LESLA : กระดานสำหรับนักเขียนและนักอ่าน
บ้านนี้ของทุกคนมีความรักรูปแบบเดียวกัน พวกเราอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความอบอุ่น ทำให้สายใยที่มีให้กันเข้มแข็ง ถึงจะห่างหายกันไประยะหนึ่งความคิดถึงยังมีให้กันตลอดมา พื้นฐานจิตใจที่มีแต่ความรักของชาว Lesla จะเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยสร้างสังคมไทยให้เอื้ออาทรต่อกัน

 ร่วมแสดงพลังความรักของคนไทย ให้รู้ว่าพวกเรารักในหลวงมากแค่ไหน คลิกตรงนี้
 Lesla Horoscopes ดูดวงปี 2553 และพยากรณ์ต่างๆ  คลิกตรงนี้

ใจเย็นๆ นะคะ กลังทำให้ Lesla ของพวกเราค่อยๆ สมบูรณ์ ยินดีรับคำแนะนำเพื่อช่วยกันให้มีทุกสิ่งที่ทุกคนต้องการ Email มาได้ที่ webmaster@lesla.com
Message : นิสัยคนเกิดวันอาทิตย์  มีความเป็นผู้นำสูง ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใจร้อนวู่วามไปบ้างนิดหน่อย แต่สติปัญญาดีนะ จะได้ดีเพราะปากเป็นคนพูดจามัดใจคนเก่ง ในเรื่องความรักมักรีบเร่งเร้ารุนแรงและหลากหลาย มีเซ็กส์แบบถึงไหนถึงกันไม่หวั่นและไม่ค่อยจะแคร์ใคร ไม่ว่าชายหรือหญิงที่เกิดวันนี้มีดีและจะประสบความสำเร็จแบบเวิร์คสุดสุดเชียวแหละ ขอเพียงเอาความสามารถที่มีอยู่ใช้ให้ถูกที่ถูกทางเถอะ    ---    นิสัยคนเกิดวันจันทร์ เป็นคนปากหวาน พูดเก่งช่างจ้อช่างเม้าท์ ช่างเอาอกเอาใจ เขาเรียกว่าคนปากดีแต่ขี้น้อยใจ งอนเก่ง แต่หายไว ในเรื่องความรักทั้งหญิงและชายร้ายพอๆ กัน ซู่ซ่าๆ แว๊บมาแว๊บไป ไม่ทิ้งเขาก็ถูกเขาทิ้ง เพราะเป็นคนช่างเลือกเรื่องมากและมากเรื่องขี้รำคาญ ชอบคิดซับคิดซ้อน พอๆ กับรักซ้อนซ่อนรักนั่นแหละ ถ้านำพรสวรรค์ในเรื่องของการพูดไปใช้ในทางที่ดี รับรองจะไปโลดในหน้าที่การงาน แต่ถ้าจะให้เหมาะน่าจะทำงานด้านการขาย ขายอะไรก็ได้ รับรองรุ่งสุด ๆ ขออย่างเดียวอย่าเจ้าเล่ห์มากนักเป็นพอ    ---    นิสัยคนเกิดวันอังคาร เป็นคนขยันยันแข็ง คล่องแคล้ว ว่องไว มีไฟฝันแรงกล้าทะเยอทะยานและดันทุรังสูง เรื่องรักค่อนข้างจะหลายใจ พูดง่ายๆ ก็เจ้าชู้ไง มีคนเข้ามาพัวพันไม่ขาดระยะ แต่ไม่ยักอยู่ยาวนาน ก็ใครจะไปทนทานความเจ้าชู้ของคุณได้ถ้าไม่ใช่คนเกิดวันพฤหัส แต่ต้องระวังคำพูดคำจาบ้าง ประชดประชันกันมากเกินไปวันไหน ๆ ก็ทนคุณไม่ได้หรอก เรื่องเซ็กส์ค่อนข้างใจร้อนและเอาแต่ใจตัวเอง เกรงใจคนอื่นเขาบ้างสิคุณก็นอนด้วยกันนะ หญิงชายเกิดวันนี้น่าจะรับราชการหรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอะไรประเภทนี้จะดีกว่าไปทำอย่างอื่น ถ้าลดเรื่องการเอาแต่ใจตัวเองลงได้บ้าง รับรองตำแหน่งการงานไม่น้อยหน้าใครหรอก    ---    นิสัยคนเกิดวันพุธ มีความกระตือรือร้นและอดทนเหลือหลาย แต่ไม่ค่อยจะรอบคอบ เป็นคนทำมาหากินเก่งพูดจาดี มีความรอบรู้ ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูและคอยช่วยเหลือ อนาคตจึงค่อนข้างสดใสไปได้ดีในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตรักกลับไม่ค่อยดีนัก ก็มัวแต่ทำงานไง จึงไม่ค่อยมีโอกาสเลือกมากนัก คนเกิดวันนี้จะได้เข้าพิธีวิวาห์ก็ปาเข้าไปวัยเลขสามขึ้นหน้า เป็นชายไม่เท่าไหร่ แต่เป็นหญิงแล้วไซร้โอกาสสัมผัสคานทองนิเวศน์สูง เรื่องเซ็กส์อบอุ่นนุ่มนวลละมุนละไมน่าหลงใหลไม่เบา คนเกิดวันนี้ที่สำคัญอย่าบ้างานจนเกิดเหตุ งานมีไว้ให้ทำเฉย ๆ ไม่ได้มีไว้ให้บ้า หาเวลาดูแลเพศตรงข้ามบ้างและต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้ดีด้วยนะ    ---    นิสัยคนเกิดวันพฤหัสบดี เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีไหวพริบปฏิภาณละเอียดรอบคอบและมีความรับผิดชอบสูง ชอบสั่งคนโน้นสอนคนนี้ ไปเป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นทนายแหละดี ในเรื่องความรักไม่อยากจะพูด จืดสนิทจะหาคำหวานสักนิด...ยากส์ ไม่รู้ว่าเคยได้ยินคำว่า...โรแมนติก กะเขาหรือเปล่า แต่เรื่องเซ็กส์กลับร้อนเป็นไฟ เข้าตำรา เงียบนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่ไฟดี ๆ นี่เอง ทุกที่ทุกทางทุกท่า...มาเถอะอนาคตจะเป็นคนใหญ่คนโต มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตาและมีความสุขในครอบครัว ขอเพียงเลือกคู่ที่จะมาครองให้ดีเท่านั้นเอง    ---    นิสัยคนเกิดวันศุกร์ เป็นคนชอบเพ้อฝัน ชอบจินตนาการ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวลช่างเอาอกเอาใจให้ใครต่อใครลุ่มหลง รักศิลปะ รักสวยรักงาม ทั้งหญิงชายเรียกได้ว่าเป็นวันของคนเจ้าชู้ ดูดี มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของเพื่อนต่างเพศได้มาก ชำนาญและชมชอบเรื่องเซ็กส์มากเสียด้วย แต่คนเกิดวันนี้มีอารมณ์เป็นใหญ่ จะคิดอะไรจะทำอะไรขึ้นอยู่กับอารมณ์ ถ้าระงับอารมณ์เอาไว้ได้อะไรๆ ก็จะดีไปหมดทั้งเรื่องรัก การเงินและการงาน งานที่เหมาะที่สุดก็เป็นพวกสถาปนิก ศิลปิน ครีเอทีฟ    ---    นิสัยคนเกิดวันเสาร์ เป็นคนมั่นใจตัวเองสูงมาก ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ เงียบ ขรึม เก็บตัว ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร เป็นคนชอบคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย แต่ไม่ค่อยคิดถึงใจผู้อื่น ดื้อเงียบและถือดี ดูเหมือนใจเย็น แต่โมโหร้าย แต่หัวดี ฉลาด ความสามารถเพียบ ถ้าเรื่องความรักรักแล้วรักเลย รักมันอยู่นั่นใครจะว่าคนรักของฉันอย่างไรไม่สน คนมันรักโว๊ย และขี้หึงร้ายกาจ มีเซ็กส์แบบไร้ทิศทางเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง คนเกิดวันนี้ถ้าลดความหยิ่งความถือดีในศักดิ์ศรีลงบ้างจะเป็นคนที่มีอนาคต    ---   
รวมทุกกระทู้ กระดานเรื่องทั่วไป กระดานสำหรับหาเพื่อนใหม่ สำหรับเลส กระดานสำหรับวัยทำงาน มุมหนังสือ มุมนี้สำหรับคนอกหัก เรื่องบนเตียง International Friends อาหารและเครื่องดื่ม อาหารและเครื่องดื่ม คุยเรื่องกีฬา ท่องเที่ยว ปรึกษาและขอคำแนะนำด้านกฎหมาย คุยเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ คุยเรื่องการเมือง คุยเรื่องหนัง-เพลง โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เรื่องร้องเรียน
 

Sign In ] [ Register ]

ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
   
_________ พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ 4 "สนทนาธรรม"_________




เมื่อ2-3เดือนก่อนจขกท. ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนแปลกหน้าท่านหนึ่ง
ขณะที่นั่งดื่มกาแฟคนเดียวที่ม้าหิน ก็มีชายคนหนึ่งเดินถือกาแฟมานั่งโต๊ะใกล้ๆ
จิบกาแฟ หันมาทางเรา มองหน้าแล้วถามว่า

ชายแปลกหน้า : คุณนี่ถ้าจะเป็นทอมล่ะซี
เรา : (เงยหน้ามอง)ค่ะ

ชายแปลกหน้า : คุณรู้ไม๊ พวกกระเทยเนี่ย ทำกรรมอะไรถึงเกิดมาต้องเป็นกระเทย
เรา : (กวาดตามองหน้า เฉยๆ นึกไม่พอใจ แต่ปากพูด) ไม่ทราบค่ะ

ชายแปลกหน้า : กาเมสุมิจฉาจาร มันทรมานใจนะ เหมือนซ่อนชีวิตจิตใจในอีกร่าง
อยากมีอย่างแต่ไพล่ไปมีอีกอย่าง
เรา : (จิบกาแฟ มองหน้าเป็นคำถาม) แล้ว?

ชายแปลกหน้า : ต้องแก้ไขกรรมข้อนี้ ยึดมั่นผัวเดียวเมียเดียว (จิบกาแฟ ทำหน้านึก)
เมื่อหลายปีก่อน ผมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ คอหัก ผมคิดว่าผมคงจะต้องตายในครั้งนั้น
มันหมดความรู้สึกวูบไป ไม่เจ็บไม่ปวด แต่สติผมยังดีอยู่ ช่วงนั้นตาผมลืมอยู่
ทีแรกก็สว่าง ต่อมามันเริ่มมืดไปหมด

เรา : (เริ่มสนใจสิ่งที่เค้าพูด เท้าคางฟังเงียบๆ)

ชายแปลกหน้า :(หันมามองหน้าเราเต็มๆ .. แล้วเล่าต่อ)ผมรู้ว่าผมกำลังจะตาย
ทีแรกความกลัวความอาลัยอาวรณ์ก็ประดังประเดเข้ามา แต่สติรั้งให้ผมนึกขึ้นได้ว่า
คนใกล้ตายควรวางจิตให้ว่าง ผมเคยบวช เลยกำหนดจิตไว้ที่ลมหายใจ
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ในชั่วขณะที่จิตดิ่งลงไปในความมืดมิด ผมแลเห็น
แสงสว่างเท่าปลายเข็ม คุณรู้ไม๊ความตายเนี่ย มันมืดมนอนธกาลมาก หูไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
พอผมเห็นแสงสว่างนั้น ใจผมมาเป็นกอง ผมคุมสติกำหนดลมหายใจต่อไปอีก
แสงสว่างนั้นก็เริ่มแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ผมฟื้น ผมรอดตาย มีสติรู้ตัวตลอด
ที่เขานำผมส่งโรงพยาบาล

เรา :แล้วทราบได้อย่างไรคะ หูไม่ได้ยินเสียง ตาไม่เห็น อะไรที่เกี่ยวกับตัวเอง
ความมืดมนอนธกาลนั่น

ชายแปลกหน้า :(ทำหน้านึก) คิดว่าร่างกายคงหมดสติไป แต่ จิตผมรับรู้อะไร
บางอย่างในอีกโลกหนึ่ง โลกระหว่างความเป็นความตาย ..ตอนผมรู้สึกตัว กับตอน
ที่เห็นนิมิตแสงสว่าง เมื่อกำหนดจิต .. แสงสว่างทางจิตมาก่อน จึงรู้สึกตัว
แต่สติระลึกรู้อยู่ตลอดในสองเหตุการณ์นั้น




จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 12-01-2014 10.34.18 IP:192.168.2.118, 110.77.197.211 ]

ความคิดเห็นที่ 1



เรา :(ถามเรียบๆ) มันเหมือนกับที่เราทำกัมมัฏฐานอะไรแบบนั้นรึเปล่าคะ ความรู้สึกตรงนั้น

ชายแปลกหน้า : มันต่างกัน ต่างที่ผมกำลังจะตาย หรือ ตายไปแล้วผมก็ไม่รู้ ความรู้สึกมันว่างเปล่า
ไร้ขอบเขต ความมืดมิดนี่มันกว้างใหญ่ไพศาลมาก ผมคิดว่า ช่วงนั้นจิตกระหวัดยึดสิ่งใดไว้
ผมน่าจะต้องไปตรงนั้น เข้าใจไม๊ ผมว่าผมตกไปอยู่ตรง ช่องทางระหว่างความเป็นความตายพอดี
เป็นที่ว่าจิตผมจะปรุงแต่งไปทางไหน แต่ผมกำหนดว่าง จังหวะดวงจะยังไม่ถึงที่ จึงได้ประสบการณ์นี้มาพูดคุย

เรา :(ดูเวลา ทางโน้นก็ด้วย) คงต้องไปแล้วล่ะค่ะ
ชายแปลกหน้า : ผมก็ด้วย
เรา : มีโอกาสแวะบอกเล่าพูดคุยอีกนะคะ ^^ ปฏิบัติอยู่แต่ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
.......(แจ้งชื่อ) ค่ะ
ชายแปลกหน้า :ผม ..... (แจ้งชื่อ) แล้วคุยกันครับ ผมทานกาแฟที่นี่บ่อยๆ
เรา : ค่ะ แล้วคุยกัน (รีบอยู่ .. ลนๆ ..ไปอย่างเร็ว )



จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 12-01-2014 10.36.20 IP:192.168.2.118, 110.77.197.211 ]


ความคิดเห็นที่ 2



พบกันอีกครั้ง

เรา :สวัสดีค่ะพี่ ... (ทราบภายหลังว่า แกอายุ 57 ปี)
ชายแปลกหน้า : ครับ

เรา : เคยทำกัมมัฏฐานค่ะ ตอนนั้นอายุ 18 ปี ไม่ได้มีครูบาอาจารย์ที่ไหน แค่ใจอยากจะทำ
ชายแปลกหน้า : (พยักหน้า)อดีตเราใฝ่ใจเรื่องนี้ เป็นบารมีเก่า เหมือนการตกปลา
ทำไมบางคนสนบางคนไม่สนแม้แต่จะรับรู้รับฟัง .... เป็นความสนใจแต่เดิมของเรา

เรา :ค่ะ ...เล่าบ้าง ..เริ่มต้นที่เพ่งเปลวเทียน ปิดไฟอยู่ในที่มืด จำภาพนั้นจนติดตา
แต่ ภาวนาพุทโธ แล้วระลึกภาพติดตานั้น หลับตาก็เริ่มเห็นเด่นชัด หลับตาลืมตาดูอยู่อย่างนั้น
จำติดหูติดตาแต่แปลกนะคะ เวลาที่เราภาวนาพุทโธ สติเราจะไปอยู่ที่ลมหายใจทันที
แสงไฟจากเปลวเทียนก็ชัดทุกวันนี้ 40 กว่า พอกำหนดปุ๊บ เปลวเทียนนั้นจะปรากฎในมโนทวารทันที (อาการรับรู้ทางใจ)

ยังสับสนว่า พอภาวนาไป กลายเป็นหมอกควันอวลๆ กำหนดสติระลึกรู้สึกตัวระลึกลมหายใจ
เป็นอันว่า แสงไฟจากเปลวเทียนกลายเป็น หมอกควัน อยู่อารมณ์เดียว กายเริ่มขยายใหญ่ขึ้นๆ
มือเท้าเหมือนมันโตเท่าใบลาน ที่น่าตกใจคือ รู้สึกว่าร่างกายขยับจะลอยขึ้นไป
ทำให้สะดุ้งหลุดออกจากสมาธิ รีบลืมตาดูว่าตัวเองอยู่ที่เดิมรึเปล่า ...

ชายแปลกหน้า :เริ่มที่เตโชกสิณ ไพล่ไปอานาปานสติ เฉียดปฐมฌาณ น่าจะเป็นอานาปานสตินะครับ
เรา :ค่ะ .. จะทิ้งเปลวเทียนก็เสียดาย ติดตัวมา 20 กว่าปี แต่กลับเป็นอานาปานสติ ที่ส่งเราถึง
ปฐมฌาณ
ชายแปลกหน้า : ทุกวันนี้ยังได้ไม๊
เรา :ไม่เคยมาถึงตรงนี้อีกเลยค่ะ แค่เบาสบาย ปลอดโปร่ง พักหลังซ้ำร้าย พอปริยัติ รู้มาก
ฟุ้งตลบอบอวลไปเสียอีก




จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 12-01-2014 10.38.08 IP:192.168.2.118, 110.77.197.211 ]


ความคิดเห็นที่ 3



ชายแปลกหน้า : จะปริยัติตามแนวทางท่านไหน ก็ต้องมีหลักของตัวเอง และที่ควรจำเลยนะ
มันต้องเป็น เอกัคตา (อารมณ์เดียว)ตัวสำคัญคือสตินี่แหละ ต้องระลึกรู้อยู่ตลอด
ไปจับสองอย่างสามอย่าง มันจะไปได้เรื่องอะไร?
เรา :ก็ .. ปริยัติ (ศึกษาข้อธรรม)แล้วมันหลากหลายนี่คะ ไม่รู้จะฟังท่านไหน

ชายแปลกหน้า : จะหลากหลายท่านไหน ก็ต้องจำให้มั่น เอกัคตา น่ะ เขาแปลว่าอารมณ์เดียว
สตินี่ตัวสำคัญ มีไม๊ จับปั๊บมันเข้าไป จะเอาอะไรล่ะ ลมหายใจ เปลวเทียน ร่างกายหลักมันก็มีอยู่เท่านั้น

สมาธิคืออะไร ก็คือการจดจ่อมุ่งมั่นสนใจอยู่ในอารมณ์เดียวนั่นแหละ สนใจนั่นทีนี่ทีจะเรียกว่ามีสมาธิ
ได้อย่างไร ยึดหลักเดียวเท่านั้นคุณ
เรา : ค่ะ
ชายแปลกหน้า :รู้จัก สติปัฏฐาน 4 ไม๊
เรา : ค่ะ สติกำหนดรู้ใน กาย เวทนา จิต ธรรม เป็น เอกายนมรรค (เอกา หรือ เอก แปลว่า เดียว 1)
เอกายนมรรค คือทางสายเดียว ที่จะบรรลุธรรม

ชายแปลกหน้า :เป็นสมถะ หรือ วิปัสนา
เรา :วิปัสนาค่ะ
ชายแปลกหน้า :แล้วฝึกสมถะไปเพื่ออะไร?
เรา :เป็นบาทฐานของวิปัสนาค่ะ ต้องใช้กำลังของสมาธิพิจารณา ตามคำกล่าวที่ว่า
กำลังของสมาธิคือ ศีล กำลังของปัญญาคือสมาธิ วิปัสนาคือ การดำรงศีล สมาธิ พิจารณาให้เกิดปัญญา

ชายแปลกหน้า :ปัญญาที่ว่านี่ เหมือนกับปัญญาที่เราใช้ในการเล่าเรียนเขียนอ่านนี้หรือเปล่า
เรา : ไม่ทราบค่ะ

ชายแปลกหน้า :ต่างกันนะ ..ปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงนี้ พูดยาก ผมยังไม่ถึงตรงนั้น มันเป็นปัญญาหยั่งรู้
ที่นอกเหนือมันสมองของมนุษย์จะหยั่งได้ สมองจะเรียนรู้จากสิ่งที่คุ้นเคย แต่ องค์ปัญญา หรือ ธาตุรู้
นี่มีอยู่กับตัวทุกคน รู้อยู่กับตัวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รู้ความจริงของธรรมชาติ ชีวิต เป็นความรู้
เหนือโลก ... ทำไมถึงเหนือโลก ก็ความรู้ในโลกยังหยั่งไม่ถึงน่ะสิ พอรู้ถึงที่สุด ก็ต้องบอกว่า
มันเป็น ทุกขัง ( สภาพที่ทนได้ยาก) อนิจจัง(ไม่เที่ยง) อนัตตา (ไม่ใช่ตัวใช่ตน)
คือมันว่างเปล่าน่ะ


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 12-01-2014 10.40.37 IP:192.168.2.118, 110.77.197.211 ]


ความคิดเห็นที่ 4






ก่อนจะนำเรื่องราวต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง ^^
อยากจะนำผลงานทางวิทยาศาสตร์ มาการันตี ความมีอยู่จริงของเรื่องที่จะกล่าว
สำหรับท่านที่ยากจะรับฟัง สิ่งเหนือธรรมชาติ เหตุผล ว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่
แต่ บางสิ่งเรามองไม่เห็น ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่ แม้ บางสิ่งเห็นชัดกระจ่างตา เราก็ทราบว่า
ก็ใช่ว่า จะมีอยู่จริง หรือ เป็นอย่างที่ตาเห็น ไม่ใช่หรือคะ ^^

อนุภาคพระเจ้าอธิบายอะไร?

http://www.thairath.co.th/column/oversea/worldsky/384270


4 ก.ค. ที่ผ่านมา CERN ได้แถลงการมีอยู่ของอนุภาคฮิกก์ส ( Higgs boson )
หรือขนานนามกันว่า อนุภาคพระเจ้า ( God particle )
… “ถ้ามันใช่ Higgs boson เราก็เจอมันแล้ว “


It’s helping us understand the big universal question,
which is what are we made out of.’—Philippe Di Stefano

มารู้จัก Higgs boson ” อนุภาคพระเจ้า ” ปฐมบทแห่งมิติที่ 5 กัน ^^

http://www.youtube.com/watch?v=V0KjXsGRvoA



จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 12-01-2014 11.26.59 IP:192.168.2.118, 110.77.197.211 ]


ความคิดเห็นที่ 5



ปีเตอร์ ฮิกกส์



อนุภาคพระเจ้า

โดย สุทัศน์ ยกส้าน

เดือนกรกฎาคม ปี 2012 อุปกรณ์ CMS ได้รายงานว่า พบอนุภาค Higgs
มีมวล 125.3 GeV ที่ระดับความมั่นใจ 99.99994% ส่วน ATLAS ก็ระบุอนุภาค Higgs
มีมวล 126.5 GeV ที่ระดับความเชื่อมั่นใกล้เคียงกัน

การ “พบ” อนุภาค Higgs ของอุปกรณ์ตรวจทั้งสอง ซึ่งให้ค่ามวลของอนุภาค Higgs
ใกล้เคียงกัน จนทำให้นักฟิสิกส์มั่นใจว่า ได้พบ Higss แล้วจริงๆ

แต่ข้อมูลที่ได้ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเราไม่รู้ว่า Higgs มีสมบัติอื่นใดอีกบ้าง
มี spin, parity เท่าไร และมีรูปแบบการสลายตัวเช่นไร ซึ่งนักฟิสิกส์ที่ CERN
จะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับสมบัติต่างๆ ของอนุภาค Higgs ให้จงได้ เพราะในความเป็นจริง
อนุภาค Higgs มี 5 ชนิด และ LHC ณ วันนี้จะเห็นได้เฉพาะตัวที่มีมวลน้อยที่สุด
ดังนั้น นักฟิสิกส์ที่ CERN จึงวางแผนทดลองเพิ่มพลังงานของ proton อีก
ที่ระดับ 14 TeV และนั่นก็หมายความว่า LHC อาจสร้าง dark matter
ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้จักก็เป็นได้

แต่ก่อนจะถึงช่วงนั้น ในปี 2013 LHC ได้กำหนดจะปิดเครื่องชั่วคราว เพื่อใช้เวลาวิเคราะห์
คุณสมบัติต่างๆ ของ Higgs จนถึงปี 2015 LHC ก็จะเริ่มเดินเครื่องใหม่
ที่ระดับพลังงาน 14 TeV เพื่อค้นหาอนุภาคมูลฐานอื่นๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้จักต่อไป

การค้นพบอนุภาค Higgs boson จึงไม่ใช่จุดจบของการแสวงหาความรู้ แต่เป็นการเริ่มต้นของ
การยืนยันหรือหักล้าง หรือต่อยอดองค์ความรู้ของทฤษฎี
แบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model) ซึ่งจะนำไปสู่ทฤษฎีของสรรพสิ่ง
(Theory of Everything) ในที่สุด

อ่านเพิ่มเติมจาก “The Hunt for the God Particle”
เรียบเรียงโดย Ian Sample และจัดพิมพ์โดย Virgin Books ใน Ireland ในปี 2010

เกี่ยวกับผู้เขียน

สุทัศน์ ยกส้าน
ประวัติการทำงาน-ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสถาน และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11
ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,
นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์

ประวัติการศึกษา - ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน
ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

บางส่วนของหัวข้อข่าว
อ่านรายละเอียดคำอธิบายทั้งหมด

http://www.manager.co.th/science/viewnews.aspx?NewsID=9560000031835


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 12-01-2014 11.43.42 IP:192.168.2.118, 110.77.197.211 ]


ความคิดเห็นที่ 6




ยัง .. บางท่านอาจยังไม่เข้าใจใช่ไม๊คะ ว่า (Higg's Boson)อนุภาคพระเจ้า
และมิติที่5 นี่มันคืออะไรกัน เราก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน แห่ะๆ เลยไปค้นบทความนี้มา

เผยเรื่องจริง “โลกคู่ขนาน” และ “มิติ” ที่ขดซ่อนตัว

โดย ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ
จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ในบางคำอธิบายเกี่ยวกับโลกคู่ขนานนั้นต้องใช้ทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ชื่อว่า “ทฤษฎีสตริง”
(String Theory) อธิบาย และในเมืองไทยก็มีเพียงไม่กี่คนที่ศึกษาทฤษฎีดังกล่าวและ
ดร.อรรถกฤต ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งได้เผยว่าการเดินทางข้ามมิติจากโลกที่มีมิติมากกว่านั้นไม่ใช่ความ
หมายในทางฟิสิกส์

“มิติในทางฟิสิกส์ไม่ได้หมายถึงมิติลี้ลับ มิติมหัศจรรย์หรือว่าอีกโลกหนึ่ง แต่หมายถึง
Dimension ในภาษาอังกฤษซึ่งมีความหมายทางคณิตศาสตร์ อย่างเช่น จุด (.) มีมิติเป็นศูนย์
หรือไม่มิติ เส้นตรงก็มี 1 มิติ ส่วนพื้นที่เป็น 2 มิติ และปริมาตร 3 มิติก็เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยมีกว้าง
ยาว สูง ในทางคณิตศาสตร์คุณสามารถมีมิติเท่าไหร่ก็ได้ แต่อวกาศหรือที่ว่างที่เราเห็นนั้นเป็น 3
มิติ” ดร.อรรถกฤตอธิบายพร้อมเพิ่มเติมว่าในการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้นนอกจากขึ้นกับพื้นที่แล้วยังขึ้น
อยู่กับเวลาด้วยซึ่งในทางคณิตศาสตร์นับเป็นอีกมิติหนึ่งได้กลายเป็น 4 มิติ
ที่เรียกว่า “สเปซ-ไทม์” (space time) หรือ กาล-อวกาศ

ดร.อรรถกฤตกล่าวว่ามีหลายทฤษฎีที่แสดงความเป็นไปได้ว่าจะมีมากกว่า 4 มิติ
โดยใน ค.ศ.1921 ธีโอดอร์ คาลูซา (Theodor Kaluza) สันนิษฐานว่ากาล-อวกาศ
มี 5 มิติ ซึ่งมิติที่เกินมานั้นเรียกว่ามิติพิเศษ (extra-dimension) ซึ่งคาลูซาต้องตอบให้ได้
ว่ามิติดังกล่าวหายไปไหน และเขาก็มีกลวิธีในการอธิบายว่ามิติดังกล่าวขดตัวอยู่
(Compactify) กลายเป็นมิติที่เล็กมากจนมองไม่เห็น แต่การนำเสนอของคาลูซา
ไม่รับความสนใจนัก จนกระทั่งเริ่มมีการศึกษาแนวคิดดังกล่าวมากขึ้นในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ดร.อรรถกฤตเปรียบเทียบการขดดังกล่าวเหมือนการขดกระดาษเป็นทรงกระบอก
หากรัศมีของการขดสั้นกว่าความยาวคลื่นของแสงจะไม่สามารถสะท้อนเป็นภาพออกมาให้มองเห็นได้
ซึ่งนักฟิสิกส์ก็พยายามจะพิสูจน์ว่ามิติดังกล่าวมีจริงหรือไม่ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการทดลองยิง
อนุภาคด้วยเครื่องเร่งอนุภาค “แอลเอชซี” (LHC: Large-Hadron Collinder) ของ
ห้องปฏิบัติการเซิร์น (CERN) อันเป็นองค์กรการวิจัยด้านนิวเคลียร์ ตั้งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ โดย
ตามหลักกลศาสตร์ควอนตัมต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาลเพื่อทำให้อนุภาคที่สามารถเป็นได้ทั้ง
คลื่นและอนุภาคนั้นมีความยาวคลื่นสั้นลง จนเล็กพอที่จะเห็นมิติที่ขดซ่อนอยู่ได้

สำหรับการทำลายมิติหรือการทะลุมิติในทางวิทยาศาสตร์นั้นดูจะต่างจากความเข้าใจของคนส่วน
ใหญ่โดยสิ้นเชิง ซึ่ง ดร.อรรถกฤตอธิบายว่าในทางฟิสิกส์แล้วการทำลายมิติน่าจะหมายถึงการเร่งให้
พลังงานสูงพอที่จะขยายมิติพิเศษที่นอกเหนือไปจากมิติทั้ง 4 ซึ่งขดอยู่ออกมาให้เห็นได้ เปรียบ
เหมือนกับเส้นลวดเล็กๆ ที่ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นวัตถุ 1 มิติ แต่ถ้าเราเอาแว่นขยายไปสองแล้วเห็น
พื้นผิวของเส้นลวด ซึ่งกลายเป็นว่าจาก 1 มิติก็เห็นเป็น 2 มิติ

ส่วนเรื่องโลกคู่ขนานนั้น ดร.อรรถกฤตกล่าวว่าส่วนหนึ่งมาจากทฤษฎีสตริง
ซึ่งใช้อธิบายการกำเนิดจักรวาล แต่โลกคู่ขนานนั้นแบ่งได้หลายอย่าง อย่างแรกคือโลกคู่ขนาน
แบบควอนตัม (quantum parallel universe)

ซึ่งพัฒนามาเมื่อประมาณ ค.ศ.1957 โดยนักฟิสิกส์ชื่อ ดร.ฮิวจ์ เอเวอร์เรต
(Dr.Hugh Everett) เพื่อแก้ปัญหาทางเทคนิคในทฤษฎีควอนตัมด้วยการสมมติว่ามีโลกคู่ขนานอยู่





จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 14-01-2014 01.24.13 IP:192.168.2.118, 110.77.197.11 ]


ความคิดเห็นที่ 7




“การวัดสำหรับควอนตัมเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น เช่น การทอดลูกเต๋า
ซึ่งเปรียบเหมือนการวัด คุณอาจจะทอดได้หนึ่งหรือคุณอาจจะทอดลูกเต๋าได้สอง
พอคุณทอดลูกเต๋าได้แล้ว รู้ว่าได้หนึ่ง อนาคตคุณก็จะเป็นไปตามลูกเต๋าหน้าที่คุณทอดได้หนึ่ง

แต่ถ้าคุณทอดได้หก อนาคตคุณก็จะเป็นไปตามที่ทอดได้หก ระหว่างที่คุณทอดและลูกเต๋า
อยู่ในถ้วย คุณครอบอยู่ คุณไม่มีทางรู้ว่าลูกเต๋าเป็นอะไร ทุกครั้งที่คุณเปิดคือคุณเลือกช้อยส์
(ตัวเลือก) ซึ่งตามทฤษฎีในกรณีนี้จะมีโลกคู่ขนานอยู่ 6 โลก ถ้าคุณเลือกได้เลขหนึ่ง
ตัวคุณก็อยู่ในโลกหนึ่ง โดยที่เราไม่สามารถติดต่อกับโลกคู่ขนานอื่นๆ ได้เลย
” ดร.อรรถกฤตยกตัวอย่างซึ่งโลกอื่นๆ ที่เราไม่เลือกนั้นก็คือโลกคู่ขนานที่เราไม่ทราบว่าคืออะไร



โลกคู่ขนานอีกประเภทที่ ดร.อรรถกฤตอธิบาย
คือโลกคู่ขนานแบบ String theory multi-universes
แนวคิดเรื่องเอกภพคู่ขนานในกลุ่มนี้ เป็นแนวคิดที่ได้มาจากทฤษฎี
เส้นเชือก (String Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะอธิบายธรรมชาติ
ของแรงโน้มถ่วงในระดับพลังงานสูงๆ ซึ่งเพียงทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
(Albert Einstein) ที่ใช้อธิบายแรงดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาสำคัญๆ
ที่พบในการศึกษาจักรวาลวิทยาได้ เช่น ปัญหาสสารมืด (Dark matter problem)
และปัญหาพลังมืด (Dark Energy problem) เป็นต้น

ทั้งนี้ในวิชาฟิสิกส์แบ่งแรงออกเป็น 4 ชนิดคือแรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า
แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน และแรงนิวเคลียร์แบบเข้ม แต่ในบรรดาแรงทั้งหมดเราเข้าใจแรงโน้มถ่วง
น้อยที่สุด

“อย่างไรก็ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพก็มีข้อจำกัด เพราะไม่สามารถอธิบายพฤติกรรม
ของแรงโน้มถ่วง ในสถานะการที่มีพลังงานสูงๆได้ เช่น ถ้าต้องการอธิบายการกำเนิดของเอกภพ
เป็นต้น นอกจากนี้ในปัจจุบันการศึกษาจักรวาลโดยอาศัยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปไม่สามารถตอบ
ปัญหาสำคัญๆ เช่น ปัญหาสสารมืดและปัญหาพลังมืด ได้ นักฟิสิกส์จึงต้องการทฤษฎีอื่นเพื่อที่จะ
ช่วยเสริมในจุดที่ทฤษฎีควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพไม่สามารถอธิบายได้
ซึ่งทฤษฎีสตริง ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งของทฤษฎีดังกล่าว”

“ในทฤษฎีสตริง อนุภาคถูกอธิบายว่ามีลักษณะเป็นเส้นเชือกหนึ่งมิติ
โดยการสั่นของเส้นเชือกนี้ทำให้เกิดเป็นตัวโน้ตต่างๆ ตัวโน้ตหนึ่งตัวสามารถแทนอนุภาคได้
หนึ่ง ตัวโน้ตที่ต่างคีย์กันก็จะให้อนุภาคที่ต่างชนิดกัน ในการที่จะให้ทฤษฎีสตริง
มีคุณสมบัติทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสม นักฟิสิกส์พบว่าจำนวนมิติของเอกภพ
จะต้องมีถึง 10 มิติคือ เวลาหนึ่งมิติและอวกาศอีก 9 มิติ ยิ่งไปกว่านั้น
ในทฤษฎีเอ็ม (M-theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่พัฒนาต่อมาจากทฤษฎีเส้นเชือก กาล-อวกาศ
อาจจะมีได้ถึง 11 มิติ คือเวลา 1 มิติและอวกาศอีก 10 มิติ แต่ในเอกภพของเรานั้น
เราสังเกตจำนวนมิติได้เพียงแค่ 4 มิติ ทฤษฎีสตริงจึงอธิบายว่ามิติที่เกินมาหรือมิติพิเศษ
(Extra dimension) นั้นขดตัวอยู่โดยที่ขนาดของมันเล็กมากจนเราไม่สามารถสังเกตได้”



จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 14-01-2014 01.32.49 IP:192.168.2.118, 110.77.197.11 ]


ความคิดเห็นที่ 8




ส่วนแนวคิดเรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับโลกคู่ขนานคือ Inflation multi-universes
ซึ่งเป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากการศึกษาจักรวาลวิทยา (cosmology) หรือการศึกษา
เกี่ยวกับการกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ ดร.อรรถกฤตได้อธิบายว่าจุดกำเนิดของเอกภพ
เริ่มมาจาก “บิ๊กแบง” แต่เนื่องจากความรู้ที่เรามีอยู่จำกัดในปัจจุบันทำให้เราไม่สามารถเข้าใจ
การกำเนิดของเอกภพได้ดีนัก อังเดร ลินเด (Andre Linde) นักฟิสิกส์
จึงได้เสนอทฤษฎีโลกคู่ขนานแบบ “บับเบิล” (bubble universe theory)

ดร.อรรถกฤตอธิบายถึงแนวคิดของทฤษฎีดังกล่าวว่าภายหลังเหตุการณ์บิ๊กแบง
เอกภพมีพลังงานและความหนาแน่นสูงมาก และกาล-อวกาศมีความผันผวนสูงมาก
คือมีความไม่ต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะมีการสั่นอย่างรุนแรง คล้ายกับน้ำเดือด
แล้วมีฟองผุดขึ้นมา หากการสั่นดังกล่าวรุนแรงมากอาจทำให้กาล-อวกาศบางส่วน
หลุดออกมาได้ เรียกว่า “ควอนตัมโฟม” (quantum foam)
หรือ “ควอนตัมบับเบิล” (quantum bubble)

ดร.อรรถกฤตอธิบายถึงแนวคิดของทฤษฎีดังกล่าวว่าภายหลังเหตุการณ์บิ๊กแบง
เอกภพมีพลังงานและความหนาแน่นสูงมาก และกาล-อวกาศมีความผันผวนสูงมาก
คือมีความไม่ต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะมีการสั่นอย่างรุนแรง คล้ายกับน้ำเดือดแล้วมีฟอง
ผุดขึ้นมา หากการสั่นดังกล่าวรุนแรงมากอาจทำให้กาล-อวกาศบางส่วนหลุดออกมาได้
เรียกว่า “ควอนตัมโฟม” (quantum foam) หรือ “ควอนตัมบับเบิล” (quantum bubble)

“ได้ข้อสรุปว่าอวกาศแบบนี้เกิดขึ้นได้ ที่น่าสนใจคือว่าบับเบิลพวกนี้มีโอกาสเกิดได้หลายฟอง
เหมือนน้ำเดือดก็มีฟองอากาศได้หลายฟอง แต่ละฟองก็เจริญเติบโตไปเป็นจักรวาลที่ต่างกัน
เป็นอีกจักรวาล อีกเอกภพที่ต่างกัน ทุกวันนี้จักรวาลของเราก็ขยายตัวใหญ่ขึ้นๆ ถ้าตามทฤษฎีนี้
ก็อาจจะมีจักรวาลอื่น แต่ว่าจักรวาลอื่นอาจจะมีค่าคงที่ทางฟิสิกส์ซึ่งไม่เหมือนกับเราเลย
เช่น ประจุอิเล็กตรอนอาจจะไม่เท่านี้ ค่าคงที่แรงโน้มถ่วงของนิวตันอาจจะเปลี่ยนไป
หรือว่าจำนวนมิติของเอกภพอาจจะไม่เท่ากับ 3+1 แต่เป็น 1+1 อะไรอย่างนี้
มันมีโอกาสจะเกิดได้ต่างๆ กัน เราเพียงแต่โชคดีที่มาอยู่ในนี้ที่เป็นสเปซ(อวกาศหรือที่ว่าง)
3 มิติ +1 ซึ่งเป็นมิติของเวลา”

“การที่เราเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่อย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ได้ เพราะเราโชคดีที่เกิดในเอกภพที่มีค่าคงที่
ทางฟิสิกส์อย่างที่มันควรเป็น ปฏิกิริยาเคมีเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะอันตรกิริยาทางไฟฟ้า
ของอิเล็กตรอน ถ้าประจุไฟฟ้าเกิดมีค่าที่ต่างไปจากนี้ พันธะเคมีอาจจะเกิดไม่ได้เลย
เมื่อพันธะเคมีเกิดไม่ได้ สารอินทรีย์ก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ในธรรมชาติ และก็จะไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิด
ขึ้น หรือถ้ามีก็อาจจะมีสิ่งมีชีวิตในรูปแบบอื่น แต่ว่าไม่เหมือนเราแน่นอน
เพราะฉะนั้นถ้าคุณข้ามจักรวาล "บับเบิล" ของเราไปจักรวาลบับเบิลของคนอื่นก็จะมีปัญหาล่ะ
เพราะกฎทางฟิสิกส์อาจจะต่างกัน คุณอาจจะตายไปเลยก็ได้ ซึ่งก็ดูไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ที่จะ
ข้ามไปยังโลกอื่น เพราะเราอยู่ในที่ซึ่งเหมาะกับเราแล้ว”

อย่างไรก็ดี ดร.อรรถกฤตกล่าวว่าแนวคิดเกี่ยวกับโลกคู่ขนานและมิติที่ขดซ่อนตัวนั้นยังเป็น
เพียงทฤษฎีซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ ซึ่งนักฟิสิกส์ไม่ได้สนใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะมีจริงหรือไม่แต่
สนใจเพียงการอธิบายธรรมชาติเท่านั้น


ที่มา

เผยเรื่องจริง “โลกคู่ขนาน” และ “มิติ” ที่ขดซ่อนตัว

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9480000126144


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 14-01-2014 01.39.16 IP:192.168.2.118, 110.77.197.11 ]


ความคิดเห็นที่ 9



บทความนี้ ตั้งแต่ 15 กันยายน 2548 ในที่สุดเราก็ได้รู้กันเสียที่ว่าโลกคู่ขนานและมิติที่ขดซ่อนตัว
นั้นมีอยู่จริง แต่ การค้นพบอนุภาค Higgs boson ไม่ใช่จุดจบของการแสวงหาความรู้
แต่เป็นการเริ่มต้นของการยืนยันหรือหักล้าง หรือต่อยอดองค์ความรู้ของทฤษฎี แบบจำลองมาตรฐาน
(Standard Model) ซึ่งจะนำไปสู่ทฤษฎีของสรรพสิ่ง (Theory of Everything)

ตามจริงแล้ว อนุภาคฮิกส์ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับแนวคิดเรื่องพระเจ้าหรือพลังพิศวงเลย
เพราะเป็นการศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติของจักรวาลล้วนๆ

ที่มาของคำว่า God Particle หรือ อนุภาคพระเจ้า มาจากการที่อนุภาคฮิกส์
ถูกแยกมาศึกษาได้ยากเย็นอย่างยิ่ง ใช้เวลานับสิบๆ ปีกว่าที่เซิร์นจะทำสำเร็จ
จนบรรดานักวิทยาศาสตร์ตั้งฉายาให้ว่าเป็น Goddamn Particle หรือ "ไอ้อนุภาค-ิบหาย"

ต่อมามีนักฟิสิกส์คนหนึ่งเขียนหนังสือเกี่ยวกับการตามหาอนุภาคนี้ และตั้งชื่อ
ว่า Goddamn Particle ตามที่เรียกขานกันในวงการ แต่ผู้จัดพิมพ์เกรงว่าจะไม่สุภาพ
จึงตัดคำว่า Damn ออก เหลือแค่ God Particle

ซึ่งได้ทำให้ความหมายเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!

ปรากฏว่าสื่อมวลชนต่างก็ใช้คำนี้กันยกใหญ่ เพราะสอดคล้องกับคำกล่าวอ้างของกลุ่มศาสนา
ที่ระบุว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างจักรวาล หรือพยายามเชื่อมโยงว่าวิทยาศาสตร์สามารถ
พิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าได้ จึงเป็นคำที่ดึงดูดความสนใจได้มาก

ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า รวมทั้งปีเตอร์ ฮิกส์เองด้วย
(สตีเฟน ฮอว์กินส์ นักฟิสิกส์ชื่อดัง ถึงกับประกาศไว้ว่า กลไกของจักรวาลดำเนินได้เอง
โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการมีอยู่ของพระเจ้าเลย)

นายฮิกส์ก็เคยกล่าวว่า ตนรู้สึกรำคาญใจมากที่ยังเห็นสื่อใช้ คำว่า "อนุภาคพระเจ้า"
ส่วนหัวหน้าทีมวิจัยของเซิร์นก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า คำว่า "อนุภาคพระเจ้า"
บิดเบือนความเข้าใจของสาธารณชนต่อการปฏิบัติงานของเซิร์นและความสำคัญที่แท้จริง
ของอนุภาคฮิกส์

ที่มา

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdOREUwTVRBMU5nPT0=


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 14-01-2014 01.55.55 IP:192.168.2.118, 110.77.197.11 ]


ความคิดเห็นที่ 10






บทสวดชัยใหญ่ หรือ นะโมเม สวดเป็นภาษาลาว นิยมสวดในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งทางฝั่งลาว
และฝั่งไทย หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ เจ้าพระคุณ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์
จังหวัด เลย นิยมให้สวดเป็นประจำ โดยเฉพาะในงานมงคลพิธี ท่านกล่าวไว้ว่า ถ้ามีศึกสงคราม
หรือมีความยุ่งยากเกิดขึ้นในบ้านเมือง หรือแม้แต่ในครอบครัว ถ้าสาธยายบทนี้เป็นประจำ
จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้


คำแปลบทสวดชัยยะ

บทสวดพรรณนาชัยชนะของพระพุทธเจ้า เหนือหมู่มารทั้งปวง
ทั้งล่วงพ้นอำนาจท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ และเป็นชัยชนะเหนือเทวดาทุกๆ ชั้น
ทั้งเป็นชัยชนะอมนุษย์ ยักษ์ ภูติผีปีศาจ อาวุธทั้งหลายก็ทำอันตรายไม่ได้
ทั้งชัยชนะพญานาคราช ทั้งพระจันทร์ พระอาทิตย์ พระอินทร์ พระพรหม
ทั้งลม และไฟ ก็ทำอันตรายไม่ได้

ขอเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ ๑๘ พระองค์ จงมารักษา
ทั้งพระฤาษี พระสาวก พระธรรม พระสงฆ์ จงมาอวยชัย
ขอความสวัสดีมีชัยจงมีแด่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระรัตนตรัย
ในครั้งนั้น มารผู้ชั่วช้าได้พ่ายแพ้ต่อพระรัศมีของพระพุทธเจ้า

ครั้นแล้วพระองค์ก็ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ
พระพรหม พระอินทร์ เทวดาทั้งหลาย ผู้มีเดชานุภาพมาก
ทั้งหมู่พญานาค หมู่พญาครุฑผู้มีศักดายิ่งใหญ่
ต่างชื่นชมชอบใจในชัยชนะของพระพุทธเจ้า ต่อหมู่มาร ณ โพธิบัลลังก์
เป็นชัยชนะที่เป็นอุดมมงคล ทั้งเป็นฤกษ์ดียามดี
และขณะดีที่ได้ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ขอความสวัสดีมีชัย จงมีแก่ท่านด้วยเดชแห่งคุณพระรัตนตรัย
ขอให้ท่านจงได้รับประโยชน์และความสุข
ทั้งเจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนา ขอให้มีอายุยืนยาว
ปรารถนาสิ่งหนึ่งประการใด ขอให้ได้ดังใจประสงค์
และปราศจากโรคภัยทั้งหลายทั้งปวง ทั้งห่างไกลความทุกข์
ขอให้ประสบสุขทั้งกายและใจ


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 16-01-2014 00.51.44 IP:192.168.2.118, 116.58.225.154 ]


ความคิดเห็นที่ 11



ในคห.4 กล่าวไว้ว่า

ก่อนจะนำเรื่องราวต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง ^^
อยากจะนำผลงานทางวิทยาศาสตร์ มาการันตี ความมีอยู่จริงของเรื่องที่จะกล่าว
สำหรับท่านที่ยากจะรับฟัง สิ่งเหนือธรรมชาติ เหตุผล ว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่
แต่ บางสิ่งเรามองไม่เห็น ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่ แม้ บางสิ่งเห็นชัดกระจ่างตา เราก็ทราบว่า
ก็ใช่ว่า จะมีอยู่จริง หรือ เป็นอย่างที่ตาเห็น ไม่ใช่หรือคะ ^^

_______________________

คงจะค่อยๆทยอยนำมาลงค่ะ ^^
เพราะมีเวลาเยอะแต่ช่วงสั้นๆ ไม่สามารถจริงๆ กับการอยู่กับที่ได้นานๆ
เรื่องที่นำมาลงจะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของการปฏิบัติ กับปฏิปทา หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
เนื้อหาค่อนข้างเยอะ ที่สำคัญ จขกท. คัดมาจากหนังสือ ตำหรับตำรา แล้วจดรวบรวมไว้

ครั้นเสิร์ชหาก็มีบ้างที่เป็นเรื่องที่จะเล่าอยู่พอดี แต่ไม่ใคร่ตรงในสิ่งที่จะสื่อ ได้แต่ถอนใจ
ว่า ฉานต้องมานั่งจิ้มดีดเองสินี่ กว่าจะเรียบเรียบลำดับเรื่องราว บางทีตีบตันขึ้นมาซะงั้น
พักนี้ทื่อๆแบ๊วๆพิกล ไม่ค่อยอยากจะพูดอะไรกับใคร เพื่อนๆอาจจะคิดว่า อร๊าย!พูดโน่นพูดนี่
จะเบี้ยวกันก็บอกมา ปล่าววนาคะ ขอบอก อยากโพสต์ค่ะอยากโพสต์ แค่บ่นเจ๋ยๆ ><

ก็ นะคะ ในเมื่อ เงื้อแล้วต้องตบ ง้างแล้วต้องยิง ก็ไปกันเลยคะ ^^

คลิปข้างบนเป็นบทสวดชัยยะ ในช่วงบ้านเมืองกำลังอารยะขัดขืน เปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
มนต์บทนี้มีความไพเราะ และเป็นบทสวดที่ศักดิ์สิทธิ์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ท่านกล่าวว่า
ถ้ามีศึกสงคราม หรือมีความยุ่งยากเกิดขึ้นในบ้านเมือง หรือแม้แต่ในครอบครัว
ถ้าสาธยายมนต์บทนี้เป็นประจำ จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ...นำมาลงเอาฤกษ์เอาชัย
ให้ประสบความสำเร็จ สำหรับเพื่อนๆ พี่น้องร่วมชาติทุกท่านที่ผลักดัน ให้เกิดการปฏิรูป
ซึ่งจะเป็นคุณูปการต่อตนและอนุชนรุ่นหลัง แอบการเมืองนิสนึง ^^

ขอคารวะในความตั้งใจ ความอดทนอดกลั้น
ในการสืบสานภารกิจของนักรบ ต้นกล้าประชาธิปไตยทุกท่านค่ะ

จากใจ จขกท.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 16-01-2014 14.16.48 IP:192.168.2.118, 116.58.225.146 ]


ความคิดเห็นที่ 12




หายไปนาน มาต่อกันเลยนะคะ ^^

จะไปยังไงให้ถูกทาง ?ถูก ตรง ไม่เพี้ยน

ปี'55 จขกท. มีจิตใจฝักใฝ่ในธรรมเป็นพิเศษ มีข้อสงสัยสิ่งใดก็เสาะหาคำตอบให้ตนเอง
จนหายข้องใจ เช่น เคยสงสัยว่า การปฏิบัติควรไปในทิศทางใด จึงจะบรรลุผลสมความตั้งใจ
แนวทางที่ตนเองปฏิบัติอยู่นี้ถูกต้องไหม ถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ เป็นไปได้ไหม
ที่เราจะอบรมจิต อบรมภาวนาด้วยตนเอง

ก่อนหน้านี้ จขกท. มุ่งสมถะกัมมัฏฐานเป็นพื้น แต่การปฏิบัติก็ยังไม่หนักแน่น เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
อยู่ตลอด (ตามที่เล่าในคห.2)รู้สึกเหมือนย่ำเท้าอยู่กับที่ จึงหยุดคิดทบทวนแนวทางปฏิบัติ
ของตัวเอง ลำดับเรื่องราว นึกแนวทางคำสอนของครูบาอาจารย์ ที่เคยได้ยินได้ฟังมาในอดีต
ให้ท้อใจว่า อ่านอีกก็ซ้ำๆเหมือนเดิม เราจะยึดสิ่งใดยึดอาจารย์ใด เป็นหลักได้ล่ะ
เฝ้าเพียรศึกษาหาอ่าน อ่านแล้วอ่านอีกอยู่นั่นแหละ
ทั้งที่เบื่อแสนเบื่อ ว่าทำไมเราวกวนอยู่ที่เดิม แต่ก็กำหนดจิตเข้าสู่สมาธิตามที่เคยทำมา
พอจิตนิ่ง สงบปราศจากความรู้สึกนึกคิดใดๆ จู่ๆคำถามที่เราสงสัย ก็ผุดขึ้นมากลางใจ

ว่า "เราจะยึดสิ่งใด ยึดอาจารย์ใดเป็นหลักได้ล่ะ" คำตอบบนความว่างเปล่าของจิต
ตอบตนเองว่า " ตนของตน เข้ามาสู่เส้นทางนี้ เพราะสิ่งใด ประสงค์สิ่งใด อะไรเป็นที่หมาย
ก็ชอบที่จะยึดสิ่งนั้นนั่นแหละเป็นที่พึ่ง" ตอนออกจากสมาธิ ก็มานึกทบทวน ว่าเรามองหาว่า
แนวทางใด อาจารย์ไหน จะเป็นแนวทางที่ถูกต้องอยู่ สิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจขณะนั้น พอมีโอกาส
ได้คิดทบทวน ก็ สะดุ้งอยู่ในใจ ในความเขลาของตนเองเหมือนกัน

ก็ จะไม่ให้สะดุ้งอย่างไรล่ะ บางครั้งเส้นผมก็บังภูเขาอยู่เหมือนกัน เมื่อนึกมาถึงที่ว่า
เราศรัทธาศึกษาในธรรมขององค์ปฐมบรมครู แต่เที่ยวเสาะหาอาจารย์เป็นแนวทางให้ก้าวตาม
ทั้งที่เราทุกคนต่างเดินตามรอยพระพุทธองค์อยู่

เราคิดแต่จะเสาะแสวงหาอาจารย์ดี แต่ไม่เคยคิดจะใช้สติปัญญาศึกษาทำความเข้าใจในสิ่งที่มี
ที่พระพุทธองค์ทรงลำดับเรียบเรียง ประทานแนวทางที่ชัดเจนถูกต้อง ไว้ให้เลย
กลับจะไปเสาะแสวงหาสิ่งที่เราเองก็ยังไม่แจ้งแก่ใจ ว่า อาจารย์ที่เสาะแสวงหาอยู่ท่านเอง
ก็อาจจะยังไม่แจ่มแจ้งแก่ใจแม้แต่ตัวท่านเองอยู่เช่นกัน มาเป็นหลักยึด เป็นที่พึ่ง

จากนั้น เราก็คิดว่า ตั้งแต่นี้ไป สิ่งใดที่พระองค์ท่านกล่าว สิ่งนั้นเป็นแนวทาง เป็นอาจารย์
ที่จะน้อมนำมาสู่ใจ เป็นคำสอนที่ถูก ที่ตรง ไม่มีสิ่งใดจะโต้แย้งได้
ดังนั้น อาจารย์ท่านที่จะสอนสั่ง อบรมทิศทางที่ถูกที่ตรงได้ ท่านก็คือ บุคคลที่ เดินตามแนวทาง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอริยะบุคคล ซึ่งถึงที่สุดตามพระธรรมคำสั่งสอน ไม่ผิดไม่เพี้ยน
จึงเป็นบุคคลที่พึงเจริญรอยตามได้ และสัมฤทธิ์ผลสมประสงค์ดังที่ตั้งใจไว้


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 29-01-2014 15.26.41 IP:192.168.2.115 ]


ความคิดเห็นที่ 13



จากนั้น พระไตรปิฎก ที่ไม่เคยคิดจะเปิดอ่านเทียบเคียง ก็ถูกเปิด

ธัมมจักกัปปวัตนสูตร

เป็น ปฐมเทศนาเทศนากัณฑ์แรก ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ มีเนื้อหาแสดงถึง
การปฏิเสธส่วนที่สุดสองอย่าง และเสนอแนวทางดำเนินชีวิตโดยสายกลาง
อันเป็นแนวทางให้มนุษย์ มีเนื้อหาแสดงถึงขั้นตอนและแนวทางในการปฏิบัติ
เพื่อบรรลุถึงอริยสัจทั้ง 4 คืออริยมรรคมีองค์ 8

[img]โดยเริ่มจากทำความเห็นให้ถูกทางสายกลางก่อน เพื่อดำเนินตามขั้นตอนการปฏิบัติรู้เพื่อละทุกข์
ทั้งปวง เพื่อความดับทุกข์ อันได้แก่นิพพาน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา[/img]


เนื้อหาที่เป็นประเด็นหลักในพระพุทธพจน์

ที่ปรากฏในธัมมจักกัปปวัตนสูตรโดยสรุปมีดังนี้

...ภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจ คือ ความจริงที่ช่วยมนุษย์ให้เป็นผู้ประเสริฐเกี่ยวกับการพิจารณา
เห็นทุกข์ เป็นอย่างนี้ คือ การเข้าใจว่า "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" ล้วนแต่ เป็นทุกข์ แม้แต่ความโศรก
เศร้าเสียใจ ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ ทั้งความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ประสบกับสิ่งที่ไม่
เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ว่า

โดยย่อ การยึดมั่นแบบฝังใจ ว่า เบญจขันธ์ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
ว่าเป็น อัตตา เป็นตัวเรา เป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์แท้จริง

ภิกษุทั้งหลาย เหตุทำให้เกิดความทุกข์ (สมุทัย) มีอย่างนี้ คือ ความอยากเกินควร ที่เรียกว่า
ทะยานอยาก ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด เป็นไปด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
มัวเพลิดเพลินอย่างหลงระเริงในสิ่งที่ก่อให้เกิดความกำหนัดรักใคร่นั้นๆ ได้แก่

1.ความทะยานอยากในสิ่งที่ก่อให้เกิดความใคร่
2.ความทะยานอยากในความอยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่
3.ความทะยานอยากในความที่จะพ้นจากภาวะที่ไม่อยากเป็๋น เช่น ไม่อยากจะเป็นคนไร้เกียรติ
ไร้ยศ เป็นต้น อยากจะดับสูญไปเลย ถ้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้

ภิกษุทั้งหลาย นิโรธ คือ ความดับทุกข์อย่างแท้จริง คือ ดับความกำหนัดอย่างสิ้นเชิง
มิให้ตัณหาเหลือยู่ สละตัณหา ปล่อยวางตัณหาข้ามพ้นจากตัณหา ไม่มีเยื่อใยในตัณหา

ภิกษุทั้งหลาย ทุกขโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อย่างแท้จริง
คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่
(1) ความเห็นชอบ
(2) ความดำริชอบ
(3) วาจาชอบ
(4) การงานชอบ
(5) เลี้ยงชีวิตชอบ
(6) ความเพียรชอบ
(7) ความระลึกชอบ
(8) ความตั้งจิตมั่นชอบ...

— ธัมมจักกัปปวัตนสูตร

ส่วนที่สุดสองอย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ

การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน
เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน (เช่น บำเพ็ญทุกรกิริยา) เป็นความลำบาก
ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์

ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง
ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ทุกขอริยสัจ
คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์
ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์

ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหา ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลิน
ในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหาดับโดยไม่เหลือด้วยมรรค คือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์แปด

อริยสัจสี่นี้

ทุกขอริยสัจ ควรกำหนดรู้.
ทุกขสมุทัยอริยสัจ ควรละเสีย
ทุกขนิโรธอริยสัจ ควรทำให้แจ้ง
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์แปด ควรเจริญให้มาก


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 29-01-2014 16.01.48 IP:192.168.2.118 ]


ความคิดเห็นที่ 14



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.42.50 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 15



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.43.48 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 16



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.44.30 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 17



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.45.34 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 18



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.46.09 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 19



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.47.07 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 20



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.47.39 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 21


.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.48.36 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 22



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.49.53 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 23



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.50.32 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 24



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.51.31 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 25



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.52.30 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 26



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.53.12 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 27



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.53.58 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 28



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.55.07 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 29



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.55.54 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 30



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.56.29 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 31



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.57.44 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 32



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.58.24 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 33


.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 20.59.07 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 34



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 21.01.11 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 35



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 21.03.27 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 36



.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 21.04.09 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]


ความคิดเห็นที่ 37






.


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 10-05-2014 21.07.24 IP:192.168.2.101, 110.77.232.155 ]




ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
ความคิดเห็น
Embed
ไฟล์ประกอบ
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
ชื่อ / e-mail
แจ้งทางอีเมล์
เมื่อมีผู้ตอบ
ไม่ต้องแจ้ง แจ้ง  ที่อีเมล์
ตัวอักษรที่คุณเห็น
 
Webmaster และผู้ดูแลจะลบกระทู้หรือข้อความในกระดาน ด้วยวิจารณญาณและเหตุผลหลักดังต่อไปนี้
  • ห้ามมีการกล่าวร้ายกัน ด่าทอ กล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี หรือให้ร้าย เพื่อเป็นการทำลายชื่อเสียงต่อบุคคลหรือองค์กรใดๆ
  • ห้ามมีการใช้คำหยาบคาย คำเสียดสี หรือคำที่มีความหมายไม่เหมาะสม ที่จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคมนี้
  • สามารถร้องขอให้ลบกระทู้หรือคำตอบได้ โดยผู้ตั้งกระทู้หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึงจนทำให้เสียหาย
  • ห้ามการโฆษณาซึ่งให้ประโยชน์ทางการค้ากับต่อเจ้าของสินค้าหรือสถานที่นั้น ไม่ว่ากรณีใด
  • ห้ามมีการก่อกวนหรือทำลายบรรยากาศที่ดีของเวบบอร์ดนี้ในทุกกรณี
  • ห้ามโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

    contact us: 089-2189119 Email: webmaster@lesla.com