LESLA : กระดานสำหรับนักเขียนและนักอ่าน
บ้านนี้ของทุกคนมีความรักรูปแบบเดียวกัน พวกเราอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความอบอุ่น ทำให้สายใยที่มีให้กันเข้มแข็ง ถึงจะห่างหายกันไประยะหนึ่งความคิดถึงยังมีให้กันตลอดมา พื้นฐานจิตใจที่มีแต่ความรักของชาว Lesla จะเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยสร้างสังคมไทยให้เอื้ออาทรต่อกัน

 ร่วมแสดงพลังความรักของคนไทย ให้รู้ว่าพวกเรารักในหลวงมากแค่ไหน คลิกตรงนี้
 Lesla Horoscopes ดูดวงปี 2553 และพยากรณ์ต่างๆ  คลิกตรงนี้

ใจเย็นๆ นะคะ กลังทำให้ Lesla ของพวกเราค่อยๆ สมบูรณ์ ยินดีรับคำแนะนำเพื่อช่วยกันให้มีทุกสิ่งที่ทุกคนต้องการ Email มาได้ที่ webmaster@lesla.com
Message : นิสัยคนเกิดวันอาทิตย์  มีความเป็นผู้นำสูง ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใจร้อนวู่วามไปบ้างนิดหน่อย แต่สติปัญญาดีนะ จะได้ดีเพราะปากเป็นคนพูดจามัดใจคนเก่ง ในเรื่องความรักมักรีบเร่งเร้ารุนแรงและหลากหลาย มีเซ็กส์แบบถึงไหนถึงกันไม่หวั่นและไม่ค่อยจะแคร์ใคร ไม่ว่าชายหรือหญิงที่เกิดวันนี้มีดีและจะประสบความสำเร็จแบบเวิร์คสุดสุดเชียวแหละ ขอเพียงเอาความสามารถที่มีอยู่ใช้ให้ถูกที่ถูกทางเถอะ    ---    นิสัยคนเกิดวันจันทร์ เป็นคนปากหวาน พูดเก่งช่างจ้อช่างเม้าท์ ช่างเอาอกเอาใจ เขาเรียกว่าคนปากดีแต่ขี้น้อยใจ งอนเก่ง แต่หายไว ในเรื่องความรักทั้งหญิงและชายร้ายพอๆ กัน ซู่ซ่าๆ แว๊บมาแว๊บไป ไม่ทิ้งเขาก็ถูกเขาทิ้ง เพราะเป็นคนช่างเลือกเรื่องมากและมากเรื่องขี้รำคาญ ชอบคิดซับคิดซ้อน พอๆ กับรักซ้อนซ่อนรักนั่นแหละ ถ้านำพรสวรรค์ในเรื่องของการพูดไปใช้ในทางที่ดี รับรองจะไปโลดในหน้าที่การงาน แต่ถ้าจะให้เหมาะน่าจะทำงานด้านการขาย ขายอะไรก็ได้ รับรองรุ่งสุด ๆ ขออย่างเดียวอย่าเจ้าเล่ห์มากนักเป็นพอ    ---    นิสัยคนเกิดวันอังคาร เป็นคนขยันยันแข็ง คล่องแคล้ว ว่องไว มีไฟฝันแรงกล้าทะเยอทะยานและดันทุรังสูง เรื่องรักค่อนข้างจะหลายใจ พูดง่ายๆ ก็เจ้าชู้ไง มีคนเข้ามาพัวพันไม่ขาดระยะ แต่ไม่ยักอยู่ยาวนาน ก็ใครจะไปทนทานความเจ้าชู้ของคุณได้ถ้าไม่ใช่คนเกิดวันพฤหัส แต่ต้องระวังคำพูดคำจาบ้าง ประชดประชันกันมากเกินไปวันไหน ๆ ก็ทนคุณไม่ได้หรอก เรื่องเซ็กส์ค่อนข้างใจร้อนและเอาแต่ใจตัวเอง เกรงใจคนอื่นเขาบ้างสิคุณก็นอนด้วยกันนะ หญิงชายเกิดวันนี้น่าจะรับราชการหรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอะไรประเภทนี้จะดีกว่าไปทำอย่างอื่น ถ้าลดเรื่องการเอาแต่ใจตัวเองลงได้บ้าง รับรองตำแหน่งการงานไม่น้อยหน้าใครหรอก    ---    นิสัยคนเกิดวันพุธ มีความกระตือรือร้นและอดทนเหลือหลาย แต่ไม่ค่อยจะรอบคอบ เป็นคนทำมาหากินเก่งพูดจาดี มีความรอบรู้ ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูและคอยช่วยเหลือ อนาคตจึงค่อนข้างสดใสไปได้ดีในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตรักกลับไม่ค่อยดีนัก ก็มัวแต่ทำงานไง จึงไม่ค่อยมีโอกาสเลือกมากนัก คนเกิดวันนี้จะได้เข้าพิธีวิวาห์ก็ปาเข้าไปวัยเลขสามขึ้นหน้า เป็นชายไม่เท่าไหร่ แต่เป็นหญิงแล้วไซร้โอกาสสัมผัสคานทองนิเวศน์สูง เรื่องเซ็กส์อบอุ่นนุ่มนวลละมุนละไมน่าหลงใหลไม่เบา คนเกิดวันนี้ที่สำคัญอย่าบ้างานจนเกิดเหตุ งานมีไว้ให้ทำเฉย ๆ ไม่ได้มีไว้ให้บ้า หาเวลาดูแลเพศตรงข้ามบ้างและต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้ดีด้วยนะ    ---    นิสัยคนเกิดวันพฤหัสบดี เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีไหวพริบปฏิภาณละเอียดรอบคอบและมีความรับผิดชอบสูง ชอบสั่งคนโน้นสอนคนนี้ ไปเป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นทนายแหละดี ในเรื่องความรักไม่อยากจะพูด จืดสนิทจะหาคำหวานสักนิด...ยากส์ ไม่รู้ว่าเคยได้ยินคำว่า...โรแมนติก กะเขาหรือเปล่า แต่เรื่องเซ็กส์กลับร้อนเป็นไฟ เข้าตำรา เงียบนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่ไฟดี ๆ นี่เอง ทุกที่ทุกทางทุกท่า...มาเถอะอนาคตจะเป็นคนใหญ่คนโต มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตาและมีความสุขในครอบครัว ขอเพียงเลือกคู่ที่จะมาครองให้ดีเท่านั้นเอง    ---    นิสัยคนเกิดวันศุกร์ เป็นคนชอบเพ้อฝัน ชอบจินตนาการ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวลช่างเอาอกเอาใจให้ใครต่อใครลุ่มหลง รักศิลปะ รักสวยรักงาม ทั้งหญิงชายเรียกได้ว่าเป็นวันของคนเจ้าชู้ ดูดี มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของเพื่อนต่างเพศได้มาก ชำนาญและชมชอบเรื่องเซ็กส์มากเสียด้วย แต่คนเกิดวันนี้มีอารมณ์เป็นใหญ่ จะคิดอะไรจะทำอะไรขึ้นอยู่กับอารมณ์ ถ้าระงับอารมณ์เอาไว้ได้อะไรๆ ก็จะดีไปหมดทั้งเรื่องรัก การเงินและการงาน งานที่เหมาะที่สุดก็เป็นพวกสถาปนิก ศิลปิน ครีเอทีฟ    ---    นิสัยคนเกิดวันเสาร์ เป็นคนมั่นใจตัวเองสูงมาก ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ เงียบ ขรึม เก็บตัว ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร เป็นคนชอบคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย แต่ไม่ค่อยคิดถึงใจผู้อื่น ดื้อเงียบและถือดี ดูเหมือนใจเย็น แต่โมโหร้าย แต่หัวดี ฉลาด ความสามารถเพียบ ถ้าเรื่องความรักรักแล้วรักเลย รักมันอยู่นั่นใครจะว่าคนรักของฉันอย่างไรไม่สน คนมันรักโว๊ย และขี้หึงร้ายกาจ มีเซ็กส์แบบไร้ทิศทางเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง คนเกิดวันนี้ถ้าลดความหยิ่งความถือดีในศักดิ์ศรีลงบ้างจะเป็นคนที่มีอนาคต    ---   
รวมทุกกระทู้ กระดานเรื่องทั่วไป กระดานสำหรับหาเพื่อนใหม่ สำหรับเลส กระดานสำหรับวัยทำงาน มุมหนังสือ มุมนี้สำหรับคนอกหัก เรื่องบนเตียง International Friends อาหารและเครื่องดื่ม อาหารและเครื่องดื่ม คุยเรื่องกีฬา ท่องเที่ยว ปรึกษาและขอคำแนะนำด้านกฎหมาย คุยเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ คุยเรื่องการเมือง คุยเรื่องหนัง-เพลง โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เรื่องร้องเรียน
 

Sign In ] [ Register ]

ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
   
...................... พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ 3 ( ประสบการณ์ระลึกชาติ) .....................



ตลอดชีวิตของท่าน ท่านได้ทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผู้จำอดีตชาติมานานกว่า 47 ปี นับตั้งแต่ท่านเริ่มรวบรวมเรื่องราวของผู้จำอดีตชาติได้จาก หนังสือ หนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ เพื่อส่งเข้าชิงรางวัลเมื่อ ปี ค.ศ.1960(2503) จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตเมื่อ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 ด้วยอาการปอดบวม ศิริอายุได้ 88 ปี ท่านใช้เวลามากกว่าครึ่งชีวิตทุ่มเทให้กับการศึกษาวิจัยผู้ที่จำอดีตชาติได้ ซึ่งท่านได้ค้นพบพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่งแล้ว ถึงกระนั้น ท่านไม่เคยบอกให้ใครเชื่ออย่างที่ท่านเชื่อว่ามันเป็นความจริง แต่ท่านมักจะตอบคำถามเมื่อมีคนถามว่า


“ข้าพเจ้าไม่สามารถหาหลักฐานใดๆมายืนยันได้ว่ามันไม่เป็นความจริง
ข้าพเจ้ามิได้มุ่งหวังที่จะให้การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ของข้าพเจ้าไปมีผลต่อความเชื่อต่างๆ
แต่ขอให้มาดูเถอะว่าข้าพเจ้าค้นพบอะไรบ้าง
ลองพิสูจน์ทดสอบตรวจสอบสิ่งที่ข้าพเจ้าค้นพบได้ตามต้องการ
ลองคิดว่ามีข้อข้องใจสงสัยตรงไหนหรือไม่ ลองค้นหาสิ่งที่ข้าพเจ้า
อาจจะพลาดไป และถ้ามีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลมากกว่านี้


กรุณาบอกให้ข้าพเจ้าทราบด้วย”

จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 15-04-2013 13.38.22 IP:171.98.8.85 ]

ความคิดเห็นที่ 1


ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เอียน สตีเวนสัน (Ian Stevenson, M.D.)

ผู้ริเริ่มศึกษาค้นคว้าวิจัยผู้ที่จำอดีตชาติได้ ในทางวิชาการ
ผู้ที่ค้นพบผู้ที่จำอดีตชาติได้มากกว่า 3000 ราย จากทั่วโลก
ผู้ที่ใช้เวลากว่า 47 ปี อุทิศให้กับการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้

เกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ปี ค.ศ.1918(2461) ในเมืองมอลทรีออลส์ บิดาของท่านเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ The Time of London ในกรุงอ็อตตาวา ประเทศแคนาดา(ในขณะนั้น) และต่อมาได้เป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ New York Times ท่านเรียนจบไฮสคูลเมื่ออายุได้ 16 ปี และได้ทุนศึกษาต่อทางด้านประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์ในสก็อตแลนด์ ศึกษาอยู่ 2 ปี จึงได้เปลี่ยนมาเรียนแพทย์จนสำเร็จการศึกษาสูงสุด เกียรตินิยมเหรียญทองอันดับ 1 จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ประเทศแคนาดา เคยทำงานที่คลินิกโอชส์เนอร์ และที่มหาวิทยาลัยตูเลน ที่นิวออร์ลีนส์ เคยทำงานที่โรงพยาบาลนิวยอร์กและวิทยาลัยแพทย์คอร์แนล ซึ่งทั้งที่ตูเลนและคอร์แนลท่านได้ทุนวิจัยมาโดยตลอด ต่อมาท่านได้ร่วมทำงานวิจัยกับมหาวิทยาลัยแห่งรัฐหลุยส์เซียน่าเป็นเวลา 7 ปี และสุดท้ายท่านได้มาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์และเป็นหัวหน้าแผนกจิตเวช อยู่ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ชาร์ลอตวิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา (University of Virginia) ท่านเป็นอาจารย์สอนจิตแพทย์ ที่มีความรู้ความสามารถสูง มีผลงานดีเด่นในการรักษาโรคจิตประสาทในระดับผลงานอัลฟ่าและโอเมก้าอัลฟ่า และได้รับรางวัลเกียรติยศอีกมากมาย

ซึ่งช่วงอยู่ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียนี้เอง ที่ท่านได้มีโอกาสรวบรวมและนำเสนอเรื่องราวกรณีของผู้ที่จำอดีตชาติได้ 44 กรณีแรก ที่รวบรวมได้จาก หนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ พร้อมทั้งแสดงความเห็นประกอบไปว่า “มีความเป็นไปได้ที่จะทำการพิสูจน์สอบสวนเรื่องราวเหล่านี้ให้กระจ่างได้ ถ้ามีการค้นพบกรณีของการจำอดีตชาติได้มากขึ้น และมีการติดตามศึกษาตั้งแต่ต้นด้วยความรอบคอบ” เพื่อเสนอเข้าชิงรางวัลจาก American Society for Psychical Research ในปี 1960(2503) ซึ่งท่านได้รับรางวัลชนะเลิศ
ต่อมาท่านได้ทุนจำนวนหนึ่งจากประธานของ Parapsychology Foundation นิวยอร์ก ให้ไปสอบสวนกรณีของผู้จำอดีตชาติได้กรณีหนึ่งที่ประเทศอินเดีย แต่พอไปถึงก็ได้พบกรณีศึกษาเพิ่มขึ้นเป็น 5 ราย หลังจากนั้นอีกประมาณ 4 สัปดาห์ท่านได้พบผู้ที่จำอดีตชาติได้เพิ่มเป็น 25 ราย ซึ่งมักจะเป็นอย่างนี้เหมือนกันในหลายๆประเทศที่ท่านไปสืบหา สอบสวน และพิสูจน์กรณีศึกษาผู้ที่จำอดีตชาติได้ในเวลาต่อๆมา

หลังจากที่ท่านได้พบและได้สอบสวนผู้ที่จำอดีตชาติได้มากขึ้น 3 ปีหลังจากนั้น ในปี 1964 ท่านก็ได้เขียนหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า Twenty cases Suggestive of Reincarnation และในปีนี้เองที่ท่านเริ่มได้รับทุนในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผู้ที่จำอดีตชาติได้ จาก เชสเตอร์ คาร์ลสัน ผู้คิดประดิษฐ์เครื่องถ่ายเอกสารคนแรกของโลก แต่ยังไม่มากนัก

ต่อมาท่านได้เป็นประธานคณะจิตเวช แต่ท่านตัดสินใจลาออกจากประธานคณะจิตเวชมาเป็นหัวหน้าแผนกบุคลิกภาพศึกษา ซึ่งเล็กกว่าคณะจิตเวชมาก เพื่อจะได้มีเวลาทุ่มเทให้กับการศึกษาวิจัยผู้ที่จำอดีตชาติได้อย่างเต็มที่ โดยมี เชสเตอร์ คาร์ลสัน ผู้สนับสนุนทุนวิจัยมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะจิตเวชแทน หลังจากนั้นไม่นาน เชสเตอร์ คาร์ลสัน ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทำให้ท่านคิดว่าคงจะไม่มีเงินทุนสนับสนุนการวิจัยของท่านแล้ว แต่เมื่อมีการเปิดพินัยกรรมของ เชสเตอร์ คาร์ลสัน ปรากฏว่าเขาได้เขียนพินัยกรรมมอบเงินจำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย และอีก 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับท่านเพื่อใช้เป็นทุนในการศึกษาวิจัยผู้ที่จำอดีตชาติได้ต่อไป ด้วยความตั้งใจเด็ดเดียวที่จะบริจาคเงินเพื่อทำประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติ หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว

และด้วยทุนวิจัยก้อนนี้เองที่ทำให้ท่านได้ชื่อว่าเป็นศาสตราจารย์คาร์ลสันทางจิตเวช แห่งคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย มีเงินเดือนประจำ และมีค่าใช้จ่ายในการออกเดินทางไปสืบหาผู้จำอดีตชาติได้จากทั่วโลก และในประเทศไทย มาเป็นเวลากว่า 45 ปี นับแต่นั้น





จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 15-04-2013 13.44.30 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 2




ภาพขณะบันทึกเทปโทรทัศน์
รายการ วีไอพี ช่อง 9 เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๒



สำหรับในประเทศไทยนั้น ดร.เอียน สตีเวนสัน และคณะศึกษาวิจัยได้เคยมาสืบหา สัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลหลักฐานกรณีศึกษาผู้ที่จำอดีตชาติได้หลายครั้ง โดยความร่วมมือจากคณะคนไทยที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วหลายท่าน ได้แก่ นายแพทย์เชียร สิริยานนท์ , อาจารย์นาซิบ สิโรรส , อาจารย์เต็ม สุวิกรม , ศ.ดร.คลุ้ม วัชโรบล เป็นต้น ซึ่งท่านได้เขียนไว้ใน กิตติกรรมประกาศ(Acknowledgments) ในหนังสือ Reincarnation and Biology ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ.1977(2520) และยังมีอีกหลายท่านที่ไม่ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน เช่น คุณประสิทธิ์ การุณยวณิชย์ , ดร.บุญย์ นิลเกษ , อาจารย์สุตทยา วัชราภัย และ ดร.วิเชียร สิทธิประภาพร ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมศึกษาวิจัยกับคณะ ของท่านคนปัจจุบัน


สำหรับ ดร.วิเชียร สิทธิประภาพร นั้น ท่าน รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี ซึ่งปัจจุบัน(พ.ศ.2551)ท่านเป็นผู้อำนวยการโครงการวิจัยชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรม สถาบันวิจัยและพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล(ศาลายา) ได้แนะนำให้ผู้เขียนรู้จัก เมื่อปี พ.ศ.2543 ตั้งแต่ ดร.วิเชียร ยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกกำลังศึกษาอยู่กับท่านที่มหาวิทยาลัยมหิดล(ศาลายา) ดร.วิเชียร ได้พบและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้เขียนหลายครั้ง ทำให้ทราบว่า คณะศึกษาวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียคณะนี้ ได้เข้ามาสืบหา สัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลหลักฐานกรณีศึกษาผู้ที่จำอดีตชาติได้ในประเทศไทยหลายครั้ง แล้วตั้งแต่เมื่อประมาณ พ.ศ.2509 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว โดยจะเดินทางเข้ามาติดตามกรณีศึกษาที่เคยเก็บข้อมูลหลักฐานไปแล้ว และมาสืบหา สัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลหลักฐานกรณีศึกษาผู้ที่จำอดีตชาติได้รายใหม่ๆในประเทศไทย ปีละ 2-3 ครั้ง โดยมีคนไทยช่วยแปลคำสัมภาษณ์จากไทยเป็นอังกฤษให้


ซึ่งในตอนนั้นผู้เขียนเห็นว่า ข้อมูลและเบาะแสของผู้ที่จำอดีตชาติได้ในหมู่บ้านของผู้เขียน(หมู่บ้านตะคร้อ)และหมู่บ้านใกล้เคียง น่าจะมีประโยชน์กับการศึกษาวิจัยของคณะศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย จึงได้มอบข้อมูลของ 16 กรณีศึกษาผู้จำอดีตชาติได้ ที่ผู้เขียนได้ศึกษาสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลหลักฐานไว้ก่อนหน้านี้แล้ว รวมทั้งเบาะแสของผู้ที่จำอดีตชาติได้ทั้งในหมู่บ้านตะคร้อคนอื่นๆและหมู่บ้านใกล้เคียง ที่ผู้เขียนกับ ท่าน อาจารย์สุตทยา วัชราภัย เคยร่วมกันสืบหาเบาะแสข้อมูลเบื้องต้นไว้เมื่อปี พ.ศ.2543 ให้กับ ดร.วิเชียร ไปทั้งหมด และผู้เขียนทราบข่าวจากผู้ปกครองของผู้ที่จำอดีตชาติได้ในหมู่บ้านตะคร้อว่า ดร.วิเชียร ได้นำคณะศึกษาวิจัยจากเวอร์จิเนียมาเก็บข้อมูลไปบ้างแล้ว เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2544


ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับการศึกษาค้นคว้าวิจัย ของคณะจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ผู้เขียนจึงเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นเวลาเกือบ 10 ปี ยังไม่ตีพิมพ์หรือเปิดเผยข้อมูลของผู้จำ

อดีตชาติได้ทั้งหมด ยกเว้นกรณี นายเทเวศร์ เรียบสัมพันธ์

รายเดียวที่ผู้เขียนได้มอบข้อมูลเรื่องราวของเขาให้ไว้กับ พระคุณเจ้าพระเทพวิสุทธิกวี(พิจิตร ฐิตวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดโสมนัสเจ้าคณะภาคธรรมยุตหนใต้(ในขณะนั้น) เจ้าของหนังสือ “กฎแห่งกรรม” และ “ตายแล้วไปไหน” ซึ่งท่านเข้าร่วมฟังการบรรยายของวิทยากรท่านต่างๆ รวมทั้งผู้เขียนที่ไปบรรยายเกี่ยวกับการศึกษาผู้จำอดีตชาติได้ ที่สมาคมค้นคว้าทางจิต แห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2543 ซึ่งท่านมีความคิดที่จะรวบรวมเรื่องราวของผู้ที่จำอดีตชาติได้ให้ครบทั้ง 76 จังหวัด
ผู้เขียนหวังว่า คณะศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จะได้รับประโยชน์จากข้อมูลเบาะแสที่ผู้เขียนมอบให้ไว้ไม่มากก็น้อย และหวังว่าพวกเขาจะยังคงได้รับการสนับสนุนเงินทุนในการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาความจริงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตามขบวนการศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์และวิชาการ อย่างจริงจัง ใกล้ชิด เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ให้ปรากฏ แก่มวลมนุษยชาติ ต่อไป...


ที่มา

http://https://sites.google.com/site/reincarnationthailand/xalay-dr-xeiyn-sti-wen-san

ข้อมูลระลึกชาติ นาย เทเวศร์ เรียบสัมพันธ์

http://https://sites.google.com/site/reincarnationthailand/Home/hnangsux-16-krni-suksa-phu-ca-xdit-chati-di/prisna-chiwit-hlangkh-wam-tay-laea-kar-keid/khana/withi-phisucn-chiwit-hlangkh-wam-tay-tay-laew-keid/prawati-khwam-pen-ma-khxng-hmuban-takhrx/nay-thewes-n-reiyb-samphanth


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 15-04-2013 13.57.01 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 3



นพ.เฉก ธนะสิริ จำอดีตชาติได้

เรื่องราวการจำอดีตชาติได้ของท่าน นายแพทย์เฉก ธนะสิริ นั้น ผู้เขียนมีโอกาสได้ฟังท่านเล่าให้ฟังด้วยตัวท่านเองอยู่ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ห้องกัมมัฏฐานยุวพุทธิกสมาคม(ภาษีเจริญ) เมื่อปี 2542 ตอนนั้นผู้เขียนยังอยู่ที่กรุงเทพฯ และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับตอนที่ผู้เขียนกำลังเดินทางไปๆมาๆระหว่างบ้านเกิดที่บ้านตะคร้อกับบ้านที่กรุงเทพฯ เพื่อเข้าไปสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลของคนที่จำอดีตชาติได้ในหมู่บ้านตะคร้อ และอีกครั้งหนึ่งที่สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2552 ตอนที่ท่าน รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี ได้เชิญให้ผู้เขียนไปบรรยายเกี่ยวกับกรณีศึกษาคนจำอดีตชาติได้ในหมู่บ้านตะคร้อ ซึ่งท่าน นพ.เฉก ธนะสิริ ได้เข้ามาร่วมฟังด้วยและท่านได้ขึ้นมาเล่าเรื่องราวการจำอดีตชาติได้ของท่าน ให้สมาชิกสมาคมค้นคว้าทางจิต มีท่านอาจารย์หมอเชียร สิริยานนท์ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี ผศ.ดร.พรชัย พัชรินทร์ตนะกุล ผศ.ธีระศักดิ์ กำบรรณารักษ์ และสมาชิกท่านอื่นๆฟังหลังจากที่ผู้เขียนบรรยายจบแล้ว เป็นกรณีของการจำอดีตชาติได้ด้วยความทรงจำปกติตั้งแต่เด็ก ที่เคยเกิดขึ้นจริงเมื่อตอนที่ท่านยังเป็นเด็กอายุได้ประมาณ 1-2 ขวบ แต่ตอนนี้ท่านจำไม่ได้แล้ว ท่านบอกว่าเรื่องราวการจำอดีตชาติได้ของท่านนั้น ท่านได้ยินได้ฟังมาจากผู้ใหญ่คือพ่อแม่และผู้ใหญ่คนใกล้ชิด ที่เห็นท่านมาตั้งแต่เมื่อตอนเด็กๆ เคยเล่าให้ท่านฟังว่าท่านเป็นปู่ของท่านที่เสียชีวิตไปแล้วสืบชาติมาเกิด


นพ.เฉก ธนะสิริ เล่าให้ฟังว่า เรื่องราวการจำอดีตชาติได้ของท่านเริ่มต้นเมื่อตอนที่ท่านอายุประมาณ 2 ขวบ จากการที่น้องชายของปู่ของท่าน ซึ่งเป็นแพทย์แผนโบราณและชำนาญทางไสยศาสตร์อาคม ได้มาบอกกับคุณพ่อของท่านว่า “เด็กคนนี้เป็นพ่อของเอ็งมาเกิด เขามาเกิดเพราะเขาห่วงสมบัติเขามาดูแลสมบัติของเขา” ซึ่งไม่ทราบว่าน้องชายของปู่ของท่านทราบได้อย่างไร แต่เมื่อคุณพ่อของท่านได้ทราบดังนั้นก็เริ่มสังเกตคำพูดและพฤติกรรมของลูกชาย


มีหลายครั้งที่ผู้ใหญ่เขาอยู่พร้อมหน้ากัน มีคนทดลองถามท่านว่า “เรือนหอของปู่อยู่ตรงไหน” ท่านก็ชี้เรือนหอของปู่ได้ถูกต้อง ถามว่า “ใครเป็นลูกคนโตของปู่” ท่านก็ชี้มือไปที่คุณพ่อของท่าน ถามว่า “ใครเป็นภรรยาคนที่ 2 คนที่ 3 ของปู่” ท่านก็ชี้ได้ถูกต้อง (ปู่ของท่านมีภรรยา 3 คน คือหลังจากที่คุณย่าของท่านเสียชีวิตลงตั้งแต่ที่คุณพ่อของท่านอายุได้ 7 ขวบ ปู่ของท่านก็ได้มีภรรยาใหม่(ย่าน้อย)อีก 2 คน อยู่บ้านเดียวกัน) ถามว่า “ปู่ตายที่ไหน เอาศพตั้งที่ไหน” ท่านก็บอกได้ถูกต้องทั้งหมด ตอนนั้นท่านทราบเรื่องราวที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของปู่ท่านหลายเรื่อง ทั้งๆที่ไม่เคยมีใครบอกเล่าให้ท่านฟังมาก่อน


นอกจากนี้ท่านยังแสดงออกคล้ายกับปู่ของท่านหลายอย่าง คือ ตอนเด็กๆท่านชอบชี้นิ้วสั่งให้คนนั้นคนนี้ทำนั่นทำนี่ คล้ายกันกับตอนที่ปู่ของท่านทำตอนมีชีวิตอยู่ เวลาที่ท่านโกรธย่าน้อย ท่านก็จะขึ้น “อี” กับย่าน้อยเหมือนตัวเองเป็นปู่ ตอนเช้าจะไปโรงเรียนถ้าไม่พอใจก็จะไปปลุกย่าน้อยบอกว่า “ตื่นๆ กูจะไปโรงเรียน” แต่ถ้าตอนดีๆก็จะเรียกชื่อย่าน้อยตามปกติ และมีครั้งหนึ่งท่านป่วยหนักมากรักษาหมอฝรั่งที่ไหนก็ไม่หาย จู่ๆปู่น้อย(น้องชายของปู่) ก็เอายาหม้อมาให้ ไม่ทราบว่ารู้ได้อย่างไร แต่ท่านไม่ยอมกิน ปู่น้อยบอกว่า “ถ้าเป็น...(ปู่)มาเกิด ต้องกินให้หมด” ปรากฏว่าท่านยอมกินยา แล้วอาการป่วยก็ดีขึ้นและหายป่วยในที่สุด นี่คือเรื่องราวการจำอดีตชาติได้ของ นพ.เฉก ธนะสิริ ที่ท่านเคยเล่าให้ฟัง

นายแพทย์เฉก ธนะสิริ หรือคุณหมอเฉก เป็นบุตรของ หลวงจินดาสหกิจ(ละม้าย ธนะสิริ) กับ นางประวัติ จินดาสหกิจ (สกุลเดิม สหัสสานนท์) ท่านเกิดเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2468 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงกับปลายรัชสมัยของพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ท่านเคยเล่าว่า ท่านเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ รุ่นเดียวกันกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 และท่านเกิดหลังวันประสูติของรัชกาลที่ 8 คือ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 ประมาณ 7-8 วัน ด้านครอบครัว คุณหมอเฉกสมรสกับ แพทย์หญิง วิลิศ วีรานุวัฒน์ มีบุตรสาว 1 คน ชื่อ คุณเฉลยลัคน์ (สมรสกับ คุณกนก วงษ์ตระหง่าน)


ที่มา

http://https://sites.google.com/site/reincarnationthailand/phu-ca-xdit-chati-di-ra-yxun-ni-prathesthiy/thipawan-arunsiri/nph-chek-thna-siri


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 15-04-2013 14.08.37 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 4




[b]การระลึกชาติของ
ด.ช.ชนัย ชูมาลัยวงศ์ [/b]

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับที่ 7423 วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 ได้ลงข่าวว่า ได้

พบเด็กระลึกชาติรายใหม่ อายุเพียง 3 ขวบ หนียายออกจากบ้านไปหาครอบครัวเมื่อชาติก่อน เผยความหลังชาติก่อนเป็นครู ถูกคนร้ายยิงตาย มีลูก 4 คน เมียเก่าและลูกได้ยินเรื่องราวถึงกับตะลึง เพราะรู้เรื่องชาติก่อนได้ถูกต้อง เพื่อนเก่าเป็นตำรวจก็อัศจรรย์ใจ เมื่อเด็ก 3 ขวบทักทายว่า จำได้ไหม ? แล้วเล่าความหลังให้ฟัง

เด็กระลึกชาติรายใหม่ที่จำความชาติปางก่อนได้ถูกต้อง คือ ด.ช.ชนัย ชูมาลัยวงศ์ เดี๋ยวนี้อายุ 10 ขวบ (พ.ศ. 2521) บุตรของนายเบิ้ม หรือคำรณ - นางสมคิด อยู่บ้านเลขที่ 189 หมู่ 1 กิ่งอำเภอวังทรายพูน จ.พิจิตร นายเบิ้มผู้เป็นพ่อมีอาชีพเป็นช่างตัดผม แม่ตัดเย็บเสื้อผ้า ปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพ ฯ พักอยู่ที่ บ้านเลขที่ 20 ซ.โลหิตสุข ถ.ดินแดง แขวงห้วยขวาง เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร แต่ ด.ช.ชนัย อาศัยอยู่กับยายที่พิจิตร ชื่อนางพรม เบ็ญทอง อายุ 79 ปี พักอยู่ที่ 608 หมู่ 1 ต.พับคล้อ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 5 ร.ร. วัดเขาทราย อ.ตะทานหิน จ.พิจิตร

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=6111&start=0&postdays=0&postorder=asc&highlight=


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 15-04-2013 14.19.05 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 5


เล่นเอาคนดูรายการตีสิบเมื่อคืนวันอังคารที่ 23 มีนาคม 2553 ขนลุกซู่กันเป็นแถว เพราะในช่วงสัมภาษณ์ทางรายการได้เชิญน้องชายของ "ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ" ผู้ซึ่งเคยเป็นนางเอกดาวรุ่งที่ดังเปรี้ยงปร้าง ก่อนจะเสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี พ.ศ.2536 หรือราว 17 ปีก่อน โดยทางครอบครัวของน้องชาย ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ อ้างว่า ลูกสาวของเขาที่ชื่อ น้องน้ำฟ้า หรือ น้องฟ้า คือ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ กลับชาติมาเกิด !?!?

ทำไมน้องชายของ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ ถึงเชื่อว่าพี่สาวของเขากลับชาติมาเกิดเป็นลูกของตัวเอง มีสิ่งบ่งชี้อะไรบ้างที่ทำให้ครอบครัวนี้เชื่ออย่างนั้น....

คุณบอย และคุณทราย พ่อและแม่ของน้องน้ำฟ้า และเป็นน้องชายของ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ เล่าว่า เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ตอนน้องน้ำฟ้าอายุได้ขวบเศษ เป็นครั้งแรกที่น้องน้ำฟ้าได้เห็นรูปของ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ แต่เธอกลับสามารถเรียกชื่อได้เลยว่าคนนี้คือ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ ทั้งที่เธอเพิ่งเคยเห็นรูปเป็นครั้งแรก และยังเรียกตา และยาย ว่า พ่อเลี่ยม กับ แม่ต้อย เหมือนที่ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ เคยเรียกพ่อและแม่ของตัวเอง ทำให้ทุกคนในบ้านรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

เมื่อเกิดเหตุการณ์ชวนขนลุกนี้ ก็ทำให้คุณบอยนึกย้อนไปเมื่อตอนที่ภรรยาตั้งท้องได้ 3 เดือน เขาเคยฝันครั้งหนึ่งว่าพี่สาวมาเข้าฝัน และบอกกับเขาว่า จะมาอยู่ด้วย!!!

แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรก ๆ ทำให้คิดไปได้ว่านี่คือเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อะไรบางอย่างกลับเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

ครั้งหนึ่งคุณบอย และคุณทราย เคยขับรถพาลูกสาวทั้งสองคนไปดูเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเส้นทางนั้นต้องผ่านจุดที่ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ เคยประสบอุบัติเหตุ และเมื่อถึงบริเวณดังกล่าว น้องน้ำฟ้า ก็เกิดอาการแปลก ๆ ร้องไห้ งอแง โผกอดคุณแม่แน่น เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณบอยและคุณทรายจึงลองทดสอบโดยพาน้องน้ำฟ้าไปอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งคราวนี้ น้องน้ำฟ้า ยังคงร้องไห้ตรงจุดเกิดเหตุอีกเช่นเดิม พร้อมพูดออกมาว่าเจ็บ ๆ กลัวชน ๆ อยู่อย่างนี้จนรถเคลื่อนผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้ว น้องจึงหายและตื่นขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

แค่คำบอกเล่าอาจยังเชื่อยาก...เหตุการณ์นี้ได้รับการพิสูจน์อีกครั้ง เมื่อทางรายการตีสิบขอให้คุณบอยและคุณทรายขับรถพาน้องน้ำฟ้าไปอีกครั้ง เพื่อบันทึกเทปเป็นหลักฐาน และอาการเดิม ๆ ของน้องน้ำฟ้าก็ปรากฎชัดผ่านกล้องว่า เธอมีอาการแปลก ๆ เมื่อถึงจุดที่ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ ประสบอุบัติเหตุจริง ๆ

นอกจากจุดเกิดเหตุที่ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ ต้องจบชีวิตลงแล้ว ทางครอบครัวยังเคยพิสูจน์ด้วยการ พาน้องน้ำฟ้าไปเที่ยวบางแสน โดยระหว่างทางได้ขับรถเข้าไปในมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ซึ่ง ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ เคยเรียนและพักอยู่ที่นี่ เมื่อรถเคลื่อนเข้าสู่มหาวิทยาลัยไปเรื่อย ๆ น้องฟ้าก็สามารถชี้ได้ว่าตึกไหนที่ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ เคยเรียน และหอพักไหนที่ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ เคยอยู่

"โตขึ้นอยากเป็นอะไร (แม่ถาม) ...โตขึ้นหนูอยากเป็น "ปู" (น้องน้ำฟ้าตอบ) นี่ก็เป็นอีกครั้งที่สร้างความประหลาดใจให้กับครอบครัวนี้ และเหตุการณ์แปลก ๆ ยังคงเกิดขึ้นกับ น้องน้ำฟ้า และครอบครัว สวนสุวรรณ อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งแม้ทางครอบครัวจะทำใจให้ไม่เชื่อ แต่เรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มทำให้จากที่ไม่เชื่อ เป็นเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง และเรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาให้ได้ตามพิสูจน์กันต่อไป

สำหรับประวัติของ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ เธอมีชื่อจริงว่า เนตรา สวนสุวรรณ ชื่อเล่น "ปู" เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2516 มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากการเล่นละคร เรื่อง "อรุณสวัสดิ์" ทางช่อง 7 ในปี พ.ศ.2535 โดยเป็นนางเอกคู่กับ ศรราม เทพพิทักษ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งให้เธอเป็นนางเอกดาวรุ่งที่ดังเปรี้ยงปร้าง ในยุคสมัยนั้นแทบไม่มีใครไม่รู้จักเธอ และผลจากการประกบคู่กันในเรื่องนี้ ทำให้ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ และ ศรราม เทพพิทักษ์ มีชื่อเสียงและถูกจองตัวเป็นพระนางในเรื่องต่อ ๆ ไป

กระทั่งเธอมาเสียชีวิตลงอย่างกระทันหันเมื่อ วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2536 ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ ขับรถกระบะของตัวเองแหกโค้งบริเวณถนนบางนาตราด ขณะเดินทางกลับจากเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งเจ้าตัวขับรถไปกลับแบบนี้แทบทุกวัน เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นข่าวช็อควงการบันเทิงรับปีใหม่เลยก็ว่าได้

ทั้งนี้ ในงานศพของ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ มีทั้งผู้คนในวงการ เพื่อนสนิท รวมถึงประชาชนทั่วไปที่หลั่งไหลไปร่วมไว้อาลัยครั้งสุดท้ายให้กับนางเอกในดวงใจอย่างเนื่องแน่น ซึ่งตอนนั้น ศรราม เทพพิทักษ์ ถูกจับตามองว่าเป็นคนรักของ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ เพราะในบรรดาเพื่อนสนิท เขาเป็นคนที่ร้องไห้กับการจากไปของเธอมากที่สุด แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าความสนิทสนมจากการเล่นละครมาด้วยกัน ทำให้เขาเสียใจมากเป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนเรื่องที่ว่า ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ กลับชาติมาเกิดเป็นหลานตัวเองนั้น ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ แล้วคุณล่ะเชื่อหรือไม่


ที่มา

http://hilight.kapook.com/view/47289


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 15-04-2013 14.29.59 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 6
สมณโคดมบอกว่า "ท่านจงมาดูเถิด"


จากคุณ : ไม่ได้บอกให้เชืื่อ - [ 17-04-2013 12.50.07 IP:192.168.191.229, 183.88.249.54 ]


ความคิดเห็นที่ 7


แนะนำหนังสือน่าอ่าน

Children’s Past Lives: How past life memories affect your child (Carol Bowman, 1997)

เมื่อลูกน้อยพูดถึงชาติก่อน

คำนำจากหนีงสือ

มีคนกล่าวไว้ว่า “การกลับชาติมาเกิดใหม่นั้น เป็นเรื่องราวที่น่าหลงใหลสำหรับมนุษยชาติมาอย่างยาวนาน นานนับเท่าเมื่อมนุษยชาติอุบัติขึ้นมาบนโลกนี้เทียว อีกทั้งยังมีการอ้างอิงถึงเรื่องราวการเวียนว่ายตายเกิดในงานเขียนที่มีความเป็นอารยะต่างๆ มากมายในตลอดทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา”

ในขณะที่เรามักจะได้ยินหลายคนพูดว่า สรรพสิ่งล้วนแต่เชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณอาจจะนึกสงสัยว่าทำคุณถึงมาเกิดอยู่บนโลกนี้ ทำไม อะไรกันที่ทำให้คุณมาเป็นคุณอย่างทุกวันนี้ หรือคุณใช้ชีวิตอยู่เพื่อใคร คำถามมากมายเหล่านี้ เราอาจยังไม่รู้คำตอบ แต่สำหรับใครก็ตามที่อยากค้นหาคำตอบ หรือกำลังพยายามเข้าใจว่าเพราะเหตุใดเราถึงมีอยู่วันนี้ ในหนทางข้างหน้านั้น มันอาจไม่มีคำอธิบายใดๆ ที่แน่นอนชัดเจน แต่ฉันเชื่อว่า เราทุกคนต่างก็เรียนรู้ในทุกๆ วัน และพยายามค้นคว้า หาความหมายและคำตอบสำหรับความอยากรู้ของมนุษย์อยู่เสมอ


เมื่อจิตวิญญาณของคุณกำลังกระซิบบอกเล่าเรื่องราว หรือบางสิ่งบางอย่างแก่คุณอยู่นั้น คุณอาจจะได้ยินก็ต่อเมื่อคุณต้องการและตั้งใจฟังนั่นเอง...

หากมีใครสักคนเดินเข้ามาและถามฉันว่า ฉันเชื่อเรื่องราวเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิดหรือไม่ ฉันคงตอบว่าฉันเชื่อ กระนั้นก็ตาม ฉันคงไม่พยายามโน้มน้าวหรือทำให้คุณเชื่อในสิ่งที่ฉันเชื่อ แม้แต่ถามคำถามเดียวกันนี้ เพียงอยากแนะนำหนังสือสักเล่มที่ชื่อว่า “เมื่อลูกน้อยพูดถึงชาติก่อน สะกดจิตเปิดปมอดีตชาติ คลายปริศนาลึกลับแห่งชาติภพ” เขียนโดย คารอล บอลแมน แปลโดย อรทัย ชาติเจริญ

คุณอาจจะลองอ่านดู ให้เป็นเหมือนเส้นทางสายหนึ่งที่คุณจะเดินไป เพื่อลองค้นหาความของชีวิตก็ได้...

ถึงแม้ว่า หนังสือเล่มนี้จะมุ่งเน้นไปที่อดีตชาติของเด็ก ซึ่งผู้เขียนเองมีประสบการณ์ตรงจากลูกชาย และลูกสาวของเธอเอง ที่วันหนึ่งก็บอกเล่าถึงความทรงจำในอดีตชาติของพวกเขา คารอลจึงเริ่มค้นคว้า วิจัยข้อมูลต่างๆ เธอเขียนบทความ เผยแพร่สิ่งที่เธอคิดและรับรู้ ไม่เพียงเท่านั้น คารอลยังได้รับโทรศํพท์ จดหมาย อีเมลจากพ่อแม่อีกมากมายที่เขียนเข้ามาเล่าถึงประสบการณ์ต่ออดีตชาติของลูกๆ ให้เธอฟัง

กระนั้น หนังสือก็ยังให้ก้าวแรกที่ดีสำหรับการคิด และการตระหนักรู้ถึงความหมายของชีวิตได้ดี ทั้งการเกิดใหม่ ความตาย และความคิดที่เรามีต่อเด็ก นอกจากนี้ การพูดถึงอดีตชาติในกลุ่มผู้ใหญ่อาจยังไม่ได้รับการยอมรับมากนัก ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ตลอด ที่ว่าวัยผู้ใหญ่ซึ่งผ่านประสบการณ์ในชีวิตมามากมาย ความคิดความรู้สึก หรือแม้แต่ความฝันไม่ใช่การระลึกชาติได้ แต่กรณีวัยเด็กในหนังสือ ซึ่งมีอายุราว 2-7 ขวบ เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ พวกเขาพูดถึงความทรงจำในอดีตชาติอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่พ่อแม่สามารถจะเข้าใจ หรือพยายามฟังสิ่งที่ลูกพูดหรือไม่เท่านั้น

“เมื่อเด็กกำลังพูดถึงภาพในจินตนาการ คุณสามารถบอกได้เลยว่า เด็กจะเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงกึ่งๆ หรือคล้ายๆ ฮัมเพลงไป แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้พ่อแม่สนใจ ก็เมื่อเด็กวัยสามขวบกำลังพูดถึงในสิ่งที่เด็กสามขวบไม่น่าจะมีทางรู้ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น รายละเอียดของความรู้สึกเมื่อกำลังสวมหน้ากากป้องกันแก๊สพิษในภาวะสงคราม ระเบิดกำลังล่วงลงมา หรือเมื่อเด็กพูดว่า ตอนที่ฉันเป็นแม่คน ฉันมีลูก 6 หก และเราก็ยังไม่มีรถยนต์หรอกนะ เราต่างก็ขี่ม้ากัน” คารอล เล่า

หนังสือเล่มนี้ของคารอล อาจจะนำพาคุณให้คิดถึงชีวิตมากขึ้น ในวิถีที่ต่างออกไป ไม่เพียงแค่ว่า เราทั้งหมดต่างก็เป็นดวงวิญญาณอันเก่าแก่ แต่ “ความตาย” ไม่ใช่จุดสิ้นสุดแห่งชีวิต กลับเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาใหม่ เรากลับมาบนโลกนี้อีกครั้งเพื่อที่จะอยู่ เพื่อที่จะเรียนรู้ และเพื่อกระทำภารกิจบางอย่างที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราต่างได้กลับมาเพื่อจะให้อภัยใครสักคน ที่จะรักใครสักคน และเพื่อที่จะเรียนรู้ว่าธรรมชาติของจักรวาลนี้เป็นไปอย่างไร

“จักรวาลมิได้ตัดสินและลงโทษเรา แต่จะเสนอโอกาสให้เราเลือกตอบสนองอย่างถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง เรากระทำความดีเมื่อเราทำด้วยสติและอย่างสอดคล้องกับความต่อเนื่องที่เรามีต่อสรรพสิ่ง—ในอีกนัยหนึ่งคือ กระทำด้วยความรักและความเมตตา ข้อบังคับข้อเดียวของกรรม คือเราต้องรับผิดชอบการกระทำของเราเอง



อรทัย เจริญชาติ แปล, สำนักพิมพ์มติชน, 2552


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 22-04-2013 14.14.44 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 8







เด็กจากดาวอังคารกลับชาติมาเกิดพร้อมเรื่องลึกลับ

Boriska

เด็กชาวรัสเซีย อ้างว่า ชาติก่อนเคยอาศัยอยู่ในยุค
ที่อารยธรรมดาวอังคารยังคงรุ่งเรืองก่อนที่จะเกิด
สงครามมหาประลัย

Boris Kipriyanovich เป็นเด็กอินดิโก ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในรัสเซีย
หลังจาก Gennady Belimov อาจารย์มหาวิทยาลัยในภูมิภาค Volgograd ของรัสเซีย
ตั้งแต่ Boriska อายุเจ็ดขวบ เขาทำให้ผู้ใหญ่ตกตะลึงในระหว่างการเข้าค่ายพักแรม
เป็น เวลาชั่วโมงครึ่งที่ทุกคนเคลิบเคลิ้มกับการฟังบรรยายเรื่องราวชีวิตที่ผ่าน มาของเขาบนดาวอังคารและ Lemuria เขาได้เตือนถึงหายนะที่จะมีผลกระทบต่อโลกในปี 2009 และ 2013


อาจารย์ Belimov ได้เผยแพร่บันทึกคำสนทนาโดยลำพังของ Boriska
คำสนทนานี้ได้ถูกเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วทั่วรัสเซียจนพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ชั้นนำของรัสเซีย
ถ้อยคำถูกแปลเป็นภาษาตะวันตกผ่านทางบทความ Pravda
เมื่อต่ออินเตอร์เน็ตก็จะมีบทความสั้นๆเกี่ยวกับเขาและมีผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจ
ทางเอกสารของโครงการของเราในโครงการ Camelot ตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังรัสเซียเพื่อค้นหา Boriska
และจับพยานของเขาในกล้อง ดูเหมือนว่าพวกเราชาวตะวันตกคนแรกที่ได้ทำให้การเดินทาง

ในวันที่ 8 ตุลาคมเราได้สิทธิพิเศษในการสัมภาษณ์เขาด้วย
Nadya มารดาของเขาอาศัยอยู่ใกล้ๆกรุงมอสโก Nadya
ได้นำเขาไปเข้าโรงเรียนพิเศษสำหรับเด็กปัญญาเลิศ

อ่านรายละเอียดที่นี่ค่ะ ^^


ที่มา
http://allmysteryworld.blogspot.com/2011/06/blog-post_05.html#ixzz2RAsYNuAJ


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 22-04-2013 14.26.32 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 9


เป็นเรื่องที่ทราบกันแพร่หลายกันในหมู่ผู้ปฏิบัติ หากเคยได้ยินชื่อพระเจ้าอโศกมหาราช
ผู้สร้างสถููปเจดีย์ เป็นพุทธบูชาในพุทธศาสนา ถึง84000องค์ มีชื่อเสียงเลื่องลือไกล
ในฐานะองค์ราชูปถัมภกเราอาจจะเคยสงสัยว่าอานิสงส์ของท่านจะยิ่งใหญ่เพียงใด
สมพระนามอันลือเลื่องของท่าน จนเป็นที่เล่าขานว่า ท่านคือหลวงพ่อลี ธมฺมธโร

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร

วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

พระอริยเจ้าผู้มีพลังจิตแก่กล้า

พระเดชพระคุณพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ หรือท่านพ่อลี ธมฺมธโร พระอริยเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ถึงพร้อมด้วยอำนาจแห่งบารมีและบุญที่สั่งสมไว้แต่ปางบรรพ์ เป็นพระสุปฏิปันโนปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่มีภูมิธรรมและพลังจิตสูงยิ่ง มีจริยวัตรที่งดงาม มีศรัทธาที่เต็มเปี่ยมในการเผยแพร่สัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านเป็นศิษย์ที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต โปรดเป็นที่สุด ในยามที่ท่านเดินทางไปคารวะท่านพระอาจารย์มั่นสำนักวัดบ้านหนองผือ จังหวัดสกลนคร ท่านได้รับการต้อนรับจากท่านพระอาจารย์มั่นเป็นกรณีพิเศษ ว่ากันว่า....

“ท่านเป็นพระเจ้าอโศกมหาราชกลับชาติมาเกิดเพื่อบรรลุธรรม และเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นเพียงรูปเดียวที่ไม่เคยถูกพระอาจารย์มั่นต้องติ เมื่อออกจากสำนักไป ท่านเป็นผู้ที่ทำให้ชาวพระนครได้รู้จักพระกรรมฐาน และทำให้วงศ์กรรมฐานเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน

ท่านได้บรรลุภูมิธรรมขั้นสูงที่ถ้ำเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และบรรลุธรรมสูงสุดที่ถ้ำเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว

นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ที่สามารถจัดงานฉลองกึ่งพุทธกาลได้อย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีที่เมืองไทยเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา"

ท่านจึงเป็นผู้ที่ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาและให้การยกย่องว่า “มีพลังจิตสูง เป็นผู้เด็ดเดี่ยวอาจหาญ เฉียบขาด ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยธรรม”

สมศักดิ์ศรีที่ได้รับความไว้วางใจ จากท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม ให้เป็น “อัศวินแห่งกองทัพธรรมกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต” ที่มีธรรมะเป็นอาวุธ

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านเป็นพระผู้ล้ำเลิศด้วยคุณธรรม เป็นที่เคารพบูชาของบรรดาพุทธศาสนิกชนทุกผู้ทุกนาม อีกทั้งบรรดาสานุศิษย์ของท่านก็มีมากมาย ท่านเป็นพุทธทายาทที่องอาจในศีลบารมี สมาธิบารมี และปัญญาบารมี อีกทั้งยังเป็นพระนักปฏิบัติที่องอาจในการเผยแพร่ธรรมะโดยแท้

ปฏิปทาอันละมุนละไมของท่านพ่อลี ทำให้บรรดาสาธุชนเลื่อมใสทั้งกาย วาจา และใจ ขันติธรรมและเมตตาธรรมของท่านเป็นที่ซาบซึ่งแก่พุทธบริษัททั้งปวง สั่งสอนอบรมพุทธบริษัทให้เป็นบุคคลพลเมืองดีในชาติ มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก ที่บูชา แสงแห่งพุทธธรรมส่องสว่างโดยพุทธสาวกผู้บริสุทธิ์ ให้ความอบอุ่นสงบสุขแก่ผู้คนทั้งปวง

ชื่อเดิมของท่าน คือ ชาลี นามสกุล นารีวงศ์ เกิดที่บ้านหนองสองห้อง ตำบลยางโยภาพ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ในวันพฤหัสบดี วันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๙ เวลา ๒๑.๐๐ น. เดือนยี่ แรม ๒ ค่ำ ปีมะเมีย

เป็นบุตรของ นายปาว และ นางพ่วย นารีวงศ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม ๙ คน เป็นชาย ๕ คน เป็นหญิง ๔ คน

อ่านรายละเอียดอัตชีวประวัติ หลวงพ่อลี

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=17410

หลวงพ่อลีระลึกชาติ
อ่านอดีตชาติจากปากคำของท่าน


http://www.watasokaram.com/board/read.php?tid=314


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 22-04-2013 15.00.30 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 10



พระบรมสาทิสลักษณ์ที่มีการกล่าวอ้าง



เรื่องที่กล่าวยืนยันเรื่องชาติภพในพุทธศาสนา

นอกจากมหาชาดกที่กล่าวถึงการบำเพ็ญบารมีในพระชาติต่างๆของพระพุทธเจ้าแล้ว
เรื่องกรรมเก่าของพระพุทธเจ้านั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยพระองค์เองในคัมภีร์อปทานตอนที่ว่าด้วย ปุพพกัมปิโลติ พุทธาปทาน ข้อ ๓๙๒ ถึงกรรมเก่าที่พระองค์ทรงกระทำมาแล้วในอดีต ๑๔ ข้อ ๑๔ ข้อนั้นมีดังนี้

บุพกรรมของพระพุทธเจ้า


ณ พื้นศิลาที่น่ารื่นรมย์ ใกล้สระอโนดาตโชติช่วงด้วยรัตนะต่าง ๆ ในละแวกป่า มีดอกไม้
มีกลิ่นหอมนานาชนิด พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก มีหมู่ภิกษุหมู่ใหญ่ห้อมล้อม
ประทับนั่งที่ศิลาอาสน์นั้น ได้ตรัสเล่าบุพกรรมของพระองค์ว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงฟังบุพกรรมของเรา ดังต่อไปนี้

๑. เราเห็นภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่งแล้ว ได้ถวายผ้าเก่า เราปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าครั้งแรก เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าในกาลนั้น ผลของกรรมคือการถวายผ้าเก่า ย่อมอำนวยผลให้เป็นพระพุทธเจ้า กรรมเก่าข้อแรกนี้เป็นกุศลกรรม

๒. ในกาลก่อน เราเป็นนายโคบาลต้อนโคไปเลี้ยง เห็นแม่โคกำลังดื่มน้ำขุ่นมัวจึงห้ามมัน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ แม้เราจะกระหายน้ำก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามปรารถนา

๓. ในชาติอื่นแต่กาลก่อน เราเป็นนักเลงชื่อปุนาลิ บางแห่งเป็นมุนาลิ ได้กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุรภี ผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราท่องเที่ยวอยู่ในนรกเป็นเวลานาน ได้เสวยทุขเวทนาแสนสาหัสหลายพันปีเป็นอันมาก ด้วยกรรมอันเหลือนั้นในภพหลังสุด เราจึงได้รับคำกล่าวตู่ เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา

๔. เพราะการกล่าวตู่พระเถระนามว่านันทะ สาวกของพระพุทธเจ้าผู้ครอบงำอันตรายทั้งปวง เราจึงท่องเที่ยวอยู่ในนรกสิ้นกาลนานถึงหมื่นปี ได้ความเป็นมนุษย์แล้วได้ถูกกล่าวตู่เป็นอันมาก ด้วยผลกรรมที่เหลือนั้น นางสุนทริกามากับหมู่ชน ได้กล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่จริง

๕. เมื่อก่อนเราเป็นพราหมณ์ชื่อสุตวา อันชนทั้งหลายสักการะบูชา สอนมนต์ให้กับมาณพ ๕๐๐ คนอยู่ในป่าใหญ่ ได้เห็นฤาษีผู้น่ากลัว ได้อภิญญา ๕ มีฤทธิ์มาก มาในสำนักของเรา เราจึงกล่าวตู่ฤาษีผู้ไม่ประทุษร้าย โดยได้บอกกะพวกศิษย์ของเราว่าฤาษีพวกนี้มักบริโภคกาม แม้เมื่อเราบอกเท่านั้น พวกมาณพก็เชื่อฟัง ครั้งนั้นมาณพทั้งปวงเที่ยวไปภิกขาในสกุล พากันบอกแก่มหาชนว่าฤาษีพวกนี้มักบริโภคกาม ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ภิกษุทั้ง ๕๐๐ เหล่านี้ได้รับคำกล่าวตู่ทั้งหมด เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา

๖. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ในกาลก่อน เราได้ฆ่าพี่น้องชายต่างมารดา เพราะเหตุแห่งทรัพย์จับใส่ลงในซอกเขา แล้วทับด้วยหิน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระเทวทัตจึงผลักก้อนหินกลิ้งลงมากระทบนิ้วเท้าของเราจนห้อเลือด

๗. ในกาลก่อน เราเป็นเด็กเล่นอยู่ในหนทางใหญ่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ใส่ไฟเผาดักไว้ทั่วหนทาง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ พระเทวทัตจึงชักชวนนายขมังธนูผู้ฆ่าคนตายมาก เพื่อให้ฆ่าเรา

๘. ในกาลก่อน เราเป็นนายควาญช้างได้ไสช้าง ให้จับมัดพระปัจเจกมนีผู้สูงสุด แม้กำลังเที่ยวบิณฑบาต ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ช้างนาฬาคิรีตัวดุร้าย วิ่งแล่นเข้าไปในคอกเขา เบื้องหน้าผู้ประเสริฐ

๙. ในกาลก่อน เราเป็นทหารราบ เป็นแม่ทัพฆ่าบุรุษเป็นอันมากด้วยหอก ด้วยวิบากแห่งกรรมที่เหลือนั้น บัดนี้ไฟนั้นยังมาไหม้ที่เท้าของเราทั้งสิ้นอีก เพราะกรรมยังไม่พินาศไป

๑๐. ในกาลก่อน เราเป็นเด็กลูกของชาวประมงในบ้านเกวัฏฏคาม เห็นคนทั้งหลายฆ่าปลาแล้วเกิดความโสมนัส ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความทุกข์ที่ศีรษะคือปวดศีรษะได้มีแล้วแก่เรา ในเมื่อเจ้าศากยะทั้งหลายถูกเบียดเบียน ถูกพระเจ้าวิฏฏุภะฆ่าแล้ว พระเจ้าวิฏฏุภะนี้คือพระเจ้าวิฑูฑภะที่ฆ่าเจ้าศากยะนั่นเอง

๑๑. เราได้บริภาษพระสาวกทั้งหลายในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ผุสสะ ว่า “ท่านทั้งหลายจงเคี้ยว จงกินแต่ข้าวแดง อย่ากินข้าวสาลีเลย” ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราอันพราหมณ์นิมนต์แล้วอยู่ในเมืองเวรัญชา ได้บริโภคข้าวแดงตลอด ๓ เดือน

๑๒. ในเวลาที่นักมวยปล้ำๆ กันอยู่ เราได้เบียดเบียนบุตรนักมวยปล้ำ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความปวดหลังได้มีแก่เรา

๑๓. เมื่อก่อน เราเป็นหมอรักษาโรค ได้ถ่ายยาให้บุตรเศรษฐีตาย ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นโรคปักขันทิกาพาธจึงมีแก่เรา โรคนี้แหละที่เกิดแก่พระพุทธเจ้าของเราในเวลาใกล้จะปรินิพพาน

๑๔. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเล่าว่า เมื่อเราเป็นมาณพชื่อโชติปาละ ได้กล่าวกะพระสุคตเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ในกาลนั้นว่า จักมีโพธิมณฑลแต่ที่ไหนโพธิญาณนั้นท่านได้ยากยิ่ง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นเราได้ทำกรรมที่ทำได้ยากคือทุกกรกิริยา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมตลอด ๖ ปี แต่นั้นจึงได้บรรลุโพธิญาณ แต่เรามิได้บรรลุโพธิญาณอันสูงสุดด้วยหนทางนี้ คือมิได้บรรลุโพธิญาณด้วยทุกกรกิริยานี้ เราอันบุพกรรมตักเตือนแล้ว จึงแสวงหาโพธิญาณในทางที่ผิด บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบาปและบุญ เว้นจากความเร่าร้อนทั้งปวงไม่มีความโศกเศร้า ไม่คับแค้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน

ทั้งหมดนี้คือกรรมเก่าของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงกระทำไว้ในอดีต ตั้งแต่ยังมิได้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นกุศลเพียงข้อ ๑ ข้อเดียวเท่านั้น ที่เหลืออีก ๑๓ ข้อเป็นอกุศลทั้งสิ้น

ที่มา

http://www.84000.org/tipitaka/book/nana.php?q=7


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 22-04-2013 17.28.30 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 11
วัฏสงสารที่ไม่มีเบื้องต้นเบื้องปลาย

ปัญหา เราอาจจะทราบได้ไหมว่า เราเริ่มเกิดขึ้นในวัฏสงสารเมื่อใดและจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ?

พุทธดำรัสตอบ

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษตัวทอนหญ้าไม้ กิ่งไม้ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้เป็นมัดมัดละ ๔ นิ้ว วางไว้ สมมติว่านี้เป็นมารดาของเรา นี้เป็นมารดาของมารดาของเราโดยลำดับ มารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้น ไม่พึงสิ้นสุด ส่วนว่าหญ้าไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ในชมพูทวีปนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไปข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฏพีที่เป็นป่าช้าตลอดกาลนาน ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้”


ตินิ. สํ. (๔๒๑-๔๒๒)
ณกัฏฐสูตร ตบ. ๑๖ ๑๙๙
ตอ. K.S. II : ๑๑๘-๑๑๙






จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 22-04-2013 18.24.25 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 12




วูดดี้เกิดมาคุย ตะค้อหมู่บ้านโลกตะลึึง จำอดีตชาติของตนเองได้กว่า 50 คน
(5ตอนจบ คลิกดูใน youtube)


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 21-06-2013 02.19.30 IP:192.168.2.121, 110.77.228.158 ]




ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
ความคิดเห็น
Embed
ไฟล์ประกอบ
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
ชื่อ / e-mail
แจ้งทางอีเมล์
เมื่อมีผู้ตอบ
ไม่ต้องแจ้ง แจ้ง  ที่อีเมล์
ตัวอักษรที่คุณเห็น
 
Webmaster และผู้ดูแลจะลบกระทู้หรือข้อความในกระดาน ด้วยวิจารณญาณและเหตุผลหลักดังต่อไปนี้
  • ห้ามมีการกล่าวร้ายกัน ด่าทอ กล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี หรือให้ร้าย เพื่อเป็นการทำลายชื่อเสียงต่อบุคคลหรือองค์กรใดๆ
  • ห้ามมีการใช้คำหยาบคาย คำเสียดสี หรือคำที่มีความหมายไม่เหมาะสม ที่จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคมนี้
  • สามารถร้องขอให้ลบกระทู้หรือคำตอบได้ โดยผู้ตั้งกระทู้หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึงจนทำให้เสียหาย
  • ห้ามการโฆษณาซึ่งให้ประโยชน์ทางการค้ากับต่อเจ้าของสินค้าหรือสถานที่นั้น ไม่ว่ากรณีใด
  • ห้ามมีการก่อกวนหรือทำลายบรรยากาศที่ดีของเวบบอร์ดนี้ในทุกกรณี
  • ห้ามโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

    contact us: 089-2189119 Email: webmaster@lesla.com