่วนมาก
เนื่องด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยีที่ยังไม่ทันสมัยเพียงพอ
แต่เมื่อมาระยะหลังๆ ที่มีการพัฒนาอย่างมากของเทคนิคในวงการแพทย์
ทำให้ความหวังของหญิงสาวหลายๆ คน ที่ไม่พอใจในสภาพของตน
หรืออยากเป็น ผู้ชาย สว่างไสวขึ้นมาทันที
รศ.น.พ. ศิรชัย จินดารักษ์ แพทย์หน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้าง
ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดแปลงเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหญิงเป็นชาย
เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การผ่าตัดมาตั้งแต่เป็นแพทย์ประจำบ้าน
จนถึงตอนนี้ ก็ระยะเวลาประมาณ 17-18 ปี
มีคนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดมากกว่า 100
ราย ซึ่งฝีมือการผ่าตัดของแพทย์ไทยนั้นอยู่ในระดับแถวหน้า
เพราะไม่มีที่ใดในโลกผลการผ่าตัดได้รับความพึงพอใจมากเท่าไทย
กล่าวคือ จากสถิติผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศในจำนวน
15 ราย มี 3 รายถึงจุดสุดยอดทุกครั้ง ส่วน
3 รายไม่เคยถึงจุดสุดยอดเลย และ 9 รายถึงจุดสุดยอดบางครั้งซึ่งก็เหมือนกับผู้หญิงปกติโดยทั่วไป
อย่างไรก็ตาม หากกล่าวเฉพาะการผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชายนั้น
เท่าที่สัมผัสมีไม่มากนัก เนื่องจากผลการผ่าตัดจากหญิงเป็นชายนั้นเมืองไทยยังทำได้ไม่ดีเท่ากับประเทศทางยุโรป
เช่น เบลเยียม ที่มีการสำรวจแล้วพบว่าผู้หญิงถึง
90% พอใจในการผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย
ในขณะที่ตัวเลขผู้ชายที่ผ่าตัดแปลงเพศเป็นหญิงมีตัวเลขความไม่พอใจสูงถึง
80-90%
สำหรับขั้นตอนการแปลงเพศจากหญิงเป็นชายนั้น
หลังจากจิตแพทย์ลงความเห็นแล้วว่า คนไข้ผู้นี้มีความพร้อมที่จะผ่าตัดได้จริง
ทางหมอก็จะได้แนะนำกระบวนการผ่าตัดที่คนไข้ต้องเผชิญ
ซึ่งขั้นตอนที่สำคัญๆ จะประกอบด้วย การตัดมดลูกและรังไข่
, การตัดเต้านม และ การปลูกสร้างอวัยวะเพศ
โดยกระบวนการตัดรังไข่และตัดมดลูกออกนั้น
ต้องทำโดยสูตินารีแพทย์ ในขณะที่การตัดเต้านม
ต้องทำโดยศัลยแพทย์ตกแต่ง ซึ่งส่วนใหญ่
หมอก็จะมีคนแนะนำคนไข้ว่าให้ตัดผ่านตามนม
เพื่อมิให้เกิดแผลเป็นเยอะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ คุณภาพหนัง
ของคนไข้ด้วย หากคุณภาพหนังดี ก็สามารถหดลงไปสู่สภาวะปกติได้
ไม่เกิดแผลเป็นมาก แต่หากคุณภาพหนังไม่ดี
ก็อาจต้องมาเก็บตัดหนังทีหลัง ซึ่งอาจทำให้มีแผลเป็นเยอะ
หลังจากนั้น ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญคือกระบวนการผ่าตัดสร้างอวัยวะเพศ
โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ การสร้างรูปร่างภายนอก
ซึ่งประกอบด้วยอวัยวะเพศชาย และถุงอัณฑะ
ในขณะที่อีกส่วน คือส่วนภายใน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญ
ได้แก่การต่อท่อปัสสาวะ ซึ่งโดยทั่วไปนั้น
ผู้หญิงจะมีท่อปัสสาวะที่สั้นมาก ก็ต้องต่อให้ยาว
ให้ออกมาทางส่วนปลายเหมือนของผู้ชายได้
ซึ่งกระบวนการต่อท่อปัสสาวะนี้ค่อนข้างจะยากและยุ่งยากมาก
เพราะมีโอกาสรั่วและตีบได้บ่อย
อย่างไรก็ดี ในการผ่าตัดยังสามารถแบ่งได้ออกเป็น
2 วิธีการ โดยวิธีการแรกคือ กลุ่มที่ใช้เนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียง
เช่น เอว สะโพก หรือต้นขา มาปั้นให้เป็นรูปทรงอวัยวะเพศชายตามต้องการ
และก็ย้ายไปสู่ตำแหน่งที่อวัยวะเพศควรจะอยู่
หลังจากนั้น ก็จะต่อท่อปัสสาวะ ซึ่งในกระบวนการนี้จะไม่สามารถทำเสร็จได้ในครั้งเดียว
และก็จะทำแยกจากการตัดมดลูก และตัดเต้านม
อีกทีหนึ่ง
ในขณะที่วิธีที่สองคือ กลุ่มที่ใช้เนื้อเยื่อจากบริเวณต้นแขน
ซึ่งย้ายมาพร้อมกับเส้นเลือดและเส้นประสาท
แพทย์จะทำการต่อเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ
โดยการใช้กล้องจุลทรรศน์ ซี่งในทางการแพทย์
เรียกวิธีการนี้ว่า จุลศัลยกรรม (microsurgery)
และส่วนใหญ่มักจะทำในครั้งเดียวเสร็จ ทั้งการต่อท่อปัสสาวะและสร้างอวัยวะเพศภายนอก
แต่ในกรณีของลูกอัณฑะ ก็อาจต้องแยกมาทำต่างหากทีหลังอีกครั้งหนึ่ง
โดยย้ายเนื้อเยื่อให้มีลักษณะคล้ายๆ ถุง
แล้วก็ยัดซิลิโคนใส่เข้าไป
อย่างไรก็ดี ข้อแตกต่างของการผ่าตัดทั้ง
2 วิธี ก็ได้ส่งผลต่อการรับรู้ความรู้สึกทางเพศที่แตกต่างกันอีกด้วย
กล่าวคือ การย้ายเนื้อเยื่อข้างเคียงมาทำอวัยวะเพศชาย
ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ระบบเส้นประสาทที่ดีมาด้วย
คือแค่เพียงสัมผัสและรู้ว่าเป็นเนื้อเยื่อ
แต่ก็ไม่มีความรู้สึกอะไรมากไปกว่านั้น
ดังนั้น ในกรณีใช้เนื้อเยื่อข้างเคียง
จึงจำเป็นต้องเก็บ คลิตอริส
เอาไว้ และย้ายนำไปบริเวณโคน เพื่อให้เกิดความรู้สึกเมื่อถูกกระตุ้น
แต่หากเป็นกรณีตัดเนื้อเยื่อบริเวณต้นแขน
หรือบริเวณอื่น มักจะมีการนำเส้นประสาทมาด้วย
ซึ่งแพทย์ก็จะเลาะเส้นประสาทจากคริสตอริสเดิมมาต่อเข้ากับเส้นประสาทบริเวณนี้
เพื่อให้รับความรู้สึกได้ดี

ทำเพราะอยากยืนฉี่
เมื่อถามถึงความต้องการหลักที่คนไข้หญิงส่วนใหญ่ต้องการ
นายแพทย์ศิรชัย กล่าวว่า จุดประสงค์หลักของคนไข้กลุ่มนี้ก็คือ
ต้องการยืนปัสสาวะได้ เพื่อการแสดงออกว่าเป็นเพศชายจริงๆ
ซึ่งตราบใดที่ยังไม่สามารถยืนปัสสาวะได้
ก็ไม่พ้นคำครหาว่าไม่ใช่ผู้ชายได้ ดังนั้นเพียงแค่ยืนปัสสาวะได้
คนไข้ก็มีความสุขที่สุดแล้ว
แต่กระนั้นก็ตาม คนไข้ที่ทำไป มีหลายรายที่ต่อท่อปัสสาวะอย่างไรก็ไม่สำเร็จ
จะรั่วอยู่ตลอด และไม่สามารถปัสสาวะออกบริเวณส่วนปลายได้
ยังคงปัสสาวะออกทางช่องเดิมที่เคยมี และเมื่อเวลารั่วแล้ว
ก็จะมีแผลเป็นบริเวณนั้นเยอะ การมาเย็บซ่อมปิดก็มักไม่ประสบผลสำเร็จ
นอกจากนั้น ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของการผ่าตัดก็คือ
ถ้าใช้เนื้อเยื่อจากข้างเคียงมาทำ ตำแหน่งที่วางในระยะแรกๆ
อาจไม่ดี เพราะมันโยกย้ายไม่ได้สะดวกมากนัก
ต้องทำหลายครั้ง
ขณะเดียวกันรูปร่างที่ทำให้เหมือนก็ทำยากมาก
เพราะเป็นอวัยวะที่พิเศษจริงๆ คือมีรายละเอียดเยอะ
และที่สำคัญคือ สร้างมาขนาดเท่าไหน ก็จะยังอยู่เท่านั้นตลอดไป
ไม่มีการยืดหรือหดตัวได้แต่อย่างใด
ทั้งนี้ จากความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ปัจจุบันในประเทศไทยขณะนี้
นายแพทย์ศิรชัย แสดงความเห็นว่า ในการผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย
คงต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพและผลที่ได้รับไม่ค่อยดีเท่าที่ควร
สำหรับปัญหาภายหลังการผ่าตัดนั้น เท่าที่เคยผ่าตัดมา
ยังไม่เคยมีคนไข้ที่หลังผ่าตัดไปแล้วเกิดปัญหา
ซึ่งผมคิดว่า คงเป็นผลจากการกลั่นกรองที่ดีของจิตแพทย์
การที่เลือกคนไข้อย่างระมัดระวัง ก็สามารถขจัดปัญหานี้ได้
เพราะว่าหากเกิดปัญหานี้จริง มันไม่สามารถแก้ไขได้
ซึ่งคำแนะนำสำหรับผู้ที่จะผ่าตัดก็คือ ควรจะพูดคุย
ว่าหมอที่ทำมีประสบการณ์ ความรู้ความชำนาญมากน้อยแค่ไหน
และควรต้องมีการศึกษาถึงข้อดีข้อเสีย และผมย้ำว่า
คนที่จะทำการผ่าตัด ควรต้องผ่านจิตแพทย์ก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่
เพราะจะเป็นผลดีกับคนไข้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
น.พ.ศิรชัยอธิบาย
เปลือยชีวิตคนอยากเป็นทอม
ณ ปัจจุบัน หลากหลายชีวิตบนโลกใบนี้ อาจไม่ได้มีเพียงแค่เพศชายและเพศหญิงดำรงอยู่เฉกเช่นที่เราเคยเข้าใจกันอีกต่อไป
เพราะในสังคมที่ขยับขยายพื้นที่แห่งเสรีภาพมากขึ้น
ได้ทำให้ผู้คนที่ไม่พอใจกับเพศสภาพตามกำเนิดของตนมีโอกาสกำเนิดและยืนอยู่ในสังคมได้บ้าง
แม้จะไม่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ ก็ตาม
อย่างไรก็ดี หากตระหนักลึกลงไปให้ถึงจิตใจของคนที่สังคมตีตราว่าเป็น
คนไม่ปกติ เหล่านี้
ก็พบว่าแท้จริงแล้ว จิตใจของความเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากพวกที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนปกติเลยแม้แต่น้อย
น.ส.บอย (นามสมมติ) หญิงสาวที่ดูเผินๆ
แล้วก็ไม่ได้มีอะไรผิดแผกแตกต่างไปจากผู้ชายทั่วๆ
ไปคนหนึ่ง ขณะที่บางคนก็ยังเข้าใจว่าเป็นผู้ชายด้วยซ้ำ
เนื่องด้วยเพราะบุคลิกทั้งการแต่งกาย ท่าทาง
และกริยาวาจาที่แสดงออกนั้น บ่งบอกถึงความมั่นใจในตัวตนว่า
ไม่ได้มีอะไรด้อยไปกว่าผู้ชายแม้สักน้อย
ซึ่งในความเห็นของเธอแล้ว ระหว่างเธอกับผู้ชายทั่วไปจะต่างกันก็เพียงแค่การมี
"อวัยวะเพศชาย หรือไม่ก็เท่านั้น
จากการพูดคุย บอยเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า
รู้สึกเริ่มชอบเพศเดียวกันตั้งแต่สมัยเรียนประถมศึกษา
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะค่านิยมของโรงเรียนหญิงล้วน
ที่มักจะชื่นชมนักเรียนหญิงที่เป็นนักกีฬาว่า
เท่ห์และดูดี มีแต่คนคอยห้อมล้อมอยู่ตลอดเวลา
บอยจึงพยายามที่จะแต่งตัวเป็นผู้ชายเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของเด็กผู้หญิงโดยทั่วไป
ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา ความรู้สึกชอบผู้หญิงที่เป็นผู้หญิงจริงๆ
ก็ฝังอยู่ในความคิดเรื่อยมา
เมื่อถามว่า สภาพปัญหาทางครอบครัวมีส่วนที่ทำให้เกิดความรู้สึกสับสนเช่นนี้หรือไม่
บอยกลับยืนยันว่าครอบครัวมีความอบอุ่นมาก
พี่สาวคนโตและพี่ชายคนกลางก็มีสภาพจิตใจที่เป็นปกติตรงกับเพศที่เกิดมา
ไม่ได้มีปัญหาอะไร ขณะที่พ่อและแม่ก็รักกันดี
เวลาอยู่ที่บ้าน บอยก็ทำตัวเหมือนลูกผู้หญิงเรียบร้อยปกติๆ
คนหนึ่ง คือกวาดบ้าน ถูบ้าน เพียงแต่ยังยืนยันที่จะใส่เสื้อเชิ๊ต
เสื้อยืด หรือกางเกง โดยไม่แต่งตัวในแบบที่ผู้หญิงนิยมใส่กัน
ซึ่งขณะนี้ ทางบ้านก็รับทราบแล้วว่า บอยเป็นสิ่งที่สังคมเรียกว่า
ทอม หรือพวกที่ชอบเพศเดียวกัน
ครอบครัวก็รู้นะ ซึ่งลึกๆ แล้วเขาก็ยังหวังให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม
แต่ก็คงไม่ได้แล้วหละ เพราะเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว
ส่วนผู้ชายที่คบกันก็จะเป็นเพื่อนกันทั้งหมด
ถ้าเกิดมีผู้ชายสักคนมาจีบ ถึงจะเป็นคนดีแค่ไหน
ก็ยังยอมรับตรงนั้นไม่ได้อยู่ดี เพราะใจเราจริงๆ
แล้วชอบผู้หญิง
อย่างไรก็ดี ขณะนี้บอยรู้สึกพอใจกับสภาพปัจจุบันที่เป็นอยู่แบบนี้
โดยไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะไปผ่าตัดหรือแปลงเพศเป็นผู้ชายเต็มตัว
แต่มีความรู้สึกเพียงแค่ว่า เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เข้มแข็งไม่แพ้ผู้ชาย
และก็มีคนรักที่เป็นผู้หญิง เพียงแต่ปัญหาในขณะนี้ก็คือ
คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยยอมรับในสิ่งที่เป็นเท่าใดนัก
ถึงกระนั้น เมื่อถามถึงความเป็นเพศสภาพที่
3 ในสังคมปัจจุบัน บอยยอมรับว่า รู้ตัวดีว่าสักวันหนึ่งในบั้นปลายชีวิตคงไม่มีผู้หญิงคนไหนมาอยู่ด้วยจริงๆ
จังๆ ดังนั้น สิ่งที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้ก็คือเก็บเงินเก็บทองเอาไว้มากๆ
เพื่อเลี้ยงดูตัวเองต่อไป เพื่อสักวันในอนาคตที่ไม่มีใครอยู่เคียงข้าง
อ่านต่อหน้า
2 >> |