เรื่องสั้นหญิงรักหญิงเรื่อง : ทางเลือก
เขียนโดย : ภัส
สมชาติกำลังเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มบนชั้นวางของ ในขณะที่เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังแผดกังวานขึ้น
' ใครวะโทรมาตอนนี้ ' เขาเหลือบตาขึ้นมองนาฬิกาบนฝาผนังครั้งแรก หลังจากจมอยู่กับกองเอกสารมาตั้งแต่บ่าย แล้วพบว่ามันเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว ตายแล้วนี่ดึกขนาดนี้แล้วหรือนี่ ป่านนี้วิภาวีคงเป็นห่วงเขาแย่ เขาไม่เคยกลับบ้านผิดเวลาโดยไม่โทรบอกก่อนเลย เสียงโทรศัพท์ยังคงดังเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ เขาเอื้อมมือไปรับพร้อมกับกรอกเสียงลงไป
" บริษัทปิดแล้วนะครับ ค่อยโทรมาใหม่พรุ่งนี้นะครับ "
" ชาติ นั่นคุณใช่ไหมคะ นี่วิเองนะ วิเป็นห่วงคุณแทบแย่ แต่นึกแล้วว่าคุณต้องอยู่ที่นี่ " เสียงวิภาวีดังแว่วมาตามสาย
" ผมขอโทษนะวิ ที่ไม่ได้โทรไปบอก ผมมัวแต่ยุ่งเรื่องโปรเจคใหม่จนลืมเวลาไปเลย วิคงเข้าใจนะว่าโปรเจคนี้มีความหมายกับผมมากแค่ไหน "
ใช่ โปรเจคนี้มีความหมายกับเขามาก เพราะมันหมายถึงตำแหน่งใหม่ที่จะได้รับรวมถึงเงินเดือนที่จะพุ่งขึ้นตามไปด้วย แต่นั่นก็หมายความว่าเขาจะต้องชนะและได้เป็นผู้จัดการโปรเจคนี้นะ
" วิเข้าใจค่ะ วิเพียงแต่เป็นห่วงคุณเท่านั้น นี่คุณทานอะไรหรือยังคะ แล้วงานใกล้เสร็จหรือยังคะ " เสียงวิภาวีดังขึ้นปลุกเขาจากภวังค์
" ยังเลยแต่เดี๋ยวผมจะกลับไปทำต่อที่บ้านดีกว่า วิหาอะไรให้ผมทานด้วยนะ "
" ได้ค่ะ ขับรถกลับบ้านดี ๆ นะคะ "
ขณะขับรถกลับบ้าน สมชาติก็ไม่สามารถบังคับตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องงานได้ เขาจะนิ่งนอนใจไม่ได้เลย ก็คู่แข่งของเขาคือสุวิทย์นี่นะ คนรุ่นใหม่ไฟแรงมากไปด้วยความสามารถอย่างสุวิทย์สามารถแซงรุ่นพี่อย่างเขาได้อย่างสบาย ๆ ถ้าเพียงแต่สุวิทย์ได้โปรเจคนี้ไปทำเท่านั้น ซึ่งเขาจะยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด
เลยแยกหลักสี่มาแล้ว รถเริ่มบางตาลง พร้อมกับความเร็วของรถแต่ละคันที่เพิ่มขึ้น บ้านของสมชาติอยู่ถึงรังสิตคลองห้า ความจริงสมชาติน่าจะซื้อบ้านได้ใกล้กว่านี้ ถ้าเพียงแต่เขาได้รับตำแหน่งใหม่และอัตราเงินเดือนใหม่ ลำพังเงินเดือนสองหมื่นห้าของเขาผ่อนทาวเฮ้าส์ขนาด 18 ตารางวาเดือนละ 7,500 บาท ผ่อนรถมือสองอีก 8,000 บาท เหลืออีกไม่ถึงหมื่นสำหรับเลี้ยงดูสามชีวิต เขา, วิภาวี, และลูกชายวัยขวบครึ่ง
สี่แยกสุดท้ายแล้ว มองเห็นปากทางเข้าหมู่บ้านอยู่ข้างหน้าลิบ ๆ ไฟที่สี่แยกยังแดงอยู่ ถึงแม้ว่าแทบจะไม่มีรถเลยก็ตาม แต่สมชาติก็ไม่เคยประมาท เขาระลึกอยู่เสมอว่ายังมีอีกสองชีวิตที่รอเขาอยู่ที่บ้าน
เขาเหลือบมองกระจกหลัง เห็นรถเก๋งคันหนึ่งแล่นทะยานมาด้วยความเร็วสูงและไม่มีทีท่าว่าจะลดความเร็วลงเลยทั้ง ๆ ที่ไฟยังแดงอยู่แท้ ๆ และเมื่อเขาหันหน้าไปทางขวาเขาก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที มีรถบรรทุกสิบล้อก็กำลังวิ่งพุ่งมาด้วยความเร็วไม่แพ้กัน สมชาตินึกเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้ได้ทันที แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะหยุดมันได้ เสียงประสานงาระหว่างรถสิบล้อกับรถสี่ล้อดังสนั่นอย่างที่เขาคาดไว้ไม่ผิด จะผิดก็ตรงที่เขาคิดว่ารถทั้งสองจะต้องได้รับความเสียหายยับแน่ แต่รถที่ยับเยินแถมยังแถไปตกคูข้าง ๆ อีกกลับเป็นแค่รถเก๋ง ส่วนรถสิบล้อคันนั้นกลับสามารถวิ่งต่อไปได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ไม่มีทีท่าว่าจะลงมาดูรถที่เพิ่งประสานงากับตนเมื่อครู่นี้เลย บนถนนสายนั้นนอกจากรถเขาที่จอดติดไฟแดงอยู่แล้ว ก็ไม่มีแม้แต่เงาของสิ่งมีชีวิตอื่นอีก
สมชาติตัดสินใจลงจากรถเพื่อไปดูคนในรถคันนั้นทันที เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ เขารู้สึกถึงความคุ้นเคยอย่างประหลาด คงไม่ใช่น่า เขาไม่กล้าคิดต่อ ทันทีที่เปิดประตูรถออก สิ่งที่เขากลัวก็เป็นจริง คนที่นอนร้องครวญครางอยู่ในรถคือสุวิทย์นั่นเอง ใบหน้าอาบไปด้วยเลือด แขนและขาทางด้านขวางออย่างผิดรูปคงจะหัก ที่สำคัญบริเวณช่องท้องมีแผลฉกรรจ์เลือดไหลรินออกมาอยู่ตลอดเวลา ถ้าพาเขาไปส่งโรงพยาบาลไม่ทันเขาคงไม่รอดแน่
' เขาคงไม่รอดแน่ ' ประโยค ๆ นี้แว่บเข้ามาในหัวสมองของสมชาติ ถ้าสุวิทย์ตายเขาก็จะไม่มีคู่แข่งและโปรเจคนี้ก็จะต้องตกเป็นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย และนั่นก็หมายถึงตำแหน่งใหม่ เงินเดือนใหม่ รวมไปถึงบ้านใหม่ที่ใกล้เมืองกว่านี้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของครอบครัวของเขา สมชาติรู้สึกหนาวยะเยือกกับความคิดของตัวเอง นี่สิ่งที่เขาจะทำคือการฆ่าคน ๆ หนึ่งเชียวนะ เขาสั่นจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ไม่น่าเขาไม่ได้ฆ่าใครสักหน่อย สิ่งที่เขาต้องทำก็เพียงแค่กลับไปที่รถขับรถกลับบ้านแล้วลืมทุกสิ่งทุกอย่างให้หมดเท่านั้น จิตของเขากำลังแบ่งเป็นสองฝ่ายและต่อสู้กันอย่างดุเดือด ระหว่างคุณธรรมกับกิเลสตัณหา และแล้วเขาก็มองเห็นหน้าลูกและเมียลอยขึ้นมาบดบังทุกสิ่งทุกอย่าง...
ท่ามกลางเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจนั้นชื่อของเขาถูกเรียกขึ้น " คุณสุวิทย์ปลอดภัยแล้วครับ นี่ถ้าเขามาถึงมือหมอช้ากว่านี้อีกนิดเดียว หมอก็ไม่สามารถรับรองได้ว่าเขาจะรอดหรือไม่ " ในขณะที่สมชาติเดินออกจากโรงพยาบาลนั้น เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาได้ทำไปนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว ถึงแม้เขาจะไม่ได้ทำโปรเจคนี้ก็ตาม และถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถยกฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวให้ดีขึ้นก็ตาม แต่สิ่งที่ลูกเมียของเขาได้รับนั้นมันมีค่ามากกว่าอะไรทั้งหมด
จบบริบูรณ์
|