LESLA : กระดานสำหรับนักเขียนและนักอ่าน
บ้านนี้ของทุกคนมีความรักรูปแบบเดียวกัน พวกเราอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความอบอุ่น ทำให้สายใยที่มีให้กันเข้มแข็ง ถึงจะห่างหายกันไประยะหนึ่งความคิดถึงยังมีให้กันตลอดมา พื้นฐานจิตใจที่มีแต่ความรักของชาว Lesla จะเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยสร้างสังคมไทยให้เอื้ออาทรต่อกัน

 ร่วมแสดงพลังความรักของคนไทย ให้รู้ว่าพวกเรารักในหลวงมากแค่ไหน คลิกตรงนี้
 Lesla Horoscopes ดูดวงปี 2553 และพยากรณ์ต่างๆ  คลิกตรงนี้

ใจเย็นๆ นะคะ กลังทำให้ Lesla ของพวกเราค่อยๆ สมบูรณ์ ยินดีรับคำแนะนำเพื่อช่วยกันให้มีทุกสิ่งที่ทุกคนต้องการ Email มาได้ที่ webmaster@lesla.com
Message : นิสัยคนเกิดวันอาทิตย์  มีความเป็นผู้นำสูง ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใจร้อนวู่วามไปบ้างนิดหน่อย แต่สติปัญญาดีนะ จะได้ดีเพราะปากเป็นคนพูดจามัดใจคนเก่ง ในเรื่องความรักมักรีบเร่งเร้ารุนแรงและหลากหลาย มีเซ็กส์แบบถึงไหนถึงกันไม่หวั่นและไม่ค่อยจะแคร์ใคร ไม่ว่าชายหรือหญิงที่เกิดวันนี้มีดีและจะประสบความสำเร็จแบบเวิร์คสุดสุดเชียวแหละ ขอเพียงเอาความสามารถที่มีอยู่ใช้ให้ถูกที่ถูกทางเถอะ    ---    นิสัยคนเกิดวันจันทร์ เป็นคนปากหวาน พูดเก่งช่างจ้อช่างเม้าท์ ช่างเอาอกเอาใจ เขาเรียกว่าคนปากดีแต่ขี้น้อยใจ งอนเก่ง แต่หายไว ในเรื่องความรักทั้งหญิงและชายร้ายพอๆ กัน ซู่ซ่าๆ แว๊บมาแว๊บไป ไม่ทิ้งเขาก็ถูกเขาทิ้ง เพราะเป็นคนช่างเลือกเรื่องมากและมากเรื่องขี้รำคาญ ชอบคิดซับคิดซ้อน พอๆ กับรักซ้อนซ่อนรักนั่นแหละ ถ้านำพรสวรรค์ในเรื่องของการพูดไปใช้ในทางที่ดี รับรองจะไปโลดในหน้าที่การงาน แต่ถ้าจะให้เหมาะน่าจะทำงานด้านการขาย ขายอะไรก็ได้ รับรองรุ่งสุด ๆ ขออย่างเดียวอย่าเจ้าเล่ห์มากนักเป็นพอ    ---    นิสัยคนเกิดวันอังคาร เป็นคนขยันยันแข็ง คล่องแคล้ว ว่องไว มีไฟฝันแรงกล้าทะเยอทะยานและดันทุรังสูง เรื่องรักค่อนข้างจะหลายใจ พูดง่ายๆ ก็เจ้าชู้ไง มีคนเข้ามาพัวพันไม่ขาดระยะ แต่ไม่ยักอยู่ยาวนาน ก็ใครจะไปทนทานความเจ้าชู้ของคุณได้ถ้าไม่ใช่คนเกิดวันพฤหัส แต่ต้องระวังคำพูดคำจาบ้าง ประชดประชันกันมากเกินไปวันไหน ๆ ก็ทนคุณไม่ได้หรอก เรื่องเซ็กส์ค่อนข้างใจร้อนและเอาแต่ใจตัวเอง เกรงใจคนอื่นเขาบ้างสิคุณก็นอนด้วยกันนะ หญิงชายเกิดวันนี้น่าจะรับราชการหรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอะไรประเภทนี้จะดีกว่าไปทำอย่างอื่น ถ้าลดเรื่องการเอาแต่ใจตัวเองลงได้บ้าง รับรองตำแหน่งการงานไม่น้อยหน้าใครหรอก    ---    นิสัยคนเกิดวันพุธ มีความกระตือรือร้นและอดทนเหลือหลาย แต่ไม่ค่อยจะรอบคอบ เป็นคนทำมาหากินเก่งพูดจาดี มีความรอบรู้ ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูและคอยช่วยเหลือ อนาคตจึงค่อนข้างสดใสไปได้ดีในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตรักกลับไม่ค่อยดีนัก ก็มัวแต่ทำงานไง จึงไม่ค่อยมีโอกาสเลือกมากนัก คนเกิดวันนี้จะได้เข้าพิธีวิวาห์ก็ปาเข้าไปวัยเลขสามขึ้นหน้า เป็นชายไม่เท่าไหร่ แต่เป็นหญิงแล้วไซร้โอกาสสัมผัสคานทองนิเวศน์สูง เรื่องเซ็กส์อบอุ่นนุ่มนวลละมุนละไมน่าหลงใหลไม่เบา คนเกิดวันนี้ที่สำคัญอย่าบ้างานจนเกิดเหตุ งานมีไว้ให้ทำเฉย ๆ ไม่ได้มีไว้ให้บ้า หาเวลาดูแลเพศตรงข้ามบ้างและต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้ดีด้วยนะ    ---    นิสัยคนเกิดวันพฤหัสบดี เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีไหวพริบปฏิภาณละเอียดรอบคอบและมีความรับผิดชอบสูง ชอบสั่งคนโน้นสอนคนนี้ ไปเป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นทนายแหละดี ในเรื่องความรักไม่อยากจะพูด จืดสนิทจะหาคำหวานสักนิด...ยากส์ ไม่รู้ว่าเคยได้ยินคำว่า...โรแมนติก กะเขาหรือเปล่า แต่เรื่องเซ็กส์กลับร้อนเป็นไฟ เข้าตำรา เงียบนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่ไฟดี ๆ นี่เอง ทุกที่ทุกทางทุกท่า...มาเถอะอนาคตจะเป็นคนใหญ่คนโต มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตาและมีความสุขในครอบครัว ขอเพียงเลือกคู่ที่จะมาครองให้ดีเท่านั้นเอง    ---    นิสัยคนเกิดวันศุกร์ เป็นคนชอบเพ้อฝัน ชอบจินตนาการ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวลช่างเอาอกเอาใจให้ใครต่อใครลุ่มหลง รักศิลปะ รักสวยรักงาม ทั้งหญิงชายเรียกได้ว่าเป็นวันของคนเจ้าชู้ ดูดี มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของเพื่อนต่างเพศได้มาก ชำนาญและชมชอบเรื่องเซ็กส์มากเสียด้วย แต่คนเกิดวันนี้มีอารมณ์เป็นใหญ่ จะคิดอะไรจะทำอะไรขึ้นอยู่กับอารมณ์ ถ้าระงับอารมณ์เอาไว้ได้อะไรๆ ก็จะดีไปหมดทั้งเรื่องรัก การเงินและการงาน งานที่เหมาะที่สุดก็เป็นพวกสถาปนิก ศิลปิน ครีเอทีฟ    ---    นิสัยคนเกิดวันเสาร์ เป็นคนมั่นใจตัวเองสูงมาก ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ เงียบ ขรึม เก็บตัว ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร เป็นคนชอบคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย แต่ไม่ค่อยคิดถึงใจผู้อื่น ดื้อเงียบและถือดี ดูเหมือนใจเย็น แต่โมโหร้าย แต่หัวดี ฉลาด ความสามารถเพียบ ถ้าเรื่องความรักรักแล้วรักเลย รักมันอยู่นั่นใครจะว่าคนรักของฉันอย่างไรไม่สน คนมันรักโว๊ย และขี้หึงร้ายกาจ มีเซ็กส์แบบไร้ทิศทางเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง คนเกิดวันนี้ถ้าลดความหยิ่งความถือดีในศักดิ์ศรีลงบ้างจะเป็นคนที่มีอนาคต    ---   
รวมทุกกระทู้ กระดานเรื่องทั่วไป กระดานสำหรับหาเพื่อนใหม่ สำหรับเลส กระดานสำหรับวัยทำงาน มุมหนังสือ มุมนี้สำหรับคนอกหัก เรื่องบนเตียง International Friends อาหารและเครื่องดื่ม อาหารและเครื่องดื่ม คุยเรื่องกีฬา ท่องเที่ยว ปรึกษาและขอคำแนะนำด้านกฎหมาย คุยเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ คุยเรื่องการเมือง คุยเรื่องหนัง-เพลง โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เรื่องร้องเรียน
 

Sign In ] [ Register ]

ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
   
......... ธรรมะ .........


...การแสดงธรรมของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ณ.ศาลาลุุงชิน ครั้งที่ 14 วันที่ 16 กันยายน 2550
ถอดความจาก MP3...ทุกคำโดยมิได้แต่งเติม...


เราศึกษาธรรมะ...คือการศึกษาเรื่องตัวเราเอง ศึกษาเพื่อตัวเราเอง
ไม่ได้ศึกษาเพื่อคนอื่น คนแรกที่ได้ประโยชน์คือ ตัวเราเอง...คนอื่นก็จะได้รับประโยชน์ตามมา
เบื้องต้น ตัวเรามีความสุขก่อน พอเรามีความสุขแล้วคนรอบๆข้างเรา ตนในครอบครัวเราก็จะ
ค่อยๆร่มเย็นเป็นสุข...

หลายคนฟังธรรมะแล้วชีวิตเปลี่ยน ความทุกข์ตกหายไป...ตกหายไปพร้อมกับใจที่ตื่นขึ้นมา...
เมื่อไหร่ที่ใจเราตื่นขึ้นมา ความทุกข์จะร่วงหล่นหายไปในทันที เมื่อไหร่เราหลงไปในโลกของ
ความคิด โลกของความฝัน เมื่อนั้นความทุกข์ถึงจะแทรกเข้ามาได้...

หลายคนฟังธรรมะ...จนจิตตื่น...คำว่าจิตตื่นของหลวงพ่อหมายถึง จิตซึ่งมันรู้สึกตัวขึ้นมา
รู้สึกในกาย รู้สึกในใจ...ไม่ไปหลงเพลิดเพลินอยู่ใน...ความคิด...

ในโลกนี้หาคนที่ตื่นขึ้นมา..ยากที่สุด เราตื่นเฉพาะร่างกายแต่จิตใจไม่ได้ตื่นหรอก
บางคนเถียงว่า ถ้าไม่ตื่นแล้วจะขับรถมาวัดได้อย่างไร?...ไม่ตื่นแล้วจะทำมาหากินได้อย่างไร?
มันตื่นแต่ร่างกาย จิตใจไม่ตื่น...!!!!

จิตใจหลงไปในแต่ความคิด ความฝัน...ตลอดเวลา ความทุกข์ทั้งหลายและกิเลสทั้งหลาย
เกิดตอนที่ใจเราหลงไปอยู่ในความคิดนั่นเอง มัวแต่คิดเพลินๆกันไปนะ คิดดีๆก็มีความสุข
คิดไม่ดีก็มีความทุกข์ขึ้นมา หลงไปอย่างนี้เรื่อยๆ แต่ถ้าเราหมั่นภาวนาจนใจเราตื่น
เป็น...ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน...ไม่ใช่ตื่นแบบแห้งแล้งด้วยนะ ตื่นออกมานี้ จิตใจนุ่มนวล อ่อนโยน
จิตใจสว่างไสว มีความสุข มีความเบิกบานผุดขึ้นมาเอง

ความสุขที่เราเคยรู้จัก...มันเป็นความสุขที่มาจาก มีสิ่งเร้า มีอะไรมายั่ว เช่น
หนุ่มๆไปจีบสาวได้แล้วมีความสุข หรือว่าร่ำรวยขึ้นมาแล้วมีความสุข ได้อยู่กับคนนี้
แล้วมีความสุข ได้กินสิ่งนี้แล้วมีความสุข...ความสุขอย่างโลกๆ...เป็นความสุขที่ต้อง
อาศัยสิ่งเร้าจากภายนอก

แต่ถ้าเรามีสติขึ้นมา เรามีความสุขผุดขึ้นมาจากภายใน มีความสุขได้เอง ไม่ต้องทำอะไร
ทันทีที่เรามีสติหยุดความปรุงแต่ง จิตจะมีความสุขผุดขึ้นมาเอง ทุกวันนี้ที่เรามีความทุกข์
เพราะจิตมันปรุงไม่เลิก จิตมันหลงไปในความปรุงแต่ง ให้เราคอยหัดรู้สึกนะ
รู้สึกอยู่ในกาย...รู้สึกอยู่ในใจ...จนสติมันเกิด...จดจำสภาวะของรูปธรรม ของนามธรรมได้แม่น
แล้วสติจะเกิดเอง ทันทีที่สติเกิดจิตจะตั้งมั่น จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ ผู้ดู จิตจะมีสัมมาสมาธิ

พอจิตเราตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว...เราจะเห็นเลยว่า...ไม่ว่าความสุขหรือความทุกข์ ไม่ว่ากุศล
หรืออกุศลทั้งหลายแหล่ ล้วนแต่เป็นของผ่านมาแล้วก็ผ่านไป....
เหมือนเรานั่งเล่นสบายๆอยู่ในบ้านเรา เรามองออกไปทางประตู มองออกไปทางหน้าต่าง
เห็นคนเดินผ่านหน้าบ้าน เหมือนความสุขทั้งหลาย ความทุกข์ทั้งหลาย กุศล อกุศลทั้งหลาบ
มันเดินผ่านหน้าบ้าน ... ส่วนเราอยู่ในบ้านไม่เดือดร้อนอะไร กับใครๆเขา

ต่อ

จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 28-08-2013 21.57.08 IP:110.49.226.159 ]

ความคิดเห็นที่ 1

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 2

สิ่งที่ผ่านหน้าบ้านเรา...บางทีก็เป็นของสวยของงาม ...บางทีก็เป็นของน่าเกลียด น่ากลัว
เช่น หมาขี้เรื้อนวิ่งมา หมาบ้าวิ่งมา ก็วิ่งผ่านหน้าบ้านไป...อารมณ์ก็เหมือนกันนะ...
บางทีก้อารมณ์ที่ดี บางทีก็อารมณ์ที่เลว ผ่านหน้าบ้านไป...ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่ดีของเรา
หรืออารมณ์ที่เลวของเรา นักปฎิบัติที่แท้จริงจะเป็นคนที่นอนเล่น นั่งเล่นในบ้าน ไม่วิ่งตามไป...

ไม่ใช่เห็นสาวสวยเดินผ่านหน้าบ้านก็วิ่งตามไป เห็นหมาบ้าวิ่งมาก็วิ่งออกไปไล่ตีกับมัน
จิตใจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น จิตใจจะเป็นแค่คนรู้คนดู และก็สิ่งเหล่านั้นมันจะไม่แอบเข้ามาในบ้านเรา
เหมือนผู้ร่ายไม่กล้าเข้าบ้าน เจ้าของบ้านยังตื่นอยู่....ใจเราตื่นอยู่ ผู้ร้ายเหมือนกิเลส
มันเข้ามาบ้านเราไม่ได้ แต่ถ้าใจเราหลับเมื่อไหร่ กิเลสมันจะย่องเข้ามา ย่องเบาจริงๆนะ
มันย่องเข้ามาไม่ทันรู้สึกหรอก กว่าจะรู้สึกตัวก็คือ กิเลสมันขึ้นมาขี่คอเรียบร้อยแล้ว

...ให้คอยรู้สึกนะ คอยรู้สึก วิธีรู้สึกตัวเป็นยังไง...ความรู้สึกตัวก็คือความไม่หลงไป ไม่เผลอไป
ไม่ลืมกาย ไม่ลืมใจ...พวกเราสังเกตุมั้ย พวกเรามักจะลืมกายลืมใจกันทั้งวันนะ
โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เรียนธรรมะ ไม่ได้ฟังธรรมะจนกระทั่งสติเกิด

คนส่วนใหญ่ลืมกายลืมใจทั้งวัน ตื่นขึ้นมาก็ดูคนอื่น คิดก็คิดเรื่องคนอื่น หรือบางทีก็คิดไปอดีตบ้าง
ไปอนาคตบ้าง ไม่ใช่ตัวตนของเราในปัจจุบัน ส่วนใหญ่อยู่ในโลกของความคิดตลอด ถึงจะคิดเรทฃื่องตัวเอง
ก็ไปคิดเรื่องอดีต อนาคตไปเรื่อยๆ... เราไม่สามารถจะอยู่กับโลกปัจจุบันกันได้ เพราะฉนั้นให้คอยรู้สึก...
คอยรู้สึกไว้ ร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้สึก จิตเคลื่อนไหวคอยรู้สึก...รู้สึกไปเรื่อยๆ


ต่อไปจิตมันจะจำสภาวะ...เมื่อกายเคลื่อนไหวมีอาการแบบนี้ เมื่อจิตเคลื่อนไหว มีอาการแบบนี้
ความรู้สึกทั้งหลายแต่ละอย่าง แต่ละอย่างมีอาการแบบนี้ มีสภาวะแบบนี้...พอจิตมันจำได้แม่นแล้ว
ต่อไปสติจะเกิดเอง...เช่น

จำได้ว่าความใจลอย แอบไปคิดเป็นยังไง...ใจมันจะค่อยๆไหลไปนะ ไหลๆๆๆไปเรื่องที่คิด
ไปรู้เรื่องที่คิด ขณะไปรู้เรื่องที่คิดนั้นเราลืมกายลืมใจ...นั่นเรียกว่า ขาดสติแล้ว
เมื่อไหร่ที่ลืมกายลืมใจ นั่นเรียกขาดสติ

หรือบางทีความโกรธผุดขึ้นมา...คนทั้งหลายพอความโกรธผุดขึ้นมา จะไปดูคนที่ทำให้เราโกรธ
ส่วนผู้ปฏิบัติ ผู้มีสติจะเห็นความโกรธผุดขึ้นมา มันจะผุดขึ้นมากลาง อกนะ ถ้าผุดขึ้นมาเล็กๆ
แค่ขัดใจนิดๆ แค่ขุ่นๆอยู่กลางอก ถ้ามันรุนแรง มันพุ่งขึ้นหน้า เรียกว่าเลือดขึ้นหน้า...
เห็นช้างเท่าหมู...เป็นการเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริง ให้เรารู้ทันนะ ให้รู้ทัน

กิเลส...ก่อนที่จะเป็นกิเลสตัวไหญ่เนี่ย เป็นกิเลสตัวเล็กมาก่อน เมื่อเป็นตัวใหญ่แล้วสู้ยาก
เราต้องชกตอนมันยังไม่โต เหมือนชกเด็กๆนะ เราได้เปรียบ...
กิเลสตอนมันเป็นเด็กๆมันจะค่อยๆไหว ยึกยักๆขึ้นมาเนี่ยให้เรารู้ทันมัน แต่ก่อนที่เราจะเห็นกิเลสตัวเล็กได้นั้น
เราก็ต้องหัดเห็นกิเลสตัวใหญ่ก่อน เพราะกิเลสที่ละเอียดมันดูยาก หัดทีแรกก็จะเห็นของหยาบ
เช่น โทสะ...โทสะเกิด แล้ว จึงจะเห็น ต้องโมโหไปก่อนแล้วถึงจะรู้ว่าโมโห ขัดใจเล็กๆยังไม่รู้ว่าขัดใจ

ต่อไปฝึกมากเข้าๆ หัดสังเกตุใจของเราไปเรื่อยๆ...
ต่อไปความขัดเล็กๆเกิดขึ้นแค่นิดเดียว เราก็เห็นแล้วนะ

.....................................วันละนิด จิตแจ่มใส.........................

.........หวังว่าคงเกิดประโยชน์กับเพื่อนๆผู้สนใจในธรรมะบ้าง แม้เพียงน้อยนิด.........


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 28-08-2013 22.02.53 IP:110.49.226.159 ]


ความคิดเห็นที่ 2

แก้ไขคำผิด.........

คห.1

ถึงจะคิดเรทฃื่องตัวเอง ก็ไปคิดเรื่องอดีต อนาคตไปเรื่อยๆ...
เราไม่สามารถจะอยู่กับโลกปัจจุบันกันได้ เพราะฉนั้นให้คอยรู้สึก

ต่อไปฝึกมากเข้าๆ หัดสังเกตุใจของเราไปเรื่อยๆ...
ต่อไปความขัดเล็กๆเกิดขึ้นแค่นิดเดียว เราก็เห็นแล้วนะ


แก้ไขเป็น

= ถึงจะคิดเรื่องของตัวเอง ก็ไปคิดเรื่องอนาคตไปเรื่อยๆ...
เราไม่สามารถจะอยู่กับโลกปัจจุบันกันได้ เพราะฉะนั้นให้คอยรู้สึก

= ไปฝึกมากเข้าๆ หัดสังเกตุใจของเราไปเรื่อยๆ...
ต่อไปความขัดใจเล็กๆเกิดขึ้นแค่นิดเดียว เราก็เห็นแล้วนะ

......... มีความสุขทุกท่าน นอนหลับฝันดีราตรีสวัสดิ์ .........


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 28-08-2013 22.19.46 IP:110.49.226.159 ]


ความคิดเห็นที่ 3
มาช่วยเพิ่มเติมให้ค่ะ
www.wimutti.net

สามารถโหลดเสียงที่หลวงพ่อแสดงธรรมได้ค่ะ


จากคุณ : ศิษย์หลวงพ่อปราโมชเช่นกัน - [ 28-08-2013 22.35.02 IP:180.183.172.143 ]


ความคิดเห็นที่ 4

ขอบคุณครับ คุณ คห.ที่ 3

ขอบคุณครับ ช่วยกันครับ ช่วยกันเผยแพร่...ธรรมะ...

ท่านใดถนัดอ่าน ถนัดฟัง ถนัดดู ได้ตามถนัดนั้น ...


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 28-08-2013 22.40.51 IP:110.49.226.159 ]


ความคิดเห็นที่ 5

ขอบคุณครับ คุณ คห.ที่ 3

ขอบคุณครับ ช่วยกันครับ ช่วยกันเผยแพร่...ธรรมะ...

ท่านใดถนัดอ่าน ถนัดฟัง ถนัดดู ได้ตามถนัดนั้น ...


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 28-08-2013 22.40.51 IP:110.49.226.159 ]


ความคิดเห็นที่ 6

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 3

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 31-33 ...หัวข้อธรรมที่จำเป็นต้องรู้ 1-21 หัวข้อ...

1}... วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติธรรม ...

เพื่อให้ไปถึงบ้านที่แท้จริง ซึ่งปราศจากความปรุงแต่ง สุข สงบ ไม่ต้องเกิดมี
ขันธ์และมีทุกข์อีก เรียกว่า นิพพาน {แต่ถ้ายังไม่สามารถนิพพานได้ในชาตินี้
ก็ต้องให้พบทางเดิน เพื่อถึงนิพพานได้ ในชาติต่อไป}

2}... เป้าหมายของการปฏิบัติธรรม...

เป้าหมายแรกคือ...การละความเห็นผิดว่า มีตัวเราที่ถาวรแท้จริง
เป้าหมายสุดท้ายคือ...การบรรลุถึงอิสรภาพ ปราศจากการบีบคั้น
ทางใจทั้งปวง และพ้นจากทุกข์ได้ในชีวิตนี้

3}... ทุกข์ และ สาเหตุของความทุกข์ ***

กายนี้ ใจนี้...คือ...สิ่งที่เราสำคัญมั่นหมายว่า คือ ตัวของเรา
และกายนี้ ใจนี้...เป็น...ทั้งตัวทุกข์ เพราะไม่เที่ยง ถูกบีบคั้น
และบังคับไม่ได้ ทั้งเป็นที่ตั้งของ ความทุกข์ที่จรมาเป็นคราวๆด้วย

ดังนั้น...ตราบใด...ที่เรายังยึดถือ กายนี้ ใจนี้ ไว้เป็นตัวของเรา
ตราบนั้น...ก็เท่ากับเรายังหยิบฉวยความทุกข์ เอาไว้ในใจ

ความยึดถือกายใจอันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เอามาเป็นตัวเรา ของเรา
เกิดจากอวิชชา คือ ความไม่รู้ เมื่อยึดกายยึดใจจากธรรมชาติมาเป็นของตัวเราแล้ว
ก็เกิดความรัก และหวงแหนกายใจ และเกิดความอยากให้กายใจมีความสุขถาวร
และอยากให้กายใจบังคับให้เป็นอย่างที่ต้องการได้

ซึ่งความต้องการเหล่านี้...เป็นไปไม่ได้จริง ที่จริงแล้ว กายและใจ เป็นตัวทุกข์
เพราะมีลักษณะไม่เที่ยง ถูกบีบคั้น และไม่อยู่ในอำนาจบังคับ
ความอยากและความดิ้นรนของจิต ที่จะอยากให้กายเป็นสุขและพ้นทุกข์นี่แหละ
คือตัวสมุทัย ทำให้จิตเกิดความทุกข์ซ้ำซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง

ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งดิ้น ยิ่งดิ้นก็ยิ่งทุกข์ เพราะสิ่งที่ดิ้นรนใฝ่หานั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้จริง
กลายเป็นวงจรของความอยากและความทุกข์...สืบต่อเนื่องกัน...ไม่มีที่สิ้นสุด....
เรียกว่า...สังสารวัฏ

4}... รู้ทุกข์ได้อย่างไร ...***

กายกับใจ คือ ตัวทุกข์และเป็นที่ตั้งของความทุกข์ ถ้าวันหนึ่งเห็นความจริงว่า
กายนี้ใจนี้...เป็นตัวทุกข์ จึงจะเรียกได้ว่า เห็นทุกข์ หน้าที่ต่อทุกข์ คือ การรู้

ทุกข์...รู้ได้ด้วย...การเจริญสติปัฏฐานสี่ ได้แก่...การตามรู้กาย เวทนา จิต ธรรม
หรือสรุปให้ง่ายขึ้น ได้แก่ การตามรู้กาย ตามรู้ใจ ตามความเป็นจริงด้วยใจที่ตั้งมั่น
เป็นกลาง รู้อย่างเป็นวิหารธรรม มีตบะ {ความเพียรเผากิเลส} มีสติ มีสัมปชัญญะ
{มีความรู้สึกตัว} สามารถถอดถอนเอาความยินดียินร้ายในโลกออกไปได้

สติปัฏฐานมีสองขั้นตอน...ขั้นแรก ทำให้เกิดสติ ขั้นที่สอง ทำให้เกิดปัญญา
คำกิริยาในมหาสติปัฏฐานสูตรมีคำเดียว คือ "...รู้..."{ไม่มีทำ ไม่มีกำหนด ไม่มีประคอง ฯลฯ}
สติปัฏฐาน คือ ทางสายเอก ทางสายเดียวที่จะทำให้เราเข้าถึงสุขที่แท้จริง

5}... พ้นทุกข์ได้อย่างไร ...***
.................................................................................................................
.................................................................................................................
.................................................................................................................
......... วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส .........


ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่ WWW._____ ในความเห็นที่สาม


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 30-08-2013 00.01.28 IP:110.49.235.47 ]


ความคิดเห็นที่ 7
ตามอ่านธรรมะของหลวงพ่อ


จากคุณ : พุทธมามกะ - [ 31-08-2013 05.19.06 IP:111.84.164.6 ]


ความคิดเห็นที่ 8
ขอบคุณนะค่ะ ที่นำสิ่งดีๆมาแนะนำบอกต่อ
มีเวลา/โอกาสนำมาให้อ่านกันอีกนะค่ะ
หลายครั้งที่เราละเลย สนใจ ใส่ใจต่อการ
รู้เท่าทันจิตใจตัวเอง
หลายหนทีีเราหลงไปกับสิ่งเร้าต่างๆรอบข้าง
ปล่อยให้อารมณ์โกรธเข้ามาครอบงำจิตใจ
ขาดสติ ส่งผลให้พูดจาไม่หน้าฟัง
การกระทำไมิ่เหมาะสม อารมณ์ขุ่นมัว
เผลอพูดไม่คิด ทำร้ายจิตใจ อีกฝ่่ายไปแล้ว
เมื่อคิดได้ ใจเย็นลง สำนึกผิดมานั่งขอโทษ
จะปรับปรุงตัว คิดก่อนพูดทุกครั้ง
เพราะคำพูดไม่ได้มีไว้ทำร้ายกันนิน่า
ตัองนิ่งให้เป็น เย็นให้ได้
มีสติ รู้ให้ทันใจตัวเอง
ขัดใจตัวเองบ้าง เเยกเยอะอะไรดี ไม่ดีบ้าง
แล้วอะไรๆในชีวิตจะดีขึ้นเอง
คุณพ่อ คุณแม่จะดีใจมีสุข
ที่ได้ลูกที่น่ารักกลับมาค่ะ ^__^
(ประสบการณ์ตรงกับตัวเองคะ
เพื่อนๆ จะได้ไม่เผลอ
ละเลยความรู้สึกของคนที่รักเรามากที่สุดไป
ใส่ใจในกันและกันให้มาก แล้วครอบครอบจะมี
แต่รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กัน มีความสุขกันค่ะ)


จากคุณ : ปุ๋ม - [ 01-09-2013 08.27.12 IP:27.55.131.249 ]


ความคิดเห็นที่ 9

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 4

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 33-35 ...หัวข้อธรรมที่จำเป็นต้องรู้ 1-21 หัวข้อ...

5}... พ้นทุกข์ได้อย่างไร ...***

พ้นทุกข์ได้...ถ้ามีสติ เห็นกายนี้ใจนี้คือตัวทุกข์ แล้วปล่อยวางกายวางใจได้
เพราะเห็นชัดว่า มันไม่ใช่เรา มันเป็นเพียงสภาวะธรรมจำนวนมากที่มาประชุมกัน

ถ้ากายและใจเป็นทุกข์ไม่เกี่ยวกับเรา หมายความว่า ปัญหาและความทุกข์ยังคงมีอยู่
***แต่ไม่มีผู้ทุกข์*** เนื่องจากใจไม่เกาะกับอะไร จึงสามารถพ้นทุกข์ได้ {ไม่ใช่การดับทุกข์}

เราพ้นทุกข์ได้เพราะการรู้ที่ถูกต้อง...คือ พ้นได้ด้วยปัญญา โดยมีคุณธรรมอื่นๆเป็น
ตัวสนับสนุน เช่น ศรัทธา ศีล วิริยะ สติ สมาธิ

6}... จะเห็นกายและใจ...ว่าไม่ใช่เรา...ได้อย่างไร ...***

การที่จะเห็นกายและใจไม่ใช่เราตามความเป็นจริงนั้น คิดเอาไม่ได้ จะต้องให้จิต
เกิดความเห็นที่ถูกต้อง จนจิตยอมรับสภาพความเป็นจริง และตัดสินได้ด้วยปัญญาเอง

เมื่อเราภาวนาจนจิตมีสติตื่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราจะหลุดออกมาจาก
โลกของความคิด โลกของความฝัน แล้วกลับมาอยู่ในโลกของความเป็นจริง
ในภาวะที่ใจของเราตั้งมั่นขึ้นมา เราจะเห็นร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง เวทนาคือความรู้สึกนั้น
ก็อยู่ส่วนหนึ่ง สังขารคือความปรุงแต่งนั้น ก็อยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่ง

แต่ละส่วนที่กระจายตัวออกไปเป็นขันธ์ๆนั้นไม่มีตัวเรา แต่ถ้าขันธ์ทั้งหลายมารวมตัวกัน
เราจะเกิดความสำคัญมั่นหมายว่า นี่เป็นตัวเราขึ้นมา หรือการเห็นความเกิด-ดับของจิต
โดยจะเห็นว่า จิตเกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ จิตที่เผลอไปคิดดวงหนึ่งแล้วก็ดับ
จิตที่รู้ว่าเผลอไปคิด อีกดวงหนึ่งเกิดแล้วก็ดับ เป็นจิตคนละดวงกัน...

จิตนี้เกิด-ดับ อยู่ตลอดเวลา...ก็จะเห็นว่า...จิตไม่ใช่เรา

7}***... ปัญญา คืออะไร ...***

ปัญญา คือ การเห็นความจริงว่าทุกอย่างในโลกนี้ รวมถึงกายและใจ มีความ
เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-และดับไป มีความบีบคั้น ทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้ ไม่ใช่ของเรา
ไม่น่ายึดถือ และเราบังคับควบคุมไม่ได้ {ไตรลักษณ์} เป็นลักษณะร่วมของทุกสิ่ง
ในโลกแห่งความเป็นจริง...แล้วปล่อยวางได้***

8}... วิธีทำให้เกิดปัญญา ...

***ต้องตามรู้กาย และ/หรือ ใจ บ่อยๆ*** เพื่อให้เกิดสติตัวจริง{สัมมาสติ} ก็จะเกิดความสุข
เมื่อมีความสุขก็จะเกิดสมาธิ เมื่อเกิดสัมมาสมาธิก็จะเกิดปัญญา
และปัญญาเป็นเหตุใกล้ให้เกิด วิมุตติ

9}... สัมมาสมาธิ คืออะไร เกิดได้อย่างไร ...

......................................................................................
......................................................................................
... วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่
WWW._____ ในความเห็นที่สาม

........................................ ................................

...ขอบคุณและดีใจ...
ขอบคุณ คุณ คห.ที่ 7 และ 8 ครับที่ให้กำลังใจเจ้าของกระทู้
และดีใจครับ ที่มีเพื่อนๆสนใจและได้เข้ามาอ่าน... ธรรมะ ...


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 01-09-2013 09.59.59 IP:110.49.226.6 ]


ความคิดเห็นที่ 10

...................................................... วันนี้ วันพระ .................................................

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 5

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 35-37 ...หัวข้อธรรมที่จำเป็นต้องรู้ 1-21 หัวข้อ...

9}... สัมมาสมาธิ คืออะไร เกิดได้อย่างไร ...

สัมมาสมาธิ คือ จิตที่ตั้งมั่น รู้เนื้อรู้ตัว{ไม่เผลอ} มีความอ่อนเบา ไม่มีภาระ นุ่มนวล
ว่องไว ไม่ซึมทื่อ รู้สภาวะตามความเป็นจริง ไม่เพ่งจ้องถลำไปดูอารมณ์{ไม่เพ่ง} แต่เป็น
ผู้รู้ผู้ดูอยู่ต่างหาก ดูสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เช่น เห็นร่างกายเคลื่อนไหว
ส่วนใจเป็นคนดู{แยกรูปแยกนาม} หรือเห็นเหมือนคนอื่นเคลื่อนไหว เห็นว่าไม่มีตัวตน ไม่ใช่เรา
ไม่ใช่เขา เมื่อมีสัมมาสมาธิก็เป็นเหตุให้ใกล้เกิดปัญญา แต่ถ้าจิตไปตั้งแช่อารมณ์เป็นมิจฉาสมาธิ
ได้แค่ความสงบ ไม่สามารถขึ้นเป็นวิปัสสนาได้

สัมมาสมาธิ คือ การที่จิตเรามีความตั้งมั่น เป็นแค่คนรู้คนดู ไม่เข้าไปแทรกแซง รู้อย่างสบายๆ
อย่างมีความสุข เราก็จะเห็นสภาวะขึ้นมาว่า กายเป็นอย่างไร ก็รู้ว่าเป็นอย่างนั้น แล้วเราจะเห็นไตรลักณ์
เช่น ถ้ามีความโกรธผุดขึ้นมา แล้วสติเกิดระลึกรู้ขึ้นเอง ใจจะตั้งมั่นขึ้นมา เห็นว่า...ความโกรธอันหนึ่ง
จิตใจอีกอันหนึ่ง ความโกรธกับร่างกายคนละอันกัน เราจะเห็นมันกระจายตัวออกไป
แล้วจะเห็นได้ด้วยปัญญาว่า ความโกรธไม่ใช่ตัวเรา เห็นว่าความโกรธไม่เที่ยง มันไม่เคยมีมันก็มีขึ้นมา
ทุกอย่างล้วนชั่วคราวทั้งหมด แต่ต้องรู้เองด้วยสัมมาสติและสัมมาสมาธิ ที่เห็นจริงๆ***...ไม่ใช่คิดเอา...***

สัมมาสมาธิ...ไม่สามารถจงใจให้เกิดขึ้นได้ แต่ต้องสร้างเหตุให้ถึงพร้อมแล้วจะเกิดขึ้นเอง
เราสามารถแบ่งผู้ปฏิบัติได้เป็นสองพวกคือ ผู้ที่สามารถทำฌานได้ และ ผู้ที่ไม่สามารถทำฌานได้

โดยผู้ปฏิบัติต้องเลือกทางเดินที่ตนเองสามารถทำได้ และเหมาะสมกับวิธีทำวิปัสสนา เช่น ถ้าพิจารณา
กายและเวทนา ต้องทำฌานก่อนการพิจารณา {เหมาะสำหรับสมถะยานิก พวกใช้สมาธินำปัญญา}
แต่ถ้าพิจารณาจิตและธรรม { เหมาะสำหรับวิปัสสนายานิก พวกใช้ปัญญานำสมาธิ} ไม่ต้องทำฌานก่อน
ให้ตามรู้สภาวะธรรมลงไปเลย

สำหรับสมถะยานิก ต้องเริ่มจากการทำสมถะก่อน เช่น ค่อยๆทำความรู้สึกว่าร่างกายกำลังหายใจอยู่
มีใจเป็นคนดู {เพื่อแยกผู้รู้} โดยเริ่มหายใจออกก่อนสบายๆแบบ คนนอกดูร่างกายที่หายใจ
เมื่อหายใจออกยาวรู้ว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้นรู้ว่าหายใจเข้าสั้น พอให้จิตใจสบาย {เรียกว่า
บริกรรมนิมิต} เมื่อทำมากเข้าจะเห็นลมหายใจเป็นแสงสว่างเป็นเกลียว {เรียกว่า อุคคหนิมิต}
ถ้ารู้ต่อไปเรื่อยๆ จะรวมเป็นลูกกลมๆ {เรียกปฏิภาคนิมิต} แล้วมาตามรู้ตรงนี้ต่อ ลูกกลมนี้ย่อได้ ขยายได้
มีปีติ มีความสุข {และเอกัคคตา} จิตก็จะเข้าฌาน เป็นจิตผู้รู้ในฌานที่ 2 {เกิดเอโกทิภาวะ คือ ใจเป็นหนึ่ง
เป็นผู้รู้องค์ฌาน} ต่อไปจะเห็นว่า ปีติก็หวือหวา แล้วดับลงไปอีก เห็นความสุขก็เข้าฌานที่ 3 {มีสุขและเอกัคคตา}
ดูความสุข ความสุขก็จะดับไป เข้าฌานที่ 4 {มีอุเบกขาและเอกัคคตา} ต่อไปเมื่อจิตถอนออกมาจากฌาน
จิตจะตั้งมั่น มีกำลัง มีผู้รู้ติดตัวอยู้อีกระยะหนึ่ง ก็สามารถเอามาดูกายตรงๆเลยว่า กายไม่ใช่เรา จะเห็นว่าตัวเรา
ที่ยืนเดินอยู่ไม่ใช่ตัวเรา แต่...เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ถูกดู เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปเรื่อยๆ โดยใจเป็นคนดู
ไม่เคลื่อนไหว จิตจะแยกออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดู อยู่ต่างหาก{แยกรูปแยกนามได้}

หรือดูจิตใจที่เปลี่ยนแปลงจากสงบมาฟุ้งซ่าน เห็นว่าไม่เที่ยง บังคับไม่ได้{ดูจิต} แต่ถ้าไม่ทรงฌาน
ไม่มีผู้รู้ ผู้ดู จิตจะไม่มีกำลัง ไม่สามารถเห็นว่าร่างกายไม่ใช่เรา ปัญญาไม่เกิด เมื่อพิจารณาร่างกายแล้ว
ให้จบลงด้วยการพิจารณาสภาวะธรรมต่างๆเป็นไตรลักษณ์ เพื่อไม่ให้จิตมีอารมณ์ค้างอยู่ภายใน การทำฌานจนเกิด
ภาวะตัวผู้รู้จะไปเต็มภูมิ ที่พระอนาคามี จากนั้นถ้าจะไปต่อ ต้องทำลายผู้รู้{ปล่อยวางผู้รู้} จึงจะเป็นพระอรหันต์

ถ้าทำฌานไม่ได้ ให้หายใจไปเรื่อยๆ เห็นว่าร่างกายหายใจอยู่ มีใจเป็นคนดู เห็นความทุกข์ ความปวดเมื่อย
เป็นของถูกรู้ถูกดูก็ได้ จะมีตัวผู้รู้ขึ้นมา

สำหรับวิปัสสนายานิก ไม่ต้องทำฌานก่อน แต่ให้รู้ศัตรูของสมาธิ เรียกว่า นิวรณ์ ถ้าตามดูจิตจนมีสติรู้ทันนิวรณ์
เช่น ให้ตามรู้ใจที่ดิ้นรน ใจที่กำลังขุ่นมัว ขัดเคือง หดหู่ ฟุ้งซ่าน สงสัย นิวรณ์จะดับ และใจจะตั้งมั่นขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง
เรียกว่า ขนิกสมาธิ สมาธิี่เกิดขึ้นนี้ ถึงแม้จะไม่มีกำลังมากเหมือนการทำฌาน แต่ก็เป็นสมาธิที่เพียงพอและ
ทำให้เกิดปัญญาได้เช่นเดียวกัน...


10}... สติคืออะไร ...
......................................................................................
......................................................................................
... วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...


........................................................................................................................................

ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่ WWW._____ ในความเห็นที่สาม


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 04-09-2013 08.32.20 IP:110.49.233.121 ]


ความคิดเห็นที่ 11
สาธุ...


จากคุณ : พุทธมามกะ - [ 04-09-2013 10.26.44 IP:111.84.162.221 ]


ความคิดเห็นที่ 12
อนุโมทนาบุญกับผู้เผยแผ่ด้วยค่ะ


จากคุณ : สสย - [ 04-09-2013 22.01.51 IP:58.8.183.248 ]


ความคิดเห็นที่ 13
ทักทายเจ้าสำนักเผยแผ่ธรรมค่ะ

แม้มีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะใช้ธรรมนำชีวิตก็ตาม
แต่บ่อยครั้งความโลภ โกรธ หลง ที่เหนือการควบคุมของอารมณ์ที่ขาดสติ
ก็ทำเอาเป๋อยู่บ่อยๆ ก็ได้อาศัยอ่านบ้าง ฝึกปฏิบัติบ้าง เพื่อให้เกิดความเคยชิน
เมื่อมีโอกาสได้เข้ามาอ่านธรรมอันเป็นประโยชน์อย่างลึกซึ้งจากกระทู้นี้
เลยอยากขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่ได้สละเวลาโพสท์สิ่งดีๆนี้ไว้เพื่อประโยชน์
และอยากบอกว่าได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เจ้าของกระทู้โพสท์ไว้จริงๆค่ะ

ธรรมคุ้มครองนะคะ



จากคุณ : สสย - [ 05-09-2013 11.18.56 IP:58.8.171.70 ]


ความคิดเห็นที่ 14

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 6

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 37-3 ...หัวข้อธรรมที่จำเป็นต้องรู้ 1-21 หัวข้อ...


10}... สติคืออะไร ...

สติ คือ ความระลึกได้ มีลักษณะคือความไม่เลื่อนลอย ใจไม่ลอยหนีไป
สติทำหน้าที่อารักขาจิต ไม่ให้ตกไปสู่ความชั่ว ทันทีที่สติเกิด อกุศลต้องดับทันที
สติที่มีการจำสภาวธรรมได้แม่นยำเป็นเหตุให้ใกล้เกิด

สติเป็นตัวระลึกได้ถึงความมีอยู่ของกาย ระลึกได้ถึงความมีอยู่ของใจ ถ้าเมื่อใด
เรารู้สึกอยู่ที่กาย รู้สึกอยู่ที่ใจ ก็เรียกว่ามีสติ{ตัวจริง} ถ้ารู้สึกแบบเพ่งลงไปแนบที่กาย
แนบที่ใจจะไม่มีปัญญา เพราะเงื่อนไขที่ทำให้เกิดปัญญาก็คือสัมมาสมาธิ จิตต้องตั้งมั่น
ขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู สักว่ารู้ สักว่าเห็น

11}... สติเกิดขึ้นได้อย่างไร ...

สติ เป็นสิ่งที่บังคับหรือกำหนดให้เกิดไม่ได้ สติต้องเกิดขึ้นเอง เมื่อทำเหตุให้ถึงพร้อม
การที่จิต{ไม่ใช่เรา} จำสภาวะ{ลักษณะเฉพาะของกายใจ} ได้ เป็นเหตุให้ใกล้เกิดสติ
สติทำหน้าที่อารักขาจิตไม่ให้อกุศลเกิด และสติก็ไม่เกิดร่วมกับอกุศล เช่น
ถ้ามีความอยาก {ให้เกิด} สติจะไม่เกิด

ดังนั้น...การปฏิบัติจึงต้องเริ่มจาก การฝึกจำสภาวะต่างๆให้ได้มาก โดยเฉพาะสภาวะที่เกิดที่จิต
เช่น ความโกรธ ความโลภ ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ใจ ความหลง { หลงคิด หลงดู หลงฟังเสียง
...ฯลฯ แล้วลืมดูตัวเอง} เพราะการดูจิตโดยตรง ไม่ต้องฝึกทำสมาธิก่อน แต่เมื่อเกิดสติแล้ว
จะเกิดความสุขขึ้น และความสุขก็เป็นเหตุให้ใกล้เกิดสมาธิ เมื่อเกิดสัมมาสมาธิก็เป็นเหตุให้
ใกล้เกิดปัญญา เห็นสภาวะร่วม ตามธรรมชาติที่แท้จริง

ผลที่ได้จากการเจริญสติ คือ มีเครื่องอยู่เป็นสุข {มีความสุขในปัจจุบัน} มีศีล
ผลประโยชน์ต่อมาคือ จะมีจิตใจที่ตั้งมั่นได้สัมมาสมาธิ ต่อไปเกิดปัญญา เกิดวิมุตติ
เกิดวิมุตติญาณทัสสนะ เข้าใจความเป็นจริงของนิพพาน ชีวิตมีแต่ความสุข จะเห็นได้ว่า...
การมีสติจำเป็นตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด...***

สติที่เกิดจากการกำหนดไม่ใช่วิปัสสนา เพราะถ้ากำหนดหรือเพ่งใส่ตัวอารมณ์ เรียกว่า
อารัมมณูปนิชฌาน เป็น สมถกัมมัฏฐาน ถ้าเพ่งกายเพ่งใจ จิตจะไม่มีความตั้งมั่น ทำให้...
ไม่มีสัมมาสมาธิ ผู้ปฏิบัติทั้งหมดที่ทำพลาด ทำไม่สำเร็จ ไม่ใช่ไม่มีสติ แต่ไม่มีสัมมาสมาธิ
ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิจะไม่มีปัญญาเห็นไตรลักษณ์

{มีต่อ}


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 06-09-2013 09.45.06 IP:110.49.241.194 ]


ความคิดเห็นที่ 15

{ ต่อจาก ธรรมะ ครั้งที่ 6 หน้า 37-39 }

12}... สติสัมปชัญญะคืออะไร ...

สติและสัมปชัญญะ เป็น องค์ธรรมคนละตัวกัน

สติ...เป็นองค์ธรรมชนิดหนึ่ง ที่ใช้สำหรับระลึกรู้กาย ระลึกรู้ใจ หรือระลึกรู้อารมณ์ต่างๆ
สติจำเป็นในทุกที่ ทุกกาล ทุกเมื่อ คุณธรรมฝ่ายดีจะเกิดไม่ได้เมื่อขาดสติ
เพราะ ถ้าขาดสติจะขาดคุณงามความดีทั้งหมด ถ้ามีสติจะมีโอกาสเกิดคุณงามความดีทั้งหมด
แต่ถ้ามีสัมมาสติจะไปมรรคผลนิพพาน


สติกับสัมมาสติไม่เหมือนกัน
สติ............เป็นแค่ใจเราไปเกาะเกี่ยว ไประลึกรู้อารมณ์ที่ดี เป็นกุศล เป็นบุญ
สัมมาสติ.....เป็นการที่สติระลึกรู้กาย ระลึกรู้ใจ กายเป็นอย่างไรรู้ลงไป ไม่ลืมกาย
ไม่ลืมใจของตนเอง ถ้าเรามีสัมมาสติเราจะรู้ความมีอยู่ของกาย รู้ความมีอยู่ของจิตใจ

สัมปชัญญะ...เป็นตัวปัญญา องค์ธรรมของสัมปชัญญะคือองค์ธรรมเบื้องต้น เป็นปัญญาที่จะ
คอยกำกับการเจริญสติของเราให้อยู่ในร่องในรอย อย่างเวลาที่เราภาวนาเดี๋ยวก็เป็นสมถะ
เดี๋ยวก็เป็นวิปัสสนา สัมปชัญญะจะคอยเตือนให้เรารู้ว่าเราทำอะไร ทำสมถะหรือวิปัสนา
เรารู้เลยว่าเราทำเพื่ออะไร { สมถะทำเพื่อความสงบสุข,วิปัสนาทำเพื่อให้เห็นความจริง
ของกายของใจ ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น} ทำอย่างไร เช่น

ถ้าน้อมใจอยู่กับอารมณ์อันเดียว เรียกสมถะ ถ้ารู้กายรู้ใจด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ก็เป็นวิปัสสนา
และเวลาทำก็ไม่หลง ไม่ขาดสติ ไม่เผลอไปทำอย่างอื่นเช่น ถ้าใจฟุ้งแล้วรู้ทันเรียกว่ามีสัมปชัญญะ
คล้ายๆมีคนคอยกำกับเส้นอยู่ ดังนั้นสติและสัมปชัญญะจึงเป็นเครื่องช่วยในการ เจริญสติปัฏฐาน
เรียกว่า สติปัญญานั่นเอง แต่เป็นปัญญาเบื้องต้น

13}... จิต คืออะไร ...

......................................................................................
......................................................................................
... วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

........................................................................................................................................

ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่ WWW._____ ในความเห็นที่สาม


...ขอบคุณและดีใจ...
ขอบคุณ คุณ คห.ที่ 11 และคห.ที่ 12,13 ครับที่ให้กำลังใจเจ้าของกระทู้
ดีใจ ที่มีเพื่อนๆสนใจและได้เข้ามาอ่าน และดีใจมาก ที่ทำให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์จากสิ่งที่โพสต์ครับ


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 06-09-2013 09.47.45 IP:110.49.241.194 ]


ความคิดเห็นที่ 16
มาให้กำลังใจจขกทด้วยอีกคน


จากคุณ : บูรณาการมองภาพรวม - [ 06-09-2013 11.36.36 IP:115.67.164.15 ]


ความคิดเห็นที่ 17
ขอบคุณค่ะที่ยังคอยมาอัพเดทให้อ่านอยู่เรื่อยๆ
คงติดตามอ่านจากกระทู้นี้แหละค่ะ
ค่อยอ่านค่อยซึมซับไปช้าๆ
อย่าเพิ่งเบื่อโพสท์เสียก่อนนะคะ


จากคุณ : สสย - [ 06-09-2013 20.58.00 IP:110.168.197.115 ]


ความคิดเห็นที่ 18

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 7

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 39-40 ...หัวข้อธรรมที่จำเป็นต้องรู้ 1-21 หัวข้อ...

13}... จิต คืออะไร ...

จิตเป็นธรรมชาติรู้ จิตมีหน้าที่รู้ จิตทำหน้าที่อะไร จิตทำหน้าที่เป็นประธาน
ของธรรมะทั้งปวง จิตมีผลอย่างไรที่แสดงความมีอยู่ของจิต มีผลคือ
มีความเกิดดับสืบต่อกันตลอดเวลา อะไรเป็นเหตุให้จิตเกิด
รูปกับนามเป็นเหตุให้จิตเกิด

14}... ลักษณะของจิต ...

จิตสามารถรู้อารมณ์ได้ครั้งละอย่างเดียว เช่น เมื่อโกรธอยู่ แล้วเราจำ
สภาวะความโกรธได้ สติจะเกิด เป็นผลให้เกิดมหากุศลขึ้นมาแทน เมื่อนั้น
ความโกรธจะดับไปเอง เพราะจิตจะรู้อารมณ์พร้อมกันสองอย่างไม่ได้
แต่สติเอง ก็คงอยู่ได้ไม่นาน ความโกรธอาจกลับเข้ามาใหม่อีก ก็คอยตามรู้อยู้เนืองๆ
จะเห็นว่าระดับความโกรธจะค่อยๆลดลง และดับไป ข้อสำคัญคือ อย่าไปอยากหายโกรธ
เพราะความอยากให้หายโกรธเป็นอกุศลจิตอีกตัวหนึ่ง ที่สติจะเกิดร่วมกันไม่ได้

15}... วิธีดูจิต ...

การดูจิต คือ การตามรู้สภาวะของจิต หลังจากที่เกิดอารมณ์ขึ้นแล้ว โดยก่อนที่จะดูจิต
ต้องไม่เพ่งจ้องคอยดูว่า จิตจะมีสภาวะอย่างไร ต่อเมื่อเกิดสภาวะใดๆขึ้นแล้ว
จึงระลึกรู้ เช่น เมื่อมีความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือฟุ้งซ่านเกิดขึ้น
ก็ตามรู้ว่ามีสภาวะนั้นเกิดขึ้น และเมื่อระลึกรู้แล้ว ก็เสร็จการดูจิตเพียงเท่านั้น
ไม่ไปบังคับหรือปรุงแต่งจิตต่อไปอีก เช่น โกรธ...ก็รู้ไปตรงๆว่า โกรธ
เมื่อรู้แล้วก็ไม่ต้องไปอยากให้หายโกรธเป็นต้น


16}... ผลของการดูจิต ...

เมื่อจิตตื่นขึ้น จิตที่หลุดออกจากโลกสมมติ จะเห็นกระบวนการปรุงแต่งของจิต และ
เห็นสภาวะตามความเป็นจริงว่า กายนี้ใจนี้มีแต่ความทุกข์ มีเหตุก็เกิด...หมดเหตุก็ดับ

ความสุข ความทุกข์ กุศล อกุศล...จะเกิดขึ้น ก็เกิดเอง บังคับไม่ได้ เพราะเป็นไป
ตามเหตุและปัจจัย เวลาใดที่จิตออกไปรับรู้...รูปนามทาง กาย หู ตา จมูก ลิ้น กาย
มาปรุงแต่งก็จะเกิดความทุกข์ เมื่อจิตเข้าใจพฤติกรรมมากเข้า ก็ฉลาดขึ้น ปล่อยวาง
ความยึดถือกายใจว่าเป็นของเรา

เพราะว่าเมื่อใดเข้าไปยึดถือเข้า ก็จะเกิดความทุกข์ทันที ใจก็จะหยุดดิ้น
ปล่อยวางกายและใจคืนให้ธรรมชาติ เมื่อจิตพ้นความปรุงแต่งก็จะเห็นโลก
ที่ไม่ปรุงแต่ง {นิพพาน} และพ้นทุกข์ในที่สุด


17}... สมถะ คือ อะไร ...
18}... วิปัสสนา คือ อะไร ...
......................................................................................
......................................................................................
... วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

............................................................................................................

ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่
WWW._____ ในความเห็นที่สาม


...ขอบคุณและดีใจ...

ขอขอบคุณ คุณคห.ที่ 16 และ คุณคห.ที่ 17 ด้วยครับที่ช่วยเข้ามาโพสต์ให้กำลังใจ
เจ้าของกระทู้ครับ.........มีกำลังใจเข้ามาเรื่อยๆแบบนี้ ไม่เบื่อโพสต์ ขอบคุณครับ


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 09-09-2013 00.26.47 IP:110.49.243.88 ]


ความคิดเห็นที่ 19
สาธุ.....

ธรรมะยามเช้าเป็นมงคลกับชีวิตยิ่งนัก


จากคุณ : สสย - [ 10-09-2013 05.45.42 IP:111.84.148.58 ]


ความคิดเห็นที่ 20
สาธุ.....

ธรรมะยามเช้าเป็นมงคลกับชีวิตยิ่งนัก


จากคุณ : สสย - [ 10-09-2013 05.52.28 IP:111.84.148.58 ]


ความคิดเห็นที่ 21

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 8

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 40-41 ...หัวข้อธรรมที่จำเป็นต้องรู้ 1-21 หัวข้อ...


17}... สมถะ คือ อะไร ...

สมถะ คือ การน้อมจิตให้ไปอยู่ในอารมณ์เดียวที่เป็นกุศล และเป็นอารมณ์ที่เรารู้แล้วมีความสุข
เช่น เราพุทโธแล้ว มีความสุข ก็พุทโธเล่นๆ พุทโธไปอย่างสบาย พอจิตใจมีความสุขจะสงบเอง
แต่ต้องทำด้วยความมีสติ ไม่ใช่นั่งเคลิ้มครึ่งหลับครึ่งตื่น หรือนั่งเห็นสิ่งนั้นเห็นสิ่งนี้

การทำสมถะ มีประโยชน์กับนักปฏิบัติทุกคน เพราะเป็นเครื่องข่มนิวรณ์ และเป็นการพักผ่อน
แต่การทำสมถะอย่างเดียว จะไม่เกิดปัญญาโดยอัตโนมัติ

สมถะจะขาดไม่ได้ สำหรับสมถยานิก หรือ ผู้ปฏิปัติที่ใช้สมาธินำปัญญา คือต้องทำสมถะจนต้อง
เกิดฌานเสียก่อน แล้วค่อยพิจารณาองค์ธรรมให้เกิดปัญญาในภายหลัง แต่การทำสมถะไม่ใช่
เรื่องจำเป็นที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับวิปัสสนายานิก หรือผู้ปฏิบัติที่ใช้ปัญญานำสมาธิ คือ ผู้ที่
เจริญสติสัมปชัญญะระลึกรู้รูปนามไปเลย แล้วจิตจึงค่อยรวมเข้า อัปปนาสมาธิเองในภายหลัง

18}... วิปัสสนา คือ อะไร ...

วิปัสสนา คือ การตามรู้กายรู้ใจ{รูป-นาม} จนเกิดสัมมาสติ สัมมาสมาธิ และปัญญา จนเห็นไตรลักษณ์
{คือ การเจริญสติปัฏฐานสี่} เมื่อใจเป็นกลาง ไม่มีกิเลสครอบงำ จะเห็นความจริงในขั้นแรกว่า
กายและใจ ไม่ใช่เรา ถ้าทำต่อไปจนจิตหยุดการปรุงแต่ง จะเห็นว่า เมื่อตัวเราไม่มีก็สามารถละความ
ทะยานอยากของจิต{ตันหา} จนไม่ยึดถือกายใจ และไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ก็จะพ้นทุกข์ได้...
วิปัสสนา ทำเหมือนดูคนอื่นทำ ทำเพื่อเรียนรู้ว่าตัวเราไม่มี ตัวเราเป็นเพียงความคิด

การดูจิต เป็นการตามรู้เพราะนามอายุสั้น แต่การรู้กายให้รู้ลงปัจจุบัน เพราะรูปมีอายุนาน
และกายเป็นของถูกรู้ จิตไปรู้มันได้

จิตที่ใช้ทำวิปัสสนา มีเพียงสองดวง เป็นจิตที่เกิดเอง ไม่ได้จงใจให้เกิดมีกำลังมากและประกอบ
ไปด้วยปัญญา คือ จิตที่มีความสุข และ จิตที่เป็นกลาง

วิปัสสนา ทำเพื่อให้จิตฉลาด ให้จิตเห็นความจริงของกายของใจ{ว่าเป็นไตรลักษณ์}
จนหมดความยึดถือ ใจก็จะพ้นทุกข์ได้

การทำวิปัสสนา ต้องรู้สภาวะ ต้องมีสภาวะคือรูปกับนามรองรับ แล้วก็เห็นว่ารูปนามว่าเป็นไตรลักษณ์
ถึงจะเป็นการทำวิปัสสนา วิปัสสนามีสองขั้นตอนคือ เบื้องต้น...ทำไปเพื่อละความเห็นผิดว่ารูปนามเป็นตัวเรา
ในเบื้องปลาย...ทำไปเพื่อละความยึดถือในรูปนาม คนที่ละความเห็นผิดได้เป็นโสดาบัน คนที่ละ
ความยึดถือได้เรียกว่า อรหันต์

{มีต่อ}



จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 12-09-2013 08.32.31 IP:110.49.248.198 ]


ความคิดเห็นที่ 22

{ ต่อจาก ธรรมะ ครั้งที่ 8 หน้า 40-41 }

19}... สมถะกับวิปัสสนา ต่างกันอย่างไร ...

การปฏิบัติเพื่อ...เข้าไปจัดการ...เป็นสมถะ
การปฏิบัติเพื่อ...เข้าไปรู้ความเป็นจริงของกายของใจ...เป็นวิปัสสนา

สมถะ มีสติอย่างเดียวไม่มีปัญญา เช่น เพ่งท้อง...จิตไปอยู่ที่ท้อง,เพ่งเท้า...จิตก็ไปอยู่ที่เท้า
ไม่สามารถเห็นได้ว่าร่างกายไม่ใช่เรา

วิปัสสนา รู้ด้วยสติและปัญญา โดยมีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ เช่น รู้ว่าร่างกายที่หายใจอยู่ไม่ใช่ตัวเรา
เห็นรูปพอง-ยุบ ไม่ใช่เรา เวลาเดินจงกรม เห็นรูปเดินไม่ใช่เรา


20}... การปฏิบัติธรรม คืออะไร ...
21}... ลำดับของการพัฒนาจิต ...
......................................................................................
......................................................................................
... วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

............................................................................................................................

ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่
WWW._____ ในความเห็นที่สาม

...ขอบคุณ คุณ ความเห็นที่ 19-20...ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ต่อเนื่อง ดีใจที่กระทู้เป็นประโยชน์ครับ


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 12-09-2013 08.35.46 IP:110.49.248.198 ]


ความคิดเห็นที่ 23

{ ต่อจาก ธรรมะ ครั้งที่ 8 หน้า 40-41 }

19}... สมถะกับวิปัสสนา ต่างกันอย่างไร ...

การปฏิบัติเพื่อ...เข้าไปจัดการ...เป็นสมถะ
การปฏิบัติเพื่อ...เข้าไปรู้ความเป็นจริงของกายของใจ...เป็นวิปัสสนา

สมถะ มีสติอย่างเดียวไม่มีปัญญา เช่น เพ่งท้อง...จิตไปอยู่ที่ท้อง,เพ่งเท้า...จิตก็ไปอยู่ที่เท้า
ไม่สามารถเห็นได้ว่าร่างกายไม่ใช่เรา

วิปัสสนา รู้ด้วยสติและปัญญา โดยมีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ เช่น รู้ว่าร่างกายที่หายใจอยู่ไม่ใช่ตัวเรา
เห็นรูปพอง-ยุบ ไม่ใช่เรา เวลาเดินจงกรม เห็นรูปเดินไม่ใช่เรา


20}... การปฏิบัติธรรม คืออะไร ...
21}... ลำดับของการพัฒนาจิต ...
......................................................................................
......................................................................................
... วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

............................................................................................................................

ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่
WWW._____ ในความเห็นที่สาม

...ขอบคุณ คุณ ความเห็นที่ 19-20...ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ต่อเนื่อง ดีใจที่กระทู้เป็นประโยชน์ครับ


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 12-09-2013 08.35.46 IP:110.49.248.198 ]


ความคิดเห็นที่ 24
แวะมาเปิดใจใส่ธรรมะก่อนทำกิจกรรมวันหยุด

กล่าวกันว่า สวดมนต์เป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน
สำหรับสสย คงจะ อ่านธรรมะเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน กระมัง
ทั้งทา ทั้งกิน อาการสติลอยคงจะหายสนิทเป็นแน่

ขอบคุณเจ้าของกระทู้ค่ะ ที่สละเวลามาอัพเดท
ติดตามและเป็นกำลังใจให้ค่ะ


จากคุณ : สสย - [ 14-09-2013 10.41.25 IP:110.168.233.229 ]


ความคิดเห็นที่ 25

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 9

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 42-43...หัวข้อธรรมที่จำเป็นต้องรู้ 1-21 หัวข้อ...


20}... การปฏิบัติธรรม คืออะไร ...

คำว่า ปฏิบัติ ประกอบไปด้วย ปฏิ แปลว่า เฉพาะ
บัติ หรือ ปัตติ แปลว่า เข้าไปเห็น ไปตั้งอยู่ ไปเห็นอยู่
แท้จริงแล้วคำว่า ปฏิบัติ ก็คือ การที่มีสติไปเห็นเฉพาะหน้า นั่นเอง
เห็นกายเห็นใจเฉพาะหน้า ไม่ใช่ไปทำอะไรแปลกๆ เหนือธรรมดา เกินจริง
เราไม่ได้ไปดัดแปลงจิต แต่เราพัฒนาจิตขึ้นมา ให้ตั้งมั่นในการรู้อารมณ์
ตั้งมั่นของมันเอง เพราะ สติเกิด ถ้ามีสติแต่ไม่มีปัญญาจะไปตั้งแช่ในอารมณ์

ถ้าแปล การปฏิบัติว่า "ทำ" จะยากมาก แต่ถ้าแปลว่า
"รู้อยู่เฉพาะหน้า ตามรู้กาย ตามรู้ใจเฉพาะหน้า" จะไม่ยากอะไรเลย
แต่ถ้าทำ จะไม่ได้บรรลุอะไรเลย แต่ถ้าหยุดทำ แล้วรู้อย่างเดียว จะได้มรรคผลนิพพาน

เบื้องต้นให้รู้สภาวะแต่ละอัน ที่ปรากฏต่อหน้าต่อตา รู้ไปเรื่อยๆ แต่ละอย่าง แต่ละอย่าง
เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวโลภ เดี๋ยวหลง เดี๋ยวฟุ้งซ่าน เดี๋ยวหดหู่ ดูไปเรื่อยๆ พอใจเป็นกลาง
ก็จะเห็นทุกอย่างว่ามันชั่วคราว เบื้องต้นต้องรู้สภาวะแต่ละอย่างเสียก่อน เช่น

รู้สภาวะว่า อย่างนี้คือความโกรธ หรือจะไม่รู้ชื่อก็ได้ ให้เราเห็นเลยว่า สภาวะอย่างที่หนึ่ง
กับสภาวะอย่างที่สอง...ไม่เหมือนกัน อาจจะเรียกเป็นชื่อหรือไม่เรียกก็ได้
หรือจะเรียกว่า สภาวะที่เผลอไป กับ สภาวะที่รู้สึกตัว นี้คนละอันกัน
หรือ สภาวะที่รู้สึกตัว กับ สภาวะที่เพ่ง นี้คนละอันกัน
หรือ สภาวะที่เพ่งอยู่แล้ว กลับมารู้สึกตัว นี้ก็คนละอันกัน
หรือ สภาวะที่เพ่งอยู่แล้ว กลับมา เผลอ นี้ก็คนละอันกัน

จนเห็นได้ว่าสภาวะแต่ละตัวมันแตกต่างกัน เราต้องเห็น สภาวะแต่ละตัวจริงๆ...ถึง...
จะเห็นความแตกต่างกันได้ ถ้าเห็นเป็นพร้อมเป็นฝูงๆจะไม่เห็นไตรลักษณ์ เช่น
ถ้านั่งรวมกันอยู่พันคนหมื่นคน มีคนหนึ่งเกายุกยิก ก็จะดูไม่ออก หรือในทะเล
มีปลาอยู่ฝูงใหญ่เป็นหมื่นเป็นแสนตัว ถูกฉลามคาบเอาไปกินสามตัวอย่างนี้ดูไม่ออก

แต่ถ้าดูทีละตัวเห็นความโกรธผุดขึ้นมา พอรู้ทันก็ดับไป {โดนฉลามกินไปแล้ว}
ความโลภ เกิดขึ้นมา พอรู้ทันก็ดับไป จะเห็นทีละตัวเลยว่ามีแต่เกิดแล้วดับ
ฉะนั้นต้องรู้สภาวะแต่ละตัว แต่ละตัวก่อน เพื่อให้รู้ว่า สภาวะแต่ละตัวนั้น
ล้วน...เกิดขึ้น..ตั้งอยู่..แล้วก็ดับไป...ทั้งสิ้น ถ้าเห็นสภาวะเป็นตัวๆอย่างนี้ไม่ได้ มันจะมั่วๆ เช่น
ตั้งแต่เช้ายันเย็น เห็นขันธ์ห้าทำงานคลุกมั่วอยู่ด้วยกันทั้งหมด และใจก็หนีไปอยู่กับสมมติบัญญัติด้วย
ไม่ไดมาดูขันธ์ห้า อย่างนี้ไม่มีวิปัสสนา จะไม่เห็นกายเห็นใจ ว่าเป็นไตรลักษณ์

แต่ถ้าเราเห็น กายก็ส่วนหนึ่ง เวทนาก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง เห็นขันธ์ห้ากระจายตัว
ความโกรธ ความโลภ ความหลง เห็นแต่ละตัว เรียกว่า เห็นลักษณะเฉพาะ
และเห็นได้ว่าแต่ละตัวเกิดขึ้นมาชั่วคราว แล้วก็หายไปได้ เรียกว่า เห็นลักษณะรวมของทุกๆสภาวะ

เมื่อเราเห็นซ้ำๆ...ว่า สภาวะแต่ละตัว...เกิดแล้วดับ...เกิดแล้วดับ...ในที่สุดจะได้ข้อสรุปเป็นลักษณะร่วม
ของปรากฏการณ์ของสภาวะธรรมทุกตัวว่า เป็นไตรลักษณ์ทั้งหมด ทำให้ได้ความรู้รวบยอด{ไม่ใช่รู้ทีละอัน}
ซึ่งเป็นปัญญาอย่างยิ่ง เมื่อใจสรุปขึ้นมาเองได้ว่า

"...สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นธรรมดาสำหรับสภาวะธรรมทุกอย่าง..." จิตจะเข้าสู่ระดับจิตของพระโสดาบัน


21}... ลำดับของการพัฒนาจิต ...
......................................................................................
......................................................................................
... วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

............................................................................................................................

ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่
WWW._____ ในความเห็นที่สาม

...ขอบคุณ คุณความเห็นที่ 24 ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ต่อเนื่อง ดีใจที่กระทู้เป็นประโยชน์ครับ...


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 15-09-2013 00.06.12 IP:110.49.232.150 ]


ความคิดเห็นที่ 26

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 9

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 42-43...หัวข้อธรรมที่จำเป็นต้องรู้ 1-21 หัวข้อ...


20}... การปฏิบัติธรรม คืออะไร ...

คำว่า ปฏิบัติ ประกอบไปด้วย ปฏิ แปลว่า เฉพาะ
บัติ หรือ ปัตติ แปลว่า เข้าไปเห็น ไปตั้งอยู่ ไปเห็นอยู่
แท้จริงแล้วคำว่า ปฏิบัติ ก็คือ การที่มีสติไปเห็นเฉพาะหน้า นั่นเอง
เห็นกายเห็นใจเฉพาะหน้า ไม่ใช่ไปทำอะไรแปลกๆ เหนือธรรมดา เกินจริง
เราไม่ได้ไปดัดแปลงจิต แต่เราพัฒนาจิตขึ้นมา ให้ตั้งมั่นในการรู้อารมณ์
ตั้งมั่นของมันเอง เพราะ สติเกิด ถ้ามีสติแต่ไม่มีปัญญาจะไปตั้งแช่ในอารมณ์

ถ้าแปล การปฏิบัติว่า "ทำ" จะยากมาก แต่ถ้าแปลว่า
"รู้อยู่เฉพาะหน้า ตามรู้กาย ตามรู้ใจเฉพาะหน้า" จะไม่ยากอะไรเลย
แต่ถ้าทำ จะไม่ได้บรรลุอะไรเลย แต่ถ้าหยุดทำ แล้วรู้อย่างเดียว จะได้มรรคผลนิพพาน

เบื้องต้นให้รู้สภาวะแต่ละอัน ที่ปรากฏต่อหน้าต่อตา รู้ไปเรื่อยๆ แต่ละอย่าง แต่ละอย่าง
เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวโลภ เดี๋ยวหลง เดี๋ยวฟุ้งซ่าน เดี๋ยวหดหู่ ดูไปเรื่อยๆ พอใจเป็นกลาง
ก็จะเห็นทุกอย่างว่ามันชั่วคราว เบื้องต้นต้องรู้สภาวะแต่ละอย่างเสียก่อน เช่น

รู้สภาวะว่า อย่างนี้คือความโกรธ หรือจะไม่รู้ชื่อก็ได้ ให้เราเห็นเลยว่า สภาวะอย่างที่หนึ่ง
กับสภาวะอย่างที่สอง...ไม่เหมือนกัน อาจจะเรียกเป็นชื่อหรือไม่เรียกก็ได้
หรือจะเรียกว่า สภาวะที่เผลอไป กับ สภาวะที่รู้สึกตัว นี้คนละอันกัน
หรือ สภาวะที่รู้สึกตัว กับ สภาวะที่เพ่ง นี้คนละอันกัน
หรือ สภาวะที่เพ่งอยู่แล้ว กลับมารู้สึกตัว นี้ก็คนละอันกัน
หรือ สภาวะที่เพ่งอยู่แล้ว กลับมา เผลอ นี้ก็คนละอันกัน

จนเห็นได้ว่าสภาวะแต่ละตัวมันแตกต่างกัน เราต้องเห็น สภาวะแต่ละตัวจริงๆ...ถึง...
จะเห็นความแตกต่างกันได้ ถ้าเห็นเป็นพร้อมเป็นฝูงๆจะไม่เห็นไตรลักษณ์ เช่น
ถ้านั่งรวมกันอยู่พันคนหมื่นคน มีคนหนึ่งเกายุกยิก ก็จะดูไม่ออก หรือในทะเล
มีปลาอยู่ฝูงใหญ่เป็นหมื่นเป็นแสนตัว ถูกฉลามคาบเอาไปกินสามตัวอย่างนี้ดูไม่ออก

แต่ถ้าดูทีละตัวเห็นความโกรธผุดขึ้นมา พอรู้ทันก็ดับไป {โดนฉลามกินไปแล้ว}
ความโลภ เกิดขึ้นมา พอรู้ทันก็ดับไป จะเห็นทีละตัวเลยว่ามีแต่เกิดแล้วดับ
ฉะนั้นต้องรู้สภาวะแต่ละตัว แต่ละตัวก่อน เพื่อให้รู้ว่า สภาวะแต่ละตัวนั้น
ล้วน...เกิดขึ้น..ตั้งอยู่..แล้วก็ดับไป...ทั้งสิ้น ถ้าเห็นสภาวะเป็นตัวๆอย่างนี้ไม่ได้ มันจะมั่วๆ เช่น
ตั้งแต่เช้ายันเย็น เห็นขันธ์ห้าทำงานคลุกมั่วอยู่ด้วยกันทั้งหมด และใจก็หนีไปอยู่กับสมมติบัญญัติด้วย
ไม่ไดมาดูขันธ์ห้า อย่างนี้ไม่มีวิปัสสนา จะไม่เห็นกายเห็นใจ ว่าเป็นไตรลักษณ์

แต่ถ้าเราเห็น กายก็ส่วนหนึ่ง เวทนาก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง เห็นขันธ์ห้ากระจายตัว
ความโกรธ ความโลภ ความหลง เห็นแต่ละตัว เรียกว่า เห็นลักษณะเฉพาะ
และเห็นได้ว่าแต่ละตัวเกิดขึ้นมาชั่วคราว แล้วก็หายไปได้ เรียกว่า เห็นลักษณะรวมของทุกๆสภาวะ

เมื่อเราเห็นซ้ำๆ...ว่า สภาวะแต่ละตัว...เกิดแล้วดับ...เกิดแล้วดับ...ในที่สุดจะได้ข้อสรุปเป็นลักษณะร่วม
ของปรากฏการณ์ของสภาวะธรรมทุกตัวว่า เป็นไตรลักษณ์ทั้งหมด ทำให้ได้ความรู้รวบยอด{ไม่ใช่รู้ทีละอัน}
ซึ่งเป็นปัญญาอย่างยิ่ง เมื่อใจสรุปขึ้นมาเองได้ว่า

"...สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นธรรมดาสำหรับสภาวะธรรมทุกอย่าง..." จิตจะเข้าสู่ระดับจิตของพระโสดาบัน


21}... ลำดับของการพัฒนาจิต ...
......................................................................................
......................................................................................
... วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

............................................................................................................................

ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่
WWW._____ ในความเห็นที่สาม

...ขอบคุณ คุณความเห็นที่ 24 ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ต่อเนื่อง ดีใจที่กระทู้เป็นประโยชน์ครับ...


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 15-09-2013 00.06.12 IP:110.49.232.150 ]


ความคิดเห็นที่ 27
แวะมาอ่านอีกแล้ว..

ด้วยความที่ไม่เคร่งครัดต่อการปฏิบัติแบบต่อเนื่อง
ที่สารพัดจะหาข้ออ้างให้กับตัวเองอย่างมีเหตุมีผล
การได้แวะเวียนเข้ามาอ่านเพื่อซึมซับ แม้จะซึมทีละเล็กละน้อย
แต่บ่อยๆจากน้อยก็เพิ่มเป็นมากได้
อ่านให้ติด อ่านให้จำ อ่านเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ตราบใดที่เจ้าของกระทู้ยังรู้สึกยินดีกับการโพสท์เพื่อเผยแผ่
สสย ก็รู้สึกยินดีที่จะแวะมาอ่านเป็นประจำค่ะ


จากคุณ : สสย - [ 16-09-2013 19.26.10 IP:58.11.77.142 ]


ความคิดเห็นที่ 28
เช้านี้อากาศสดใส
อ่านธรรมเจริญใจ
สะสมไว้เป็นต้นทุน


จากคุณ : สสย - [ 17-09-2013 07.17.15 IP:111.84.98.201 ]


ความคิดเห็นที่ 29

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 10

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 43-43..หัวข้อธรรมที่จำเป็นต้องรู้ 1-21 หัวข้อ...


21}... ลำดับของการพัฒนาจิต ...

เมื่อเจริญสติไปเรื่อยๆ จะมีปัญญาเห็นชัดว่ากายกับใจไม่ใช่เรา {แต่ยังไม่ปล่อยวาง}
ก็จะได้รับผลของการปฏิบัติ เพื่อการพ้นทุกข์ลำดับแรก เป็นผลให้ไม่สร้างบาป อกุศล
และพบทางเดินเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายสูงสุดได้ เรียกว่าพระโสดาบัน

เมื่อศึกษาต่อไปก็จะสามารถละวางกายได้ โดยไม่ยึดถือมาเป็นของเราอีก {แต่ยังยึดถือใจเอาไว้}
เรียกว่า พระอนาคามี จนลำดับสุดท้ายละวางกกายและใจได้ในที่สุด และไม่ยึดถือเอามาอีก
ก็จะพ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นพระอหันต์

....................................... จบหัวข้อ ธรรมจำเป็นต้องรู้ ...................................................

" เรื่องที่ต้องเรียนก่อนการปฏิบัติธรรม " 1-39 หัวข้อ...
หน้า 47- 48

1}...การเรียนธรรมะต้องศึกษาว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไรก่อน...

การเรียนรู้ธรรมะมีสองวิธี เบื้องต้นเรียนรู้จากการอ่านการฟังก่อน แต่แนะนำว่าต้องการพระไตรปิฎกนะ
ถ้าจะอ่านหนังสือรุ่นหลังๆ จะมีการคลาดเคลื่อนไปบ้าง หรือถ้าจะฟังคำสอนของครูบาอาจารย์ชั้นหลังๆสอนนี่
บางครั้งไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอน มีมากมายมหาศาลเลยที่ ครูบาอาจารย์ชั้นหลังๆสร้างขึ้นมาเอง

อย่างพระพุทธเจ้าสอนว่าให้มีความรู้สึกตัวในการก้าว ถอยหลัง การคู้ ในการเหยียด ในการเดิน
ในการนั่ง ในการนอน ท่านบอกให้มีความรู้สึกตัว พวกเราไม่ได้สนใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า
เราคิดแต่ว่าเดินท่าไหนจะถูก พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่าการเดินมีกี่วังหวะ ต้องเดินท่านี้จึงจะถูกนะ
ต้องเอามือวางตรงนี้นะ จึงจะถูกนะ ต้องเอาตาทอดแค่นี้จึงจะถูกนะ ท่านไม่ได้สอน

หรือท่านสอนบอกว่า ภิกษุทั้งหลายให้คู้บัลลังค์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า หายใจออกยาว...ก็
ก็ให้รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้ายาวให้รู้ว่าหายใจเข้ายาว ของเราหายใจเข้าก่อนแล้วหายใจออก
เรากลับข้างที่ท่านบอกนะ ท่านบอกให้หายใจออกก่อน หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า
ของเราหายใจเข้าก่อน แล้วยังกำหนดอีกว่า ต้องรู้ลมกระทบที่จุดนั้นจุดนี้นะ สามจุดสี่จุดห้าจุด...มีกระทบ
จุดโน้น จุดนี้ไปเรื่อยๆ อย่างนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้บอก

อย่างร่างกายเคลื่อนไหวให้รู้สึกไปเรื่อยๆ คำว่า " รู้สึก " ไม่ได้แปลว่า บริกรรม พวกเราชั้นหลังชอบบริกรรม
ชอบคิดกำกับลงไป อย่างแค่รู้สึกเห็นร่างกายมันพองมันยุบ...นี่รู้สึก คิดกำกับลงไปว่ามันพองยุบ...นี่คิดนะ
นี่เกินที่พระพุทธเจ้าบอกแล้ว มันเป็นอุบายที่อาจารย์ชั้นหลังสร้างขึ้นมา บรรดาอุบายพวกนี้ มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว
ใช้ได้เฉพาะคนบางคน บางคนใช้ได้ บางคนใช้ไม่ได้...ใช้เหมือนกันไม่ได้

ดังนั้นคำสอนที่เกินๆนี่เยอะมากนะ เยอะมหาศาล เราก็ชอบทะเลาะกันว่าสำนักไหนดีกว่าสำนักไหน
ความจริงสำนักไหนสอนตรงที่พระพุทธเจ้าบอกก็ดีทั้งนั้นล่ะ อุบายก็ใช้ได้ ไม่ใช่ใช้ไม่ได้นะ แต่ต้องรู้ว่าเป็นอุบาย
ไม่ใช่หลัก อย่างบางคนดูท้องพองยุบก็ใช้ได้ แต่ดูแล้วต้องรู้หลัก...เห็นรูปมันพอง เห็นรูปมันยุบ
ใจ...เป็นคนรู้รูป แยกรูปแยกนามออกอย่างนี้

ไม่ใช่ไปเพ่งใส่อยู่ที่ท้องพองยุบ ถ้าจิตไปเพ่งอยู่ที่ท้องพองยุบเป็นสมถะ ถ้าดูว่าท้องพองยุบแล้วเห็นว่า
ร่างกายมันพองยุบ จิตอย่าไปเพ่งใส่ที่ท้อง ให้จิตสักว่า...รู้สึกว่า...ดูอยู่ ดูอยู่ห่างๆ พวกเราเวลารู้อะไร...
จิตชอบถลำลงไป
.................................................................................................
.................................................................................................
วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

..........................................................................................................................................

ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่
WWW._____ ในความเห็นที่สาม

...ขอบคุณ คุณความเห็นที่ 27-28 ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ต่อเนื่อง ยินดีที่แวะมาอ่านเป็นประจำครับ...


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 18-09-2013 07.34.37 IP:110.49.234.9 ]


ความคิดเห็นที่ 30
สิ่งที่ติดขัด ค่อยๆกระจ่างชัดทุกครั้งที่ได้อ่าน
สาธุ..


จากคุณ : สสย - [ 19-09-2013 06.23.50 IP:58.8.8.22 ]


ความคิดเห็นที่ 31
มาให้กำลังใจ


จากคุณ : ให้กำลังใจ - [ 19-09-2013 19.19.31 IP:115.67.167.250 ]


ความคิดเห็นที่ 32

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 11

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 48-50 " เรื่องที่ต้องเรียนก่อนการปฏิบัติธรรม " 1-39 หัวข้อ...

[ ต่อ...ไม่ใช่ไปเพ่งใส่อยู่ที่ท้องพองยุบ ถ้าจิตไปเพ่งอยู่ที่ท้องพองยุบเป็นสมถะ
ถ้าดูว่าท้องพองยุบแล้วเห็นว่าร่างกายมันพองยุบ จิตอย่าไปเพ่งใส่ที่ท้อง
ให้จิตสักว่า...รู้สึกว่า...ดูอยู่ ดูอยู่ห่างๆ พวกเราเวลารู้อะไร... จิตชอบถลำลงไป ]

หลวงพ่อพูดไว้เยอะแล้ว แต่เนื้อหาอันเดียวกันหมดเลย คือ เรื่องทำอย่างไรเราจะ มีสติ
มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจ ทำอย่างไรระหว่างรู้...เราจะมีสติตั้งมั่น สักว่ารู้ สักว่าเห็น ไม่ถลำลงไปรู้
ทำอย่างไรเมื่อรู้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซง รู้แล้วสักว่ารู้ จบลงที่รู้ และก็เห็นความจริงของกายของใจ

หลักๆก็มีอย่างนี้นะ เหมือนกันทุกวัน พูดว่าทำอย่างไรจะทำให้สติเกิด สติไม่ได้เกิดจากการบังคับ
"สติ" แปลว่า "ความระลึกได้" พวกเรารุ่นหลังไปแปลสติว่า การกำหนด การกำหนดไม่ใช่สตินะ
มันเป็นการไปจดจ่ออยู่ในอารมณ์อันเดียว อย่างต่อเนื่อง ด้วยโลภ เจตนาจงใจไปกำหนด
นั่นไม่ใช่สติตัวแท้

บางคนจ้องกำหนดไปเรื่อย แล้วเกิดอาการตัวลอย ตัวโคลง ตัวใหญ่ ตัวเล็ก ตัวหนัก วูบๆ วาบๆ
ขนลุกขนพอง นั่นเป็นเรื่องของสมถะทั้งหมดเลย มันไม่ใช่สติที่เป็นสัมมาสติ

ปัญหาของมันอยู่ที่ว่า ใครๆก็บอกว่าสิ่งที่สอนกันอยู่ ก็เอามาจากพระพุทธเจ้ากันทั้งหมดทุกสำนักนะ
ไม่มีใครห้าวหาญบอกว่าคิดขึ้นเอง มันทำให้คนเข้ามาปฏิบัตินี่ยุ่งยาก โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ศึกษา
ภาคปริยัติมา จะแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า อะไรเป็นสิ่งที่อาจารย์สร้างขึ้นมาใหม่
ถ้าหากทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆนะ การปฏิบัติจะง่าย และได้ผลเร็วด้วย อย่างที่ท่านบอกนะ

เจ็ดวัน,เจ็ดเดือน,เจ็ดปี...ต้องมีผลบ้าง อาจไม่ได้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไม่ได้พระอนาคามี เหมือนใน
พระไตรปิฎกพูด เพราะอินทรีย์รุ่นพวกเรามันอ่อนลง แต่อย่างน้อยพระโสดาบันก็น่าจะได้
นี่ถ้าหากเราไม่ได้ทำตรงที่พระพุทธเจ้าสอน มันก้ไม่ได้ผล

อีกอย่างนึง การทำกัมมัฏฐานไม่ตรงกับจริตตัวเอง อันนี้ถึงจะทำตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนนะ
มันก็ไม่ได้ผล เราต้องอาศัยการสังเกตุของเราว่า ทำกัมมัฏฐานอย่างใดสติเราจะเกิด
ทำอย่างใดจะเกิดสัมมาสมาธิ ทำอย่างใด จะเห็นความจริงของกายของใจได้ ต้องสังเกตุเอา
ไม่ใช่ทำกัมมัฏฐานตามเพื่อน อย่างเพื่อนเขาพุทโธ เราก็จะพุทโธกับเขา เพื่อนดูท้องพองยุบ
ก็จะพองยุบกับเขา ตามๆกันไปแบบนั้นไม่ได้ผล

กัมมัฏฐานจริงๆทางใครทางมันนะ ในหลักการปฏิบัตินี่ ต้องตรงตามพระพุทธเจ้าสอน แต่ในขั้นลงมือทำนี่
ทางใครทางมัน แล้วแต่จริตนิสัยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ครูบาอาจารย์ส่วนมากท่านเคยทำมาอย่างไร
ก็จะสอนอย่างนั้น มีครูบาอาจารย์ที่สอนตามจริตนิสัยเหมือนกัน แต่ว่ามีไม่มาก

รูปที่เห็นจริงๆ ก็หลวงปู่ดุลย์ สมัยก่อนโน้นคนที่ไปเรียนกับท่านมีน้อยท่านก็ทำได้ นานๆจะมีคนไปเรียน
กัมมัฏฐานสักทีหนึ่ง ท่านอยู่ของท่านได้สบายเก้าสิบกว่าปี ไม่มีใครไปยุ่ง ไม่มีใครรู้จัก
เวลาไปเรียนกัมมัฏฐานกับท่านนะ ท่านจะนั่งเงียบๆ หลับตาเงียบไปเป็นชั่วโมงเลย พอลืมตามาท่านจะสอนสั้นๆ
ประโยค สองประโยคเท่านั้นล่ะ ไม่มากกว่านั้นหรอก ถ้าเราไปทำอย่างอื่นนะ แทบล้มประดาตายไม่สำเร็จหรอก
วันหนึ่งกลับมาทำอย่างที่ท่านบอก ได้ผลอย่างรวดเร็วเลย

ระดับรองลงมาคือใช้สังเกตุเอา ครูบาอาจารย์สังเกตุเอา ไม่ได้สอบประวัติเราไปในอดีตได้มากมาย
หลายภพหลายชาติ สังเกตุว่าทำอย่างนี้ดีไหม ก็สอนตามจริตนิสัยแต่ก็ยังมีคลาดเคลื่อนได้บ้าง
เราต้องสังเกตุเอาว่า ทำกัมมัฏฐานอะไรแล้วสติจะเกิด ทำกัมมัฏฐานอะไรแล้วสมาธิจะเกิด
ทำกัมมัฏฐานอะไรแล้วมีปัญญารู้กายรู้ใจตรงตามความเป็นจริงได้ ต้องสังเกตเอาเอง อย่าทำตามเพื่อน

อย่าทำกัมมัฏฐานเพราะว่าชอบอาจารย์ท่านนี้ อาจารย์ท่านนี้สอนพองยุบคนนับถือมาก ถ้าจริตเรา
ไม่เหมาะกับท้องพองยุบนะ ทำอย่างใดก็ไม่ได้ หรืออาจารย์ท่านนี้สอนพุทโธ เราดูท่านเคร่งครัดดี ชอบ
ก็เลยไปหัดพุทโธ นี่ก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน
.................................................................................................
.................................................................................................
วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

.................................................................................................................................

ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่
WWW._____ ในความเห็นที่สาม

...ขอบคุณ คุณความเห็นที่ 30 และคุณ ความเห็นที่ 31...ขอบคุณกำลังใจและดีใจที่ เกิดประโยชน์ครับ...


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 20-09-2013 09.44.36 IP:110.49.234.60 ]


ความคิดเห็นที่ 33

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 12

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 50-52 " เรื่องที่ต้องเรียนก่อนการปฏิบัติธรรม " 1-39 หัวข้อ...

[ ต่อ...อย่าทำกัมมัฏฐานเพราะว่าชอบอาจารย์ท่านนี้ อาจารย์ท่านนี้สอนพองยุบคนนับถือมาก
ถ้าจริตเราไม่เหมาะกับท้องพองยุบนะ ทำอย่างใดก็ไม่ได้ หรืออาจารย์ท่านนี้สอนพุทโธ
เราดูท่านเคร่งครัดดี ชอบก็เลยไปหัดพุทโธ นี่ก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน ]

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องสำรวจตัวเองน่ะมีสองอัน
อันหนึ่งคือ เราเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าถูกต้องไหม
อันที่สอง เราทำกัมมัฏฐานได้เหมาะกับจริตของเราไหม
ถัดจากนั้นก็มาดูว่า เรามีอุปสรรคเครื่องขัดข้องเรื่องอื่นไหม

อย่างที่หลวงพ่อพูดบ่อยๆ ที่พระพุทธเจ้าเล่าเรื่อง ไม้ลอยในแม่น้ำคงคา ติดฝั่งซ้าย ติดฝั่งขวา
ไปเกยตื้นไปถูกน้ำวน ถูกอมุษย์จับไว้ ถูกมนุษย์จับไว้ เน่าใน ถ้าจิตใจของเรายึดอันโน้น
ยึดอันนี้ ติดดี ติดชั่ว ติดสุข ติดทุกข์ หรือไปสร้างภพขึ้นมาอันหนึ่ง พวกเรานักปฏิบัติ
ชอบสร้างภพขึ้นมาอันหนึ่งว่างๆ แล้วก็น้อมใจไปอยู่ในความว่างๆนั้น แล้วก็คิดว่าเป็นพระอรหันต์นะ
อย่างนี้มันหันไปหันมาแล้ว

ต้องสำรวจใจตัวเอง ต้องสำรวจว่าเรามีศีลบริบูรณ์ไหม ศีลไม่บริบูรณ์อย่ามาพูดเรื่องกัมมัฏฐานเลย
ถือศีล เป็นเครื่องขัดเกลากิเลสที่หยาบที่สุด ยังทำไม่ได้ จะมาขัดเกลากิเลสที่ละเอียดได้อย่างไร
ศีลของเราดีไหม ต้องค่อยๆสำรวจ ค่อยๆดู ค่อยๆตรวจสอบใจของเราไปเรื่อย
ใจของเราไปติดพัวพันคนอื่นไหม ในลูก ในเมีย ในภรรยา ในเพื่อนในฝูง ในพวกเข้าวัดด้วยกัน
ใจเรายังห่วงหน้าห่วงหลังไหม ถ้ายังห่วงหน้าห่วงหลังนะ ก็ยังไปไม่ไหว หรือติดชื่อเสียงเกียรติยศ
นี่ถูกอมนุษย์จับไว้ อยากใหญ่ อยากดัง อยากให้คนนับถือ อยากได้ลาภสักการะ นี่ก็ถูกอมนุษย์จับไว้
สำรวจตัวเองไปนะ ถ้าเราไม่ติดเครื่องอุปสรรคขัดข้องพวกนี้ หรือเรื่อง น้ำวนก็คือ กาม
จิตเรายังเพลิดเพลินพอใจในการหาความสุขของ หูตา จมูก ลิ้น กาย...ไหม เพลิดเพลินใน
การดู การฟัง การกิน การนอน นี่กามทั้งนั้นล่ะ ถ้ายังติดอยู่ในกามอยู่อย่างนี้...ก็ยังข้ามภพข้ามชาติไม่ไหว

ฉะนั้นวันนี้จะพูดอยู่สามจุดนี้ล่ะ อันสุดท้ายพูดไปแล้ว อันแรกเลยคือ พระพุทธเจ้าสอนอะไรแน่
พระพุทธเจ้าท่านบอก ท่านสอนใบไม้หนึ่งกำมือ กำมือเดียวนะ อะไรที่เกินที่ท่านสอนก็ยังมีอยู่อีก
แต่ท่านไม่สอนเพราะ ไม่จำเป็น ฉะนั้นถ้าเรามาศึกษาให้ดีว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร
อะไรคือสิ่งที่อาจารย์ชั้นหลังสร้างขึ้นมา ต้องแยกให้ออก

สิ่งที่อาจารย์ชั้นหลังสร้างขึ้นมา ก็คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน ที่ท่านไม่สอนไม่ใช่ท่านไม่รู้
แต่ท่านเห็นไม่จำเป็น หรืออาจจะมีพิษมีภัยก็ได้ อย่างที่ท่านสอนสติปัฏฐาน สังเกตุให้ดีทุกค่าย
ทุกสำนักล้วนบอกแต่ว่า ทำสติปัฏฐานทั้งนั้น ถามว่าทำตรงกับที่พระพุทธเจ้าบอกหรือเปล่า
ไม่มีใครพูดนะ ไม่กล้าพูดด้วย กลัวว่าจะอกตัญญูอาจารย์

อย่างการเจริญอานาปานสติ พวกเราทำ อานาปานสติตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนหรือเปล่า ส่วนใหญ่ไปทำ
ตามฤาษีชีไพรสอน ไม่ใช่ที่พระพุทธเจ้าสอน ทำไปเพื่อที่จะให้ใจมันแน่วแน่ไปอยู่ในอารมณ์เดียว
แล้วก็ไปเพลิดเพลินอยู่ในความสุขสงบ ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น

ลองดูว่าพระพุทธเจ้าสอนสติปัฏฐานอย่างไร....... ท่านสอนง่ายๆนะว่า ภิกษุทั้งหลาย ให้คู้บัลลังค์
คือ นั่งขัดสมาธิ ทำไมต้องนั่งขัดสมาธิ เพราะแขกเขาไม่ได้นั่งเก้าอี้ เขานั่งกับพื้น และท่านั่งกับพื้นที่จะ
ทำให้นั่งทนได้นานๆหน่อยไม่เจ็บไม่ปวด คือ ท่านั่งขัดสมาธิ ถ้าพระพุทธเจ้าไปนั่งตรัสรู้ที่ยุโรป
พระองค์จะตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย นั่งเก้าอี้หลังตรงๆ ท่านจะพูดอย่างนี้นะ จะเปลี่ยนไป

ทีนี้ถ้าพูดกับคนนั่งพื้น ท่านก็บอกว่า ภิกษุทั้งหลายให้คู้บัลลังค์นั่งขัดสมาธิตั้งกายตรงๆไว้
ดำรงสติเฉพาะหน้า หมายถึง รู้สภาวะที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้า สภาวะธรรมอะไรที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้า
ในขณะที่ทำอานาปานสติ ก็คือ ลมหายใจนั่นเอง ท่านสอนว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อหายใจออกยาว
ให้รู้ว่า หายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวให้รู้ว่าหายใจเข้ายาว หายใจออกสั้นก็ให้รูว่าหายใจออกสั้น
หายใจเข้าสั้นก็ให้รู้ว่าหายใจเข้าสั้น... ท่านไม่ได้ให้ทำอย่างอื่น...ที่เกินคำว่า...รู้...
พวกเราไม่รู้ลมหายใจ แต่พวกเราไปเพ่งการหายใจ เราจะไปเพ่งที่ลมหายใจกันบ้าง ไปเพ่งที่ท้องบ้าง
จะไปเพ่ง ท่านบอกให้รู้ แต่เราไปเพ่ง...

คือการหายใจเนี่ย ท่านไม่ได้บอกว่ามันมีกี่จังหวะนะ หายใจก็หายใจธรรมดาดีๆนี่เอง หายใจออก หายใจเข้า
หายใจออกก่อนนี่ใจจะเบา นุ่มนวล ใจจะสบาย ถ้าหายใจเข้าก่อนใจจะแข็งๆ ใจจะกระด้าง ภาวนาต่อไม่ไหว
ทีนี้พวกเราที่หายใจ มักจะชอบถามว่า เราจะเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนดี...เริ่มถามในสิ่งที่
พระองค์ไม่ได้สอนอีกแล้ว บางคนตั้งที่จงอยปาก บางคนตั้งที่ปลายจมูก บางคนตั้งหลายที่เลยมีหลายฐาน
ไล่ลมไปแล้วแต่จะกระทบฐานไหน ฐานเจ็ด ฐานแปด แล้วแต่จะบัญญัติขึ้นมา เช่น ต้องรู้ที่ปลายจมูกนะ
ที่จงอยปาก ที่.....พระพุทธเจ้าไม่เคยสอน แต่อาจารย์ชอบสอนเรื่องเหล่านี้...

สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร คือ สมถกัมมัฏฐาน มันคือการเอาเชือกมัดจิตเป็นปล้องๆๆๆไว้ก่อน ไม่ให้จิตหนีไป
จากลม สิ่งที่ได้คือ สมถกัมมัฏฐาน ไม่ใช่ วิปัสนากัมมัฏฐาน ถ้าเป็นวิปัสนากัมมัฏฐานจะเหมือนที่
พระพุทธเจ้าสอน คือ หายใจเข้าก็รู้สึกไป หายใจออกก็รู็สึกไป...



คำว่า "...รู้..." มีสองอย่างคือ...

.................................................................................................
.................................................................................................
วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

...............................................................................................................................
ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่ WWW._____ ในความเห็นที่สาม

......... ขอให้บทความธรรมะนี้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่าน ขอให้ทุกท่านมีความสุข สุขกาย สบายใจ .........


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 23-09-2013 09.35.06 IP:110.49.226.48 ]


ความคิดเห็นที่ 34

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 13

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 53 - 54 " เรื่องที่ต้องเรียนก่อนการปฏิบัติธรรม " 1-39 หัวข้อ...


[ต่อ...คำว่า "...รู้..." มีสองอย่างคือ...]

คำว่า " รู้ " นี้มีสองอย่างคือ รู้ด้วยสติ กับ รู้ด้วยปัญญา

รู้ด้วยสติ คือ รู้สึกถึงการหายใจออก รู้สึกถึงการหายใจเข้า

รู้ด้วยปัญญา คือ เห็นว่าตัวที่หายใจออก ตัวที่หายใจเข้า นี้ เป็นสักแต่ว่าธาตุ เป็นสักแต่ว่าขันธ์
ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เราหายใจ เห็นธาตุนี้มันกระเพื่อมอยู่ เห็นก้อนธาตุนี้มันกระเพื่อม
ไปตามการหายใจของมัน มันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ มีธาตุไหลเข้า มีธาตุไหลออก

อันนี้เรียกว่ารู้ด้วยปัญญา ถอดถอนความเห็นผิดว่า มันเป็นสัตว์ เป็นคน เป็นเรา เป็นเขาขึ้นมา
ตัวที่หายใจอยู่นี่...ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน เวลาหายใจน่ะรู้สึก เห็นร่างกายที่หายใจไป...ตัวที่
หายใจอยู่นี่ไม่ใช่คนหรอก เป็นก้อนธาตุที่กำลังกระเพื่อม ไม่ใช่เราด้วย เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ถูกดูทั้งหมดเลย
จิตจะเห็นมันเป็นก้อนธาตุได้ เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ถูกดูได้....จิตต้องมีสัมมาสมาธิในขั้น
ที่เข้มข้นหนุนหลังอยู่

เพราะฉะนั้น การรู้กายนี่ ต้องทำสมาธิก่อน อยู่ๆจะไปกำหนดรูปนามด้วยการ รู้กายเลย ทำไม่ได้จริงหรอก
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน กายานุปัสสนาต้องทำฌานก่อน อย่างน้อยไม่ได้ฌาน ก็ต้องได้อุปจารสมาธิ
จิตรวมลงไปเหลือแต่ความรู้สึกอันเดียว เหลือตัวผู้รู้ขึ้นมา...รู้การหายใจนั้น เสร็จแล้วตัวผู้รู้นั้นจะทรงตัวอยู่
แล้วมันจะเห็นเลยว่า ตัวจิตผู้รู้นี้มิใช่ตัวเรา จะเห็นทันทีเลย

ดังนั้นพวกเราดูสิ สิ่งที่พวกเราทำอยู่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนไหม พวกที่รู้กายทั้งหลายทำสมาธิก่อน
หรือเปล่า อยู่ๆก็รู้ท้องพองยุบใช่ไหม ไม่ได้ทำสมาธิก่อน อยู่ๆไปรู้ลมหายใจ จิตยังไม่มีสมาธิ มันจะได้แต่
สมถะ รู้อิริยาบท4 ยืนเดินนั่งนอน จิตยังไม่มีสมาธิหนุนอย่างเข้มแข็ง จิตมันจะถลำลงไปในเท้าเวลาเดิน
หรือเพ่งกายทั้งกาย มันคือการเพ่ง คือ สมถะ

ดังนั้นถ้าจะดูกาย ต้องมีสมาธิทำฌานก่อน คือจิตตั้งมั่นเป็น ผู้รู้ผู้ดู อย่างน้อยก็ถือว่าใช้ได้จริงๆ
ต่ำที่สุดก็คือ ฌานที่สอง หรือ ทุติยฌาน ฌานที่สองต่างจากฌานที่หนึ่งอย่างไร ฌานที่สองนั้น ไม่คิดแล้ว
ละวิตก วิจาร ฌานที่สองเหลือแต่รู้...ดังนั้น...ตัวผู้รู้มันจะเด่นขึ้นมา พอรู้มันเด่นขึ้นมา เรียกว่า เอโกธิภาวะ
ออกจากฌานที่สองนี่ อำนาจของฌานจะหล่อเลี้ยงตัวผู้รู้ได้อีกช่วงหนึ่ง มันจะเห็นทันทีเลยว่า
ร่างกายที่หายใจเข้าออก,ร่างกายที่ยืนเดินนั่งนอน...นี้ไม่ใช่ตัวเรา

แล้วจะเห็นทันทีเลยว่า เวทนาก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง แยกกันหมดเลยด้วยอำนาจสมาธิที่เข้มข้น
มันก็แยกกันไปช่วงหนึ่ง...แล้วมันจะไปรวมกันอีก ก็ต้องทำสมาธิใหม่ อันนี้เป็นเส้นทางเดินของ สมถยานิก

การดูกาย...อย่างครูบาอาจารย์วัดป่า ทำไมท่านทำแล้วได้ผลมาก...................
.................................................................................................
.................................................................................................
วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

...........................................................................................................................

ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่ WWW._____ ในความเห็นที่สาม

......... ขอให้บทความธรรมะนี้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่าน ขอให้ทุกท่านมีความสุข สุขกาย สบายใจ .........


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 24-09-2013 12.26.23 IP:110.49.232.154 ]


ความคิดเห็นที่ 35
สาธุ_/|\_


จากคุณ : Lek - [ 04-10-2013 15.29.45 IP:111.84.100.98 ]


ความคิดเห็นที่ 36

......... สุขทางกายใจ เหตุใด คนไห้หวลหา
เกาะเกี่ยวเข้ามา วิ่งหา ออกสู่
กายวิ่ง ใจกลิ้งไป ไหวบ้างตามฤดู
ใช้จิตดู ความเป็นไป ในความจริง

........ สรรพสิ่งผ่านมา ล้วนรอเวลา ผ่านไป
ระหว่างวัย ระหว่างวัน เวียนผันไม่มีหยุด
ล้วนเป็นมายา ใจอาสา เอื้อให้ผุด
ใจสะดุด หยุดแช่ ผสมโรง

........ สุขทางกาย สุขทางใจ ทุกสรรพสิ่ง
ไม่จำเป็น วิ่งเข้าหา หรือออกห่าง
ไม่จำเป็น เอื้อ ปรุงแต่ง หรือร่วมทาง
แค่เป็นกลาง จิตดู พร้อมรู้ตน

......... บทกลอนนี้เกิดขึ้นเมื่อ หลังจากฟังบทสวดมนต์ชินบัญชรที่ไพเราะ .........

ขอให้บทกลอนนี้เกิดประโยชน์กับผู้อ่านมากบ้าง น้อยบ้าง ตามเหตุ.ปัจจัย...


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 09-10-2013 09.59.47 IP:110.49.232.243 ]


ความคิดเห็นที่ 37

......... ธรรมะ .........ครั้งที่ 14

จาก...หนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
รวบรวมโดย : สุรพล สายพานิช และคณะ
หน้า 54- 54 " เรื่องที่ต้องเรียนก่อนการปฏิบัติธรรม " 1-39 หัวข้อ...

[ต่อ...การดูกาย...อย่างครูบาอาจารย์วัดป่า ทำไมท่านทำแล้วได้ผลมาก...]


การดูกายอย่างครูบาอาจารย์วัดป่า ทำไมท่านทำแล้วได้ผลมาก เพราะท่านทำสมาธิก่อน
แล้วค่อยมาดูกาย ก็ได้ผลเยอะ ถ้าไม่มีสมาธิไปรู้กายไม่ได้ มันจะกลายเป็นเพ่งกาย
แต่สมาธิต้องเป็น สัมมาสมาธินะ ส่วนใหญ่ที่ทำอยู่เป็นมิจฉาสมาธิเกือบทั้งหมดเลย

ถ้าใจของเรามีสติ เห็นตัวที่หายใจ หายใจออก-หายใจเข้าเห็นไป มีปัญญารู้ว่าตัวที่หายใจ
อยู่นี้ไม่ใช่เรา เป็นแค่วัตถุ เป็นแค่ก้อนธาตุ จะเห็นได้อย่างนี้ต้องมีสมาธิหนุนนหลัง
นี่คือ อานาปานสติ เพื่อถอดถอนความเห็นผิด ว่ามีตัวเรา หรือคนไหนรู้อิริยาบถสี่
ยืน เดิน นั่ง นอน...อย่างที่พวกเราชอบรู้กัน เราจะไปเพ่งกายทั้งกาย หรือจะขยับมือ
เราจะไปเพ่งใส่มือ เวลาเดินจงกรม ยกเท้า ย่างเท้ามีจังหวะใช่ไหม หกจังหวะบ้าง
เจ็ดจังหวะบ้าง อันนี้เกินพระพุทธเจ้าสอน

เวลาที่พระพุทธเจ้าสอนอิริยาบถสี่ ท่านสอนง่ายๆ "...ภิกษุทั้งหลาย นั่งอยู่ให้รู้ว่านั่งอยู่
เมื่อยืนอยู่ก็รู้ว่ายืนอยู่ เมื่อนอนอยู่ก็รู้ว่านอนอยู่ ... " รู้ด้วยสตินั่นเอง เสร็จแล้วก็มีปัญญาเห็นว่า
ตัวที่ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ใช่ตัวเรา ถ้ามีสมาธิหนุนหลัง ใจตั้งมั่น จะเห็นเลยว่า
ตัวที่ยืน เดิน นั่ง นอนไม่ใช่ตัวเรา

แต่พวกเรากลับไม่ได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอนนะ เราทำตามที่อาจารย์สอน เดินหนึ่งก้าว
มีกี่จังหวะ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน นึกออกไหม สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร? มันก็คล้ายๆกับ
การฝึกอานาปานสติอย่างที่มีฐานมากมาย พอเราจะเดินจงกรมก็มีฐานมากมาย กำหนดไป
เป็นระยะๆ สิ่งที่ได้คือ สมถกัมมัฏฐาน เดินไปแล้วตัวเบาโคลง มีปิติ มีความสุขขึ้นมา
เดินแล้วขนลุกขนพอง รู้สึกวูบๆวาบๆ...เราไปมั่นหมายสำคัญว่าเป็น วิปัสสนาญาน
ญาณ...เป็นชื่อของ ปัญญา ไม่ใช่อาการทางร่างกาย...

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือปิติ ทำไมเกิดปิติ..............................................
.................................................................................................
.................................................................................................

วันหลังค่อยมาเขียนต่ออีกที ธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส ...

.........................................................................................................


ปล. ท่านที่สนใจในธรรมะของหลวงพ่อไม่อยากรอ อ่าน เข้าไปดูได้ที่ WWW.__ ในความเห็นที่สาม

.........ขอบคุณ คุณความเห็นที่ 35 ดีใจที่กระทู้เป็นประโยชน์ครับ .........


จากคุณ : ธรรมะวันละนิด - [ 09-10-2013 10.34.58 IP:110.49.232.243 ]




ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
ความคิดเห็น
Embed
ไฟล์ประกอบ
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
ชื่อ / e-mail
แจ้งทางอีเมล์
เมื่อมีผู้ตอบ
ไม่ต้องแจ้ง แจ้ง  ที่อีเมล์
ตัวอักษรที่คุณเห็น
 
Webmaster และผู้ดูแลจะลบกระทู้หรือข้อความในกระดาน ด้วยวิจารณญาณและเหตุผลหลักดังต่อไปนี้
  • ห้ามมีการกล่าวร้ายกัน ด่าทอ กล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี หรือให้ร้าย เพื่อเป็นการทำลายชื่อเสียงต่อบุคคลหรือองค์กรใดๆ
  • ห้ามมีการใช้คำหยาบคาย คำเสียดสี หรือคำที่มีความหมายไม่เหมาะสม ที่จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคมนี้
  • สามารถร้องขอให้ลบกระทู้หรือคำตอบได้ โดยผู้ตั้งกระทู้หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึงจนทำให้เสียหาย
  • ห้ามการโฆษณาซึ่งให้ประโยชน์ทางการค้ากับต่อเจ้าของสินค้าหรือสถานที่นั้น ไม่ว่ากรณีใด
  • ห้ามมีการก่อกวนหรือทำลายบรรยากาศที่ดีของเวบบอร์ดนี้ในทุกกรณี
  • ห้ามโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

    contact us: 089-2189119 Email: webmaster@lesla.com