LESLA : กระดานสำหรับนักเขียนและนักอ่าน
บ้านนี้ของทุกคนมีความรักรูปแบบเดียวกัน พวกเราอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความอบอุ่น ทำให้สายใยที่มีให้กันเข้มแข็ง ถึงจะห่างหายกันไประยะหนึ่งความคิดถึงยังมีให้กันตลอดมา พื้นฐานจิตใจที่มีแต่ความรักของชาว Lesla จะเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยสร้างสังคมไทยให้เอื้ออาทรต่อกัน

 ร่วมแสดงพลังความรักของคนไทย ให้รู้ว่าพวกเรารักในหลวงมากแค่ไหน คลิกตรงนี้
 Lesla Horoscopes ดูดวงปี 2553 และพยากรณ์ต่างๆ  คลิกตรงนี้

ใจเย็นๆ นะคะ กลังทำให้ Lesla ของพวกเราค่อยๆ สมบูรณ์ ยินดีรับคำแนะนำเพื่อช่วยกันให้มีทุกสิ่งที่ทุกคนต้องการ Email มาได้ที่ webmaster@lesla.com
Message : นิสัยคนเกิดวันอาทิตย์  มีความเป็นผู้นำสูง ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใจร้อนวู่วามไปบ้างนิดหน่อย แต่สติปัญญาดีนะ จะได้ดีเพราะปากเป็นคนพูดจามัดใจคนเก่ง ในเรื่องความรักมักรีบเร่งเร้ารุนแรงและหลากหลาย มีเซ็กส์แบบถึงไหนถึงกันไม่หวั่นและไม่ค่อยจะแคร์ใคร ไม่ว่าชายหรือหญิงที่เกิดวันนี้มีดีและจะประสบความสำเร็จแบบเวิร์คสุดสุดเชียวแหละ ขอเพียงเอาความสามารถที่มีอยู่ใช้ให้ถูกที่ถูกทางเถอะ    ---    นิสัยคนเกิดวันจันทร์ เป็นคนปากหวาน พูดเก่งช่างจ้อช่างเม้าท์ ช่างเอาอกเอาใจ เขาเรียกว่าคนปากดีแต่ขี้น้อยใจ งอนเก่ง แต่หายไว ในเรื่องความรักทั้งหญิงและชายร้ายพอๆ กัน ซู่ซ่าๆ แว๊บมาแว๊บไป ไม่ทิ้งเขาก็ถูกเขาทิ้ง เพราะเป็นคนช่างเลือกเรื่องมากและมากเรื่องขี้รำคาญ ชอบคิดซับคิดซ้อน พอๆ กับรักซ้อนซ่อนรักนั่นแหละ ถ้านำพรสวรรค์ในเรื่องของการพูดไปใช้ในทางที่ดี รับรองจะไปโลดในหน้าที่การงาน แต่ถ้าจะให้เหมาะน่าจะทำงานด้านการขาย ขายอะไรก็ได้ รับรองรุ่งสุด ๆ ขออย่างเดียวอย่าเจ้าเล่ห์มากนักเป็นพอ    ---    นิสัยคนเกิดวันอังคาร เป็นคนขยันยันแข็ง คล่องแคล้ว ว่องไว มีไฟฝันแรงกล้าทะเยอทะยานและดันทุรังสูง เรื่องรักค่อนข้างจะหลายใจ พูดง่ายๆ ก็เจ้าชู้ไง มีคนเข้ามาพัวพันไม่ขาดระยะ แต่ไม่ยักอยู่ยาวนาน ก็ใครจะไปทนทานความเจ้าชู้ของคุณได้ถ้าไม่ใช่คนเกิดวันพฤหัส แต่ต้องระวังคำพูดคำจาบ้าง ประชดประชันกันมากเกินไปวันไหน ๆ ก็ทนคุณไม่ได้หรอก เรื่องเซ็กส์ค่อนข้างใจร้อนและเอาแต่ใจตัวเอง เกรงใจคนอื่นเขาบ้างสิคุณก็นอนด้วยกันนะ หญิงชายเกิดวันนี้น่าจะรับราชการหรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอะไรประเภทนี้จะดีกว่าไปทำอย่างอื่น ถ้าลดเรื่องการเอาแต่ใจตัวเองลงได้บ้าง รับรองตำแหน่งการงานไม่น้อยหน้าใครหรอก    ---    นิสัยคนเกิดวันพุธ มีความกระตือรือร้นและอดทนเหลือหลาย แต่ไม่ค่อยจะรอบคอบ เป็นคนทำมาหากินเก่งพูดจาดี มีความรอบรู้ ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูและคอยช่วยเหลือ อนาคตจึงค่อนข้างสดใสไปได้ดีในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตรักกลับไม่ค่อยดีนัก ก็มัวแต่ทำงานไง จึงไม่ค่อยมีโอกาสเลือกมากนัก คนเกิดวันนี้จะได้เข้าพิธีวิวาห์ก็ปาเข้าไปวัยเลขสามขึ้นหน้า เป็นชายไม่เท่าไหร่ แต่เป็นหญิงแล้วไซร้โอกาสสัมผัสคานทองนิเวศน์สูง เรื่องเซ็กส์อบอุ่นนุ่มนวลละมุนละไมน่าหลงใหลไม่เบา คนเกิดวันนี้ที่สำคัญอย่าบ้างานจนเกิดเหตุ งานมีไว้ให้ทำเฉย ๆ ไม่ได้มีไว้ให้บ้า หาเวลาดูแลเพศตรงข้ามบ้างและต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้ดีด้วยนะ    ---    นิสัยคนเกิดวันพฤหัสบดี เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีไหวพริบปฏิภาณละเอียดรอบคอบและมีความรับผิดชอบสูง ชอบสั่งคนโน้นสอนคนนี้ ไปเป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นทนายแหละดี ในเรื่องความรักไม่อยากจะพูด จืดสนิทจะหาคำหวานสักนิด...ยากส์ ไม่รู้ว่าเคยได้ยินคำว่า...โรแมนติก กะเขาหรือเปล่า แต่เรื่องเซ็กส์กลับร้อนเป็นไฟ เข้าตำรา เงียบนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่ไฟดี ๆ นี่เอง ทุกที่ทุกทางทุกท่า...มาเถอะอนาคตจะเป็นคนใหญ่คนโต มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตาและมีความสุขในครอบครัว ขอเพียงเลือกคู่ที่จะมาครองให้ดีเท่านั้นเอง    ---    นิสัยคนเกิดวันศุกร์ เป็นคนชอบเพ้อฝัน ชอบจินตนาการ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวลช่างเอาอกเอาใจให้ใครต่อใครลุ่มหลง รักศิลปะ รักสวยรักงาม ทั้งหญิงชายเรียกได้ว่าเป็นวันของคนเจ้าชู้ ดูดี มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของเพื่อนต่างเพศได้มาก ชำนาญและชมชอบเรื่องเซ็กส์มากเสียด้วย แต่คนเกิดวันนี้มีอารมณ์เป็นใหญ่ จะคิดอะไรจะทำอะไรขึ้นอยู่กับอารมณ์ ถ้าระงับอารมณ์เอาไว้ได้อะไรๆ ก็จะดีไปหมดทั้งเรื่องรัก การเงินและการงาน งานที่เหมาะที่สุดก็เป็นพวกสถาปนิก ศิลปิน ครีเอทีฟ    ---    นิสัยคนเกิดวันเสาร์ เป็นคนมั่นใจตัวเองสูงมาก ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ เงียบ ขรึม เก็บตัว ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร เป็นคนชอบคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย แต่ไม่ค่อยคิดถึงใจผู้อื่น ดื้อเงียบและถือดี ดูเหมือนใจเย็น แต่โมโหร้าย แต่หัวดี ฉลาด ความสามารถเพียบ ถ้าเรื่องความรักรักแล้วรักเลย รักมันอยู่นั่นใครจะว่าคนรักของฉันอย่างไรไม่สน คนมันรักโว๊ย และขี้หึงร้ายกาจ มีเซ็กส์แบบไร้ทิศทางเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง คนเกิดวันนี้ถ้าลดความหยิ่งความถือดีในศักดิ์ศรีลงบ้างจะเป็นคนที่มีอนาคต    ---   
รวมทุกกระทู้ กระดานเรื่องทั่วไป กระดานสำหรับหาเพื่อนใหม่ สำหรับเลส กระดานสำหรับวัยทำงาน มุมหนังสือ มุมนี้สำหรับคนอกหัก เรื่องบนเตียง International Friends อาหารและเครื่องดื่ม อาหารและเครื่องดื่ม คุยเรื่องกีฬา ท่องเที่ยว ปรึกษาและขอคำแนะนำด้านกฎหมาย คุยเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ คุยเรื่องการเมือง คุยเรื่องหนัง-เพลง โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เรื่องร้องเรียน
 

Sign In ] [ Register ]

ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
   
หายไป 2 เชิญคุณ mars ค่ะ



เบรก.....เอี๊ยดดด ก่อนค่ะ
ก่อนอื่น คุณต้องทำความเข้าใจกับเราประมาณนึงก่อนนะคะ
มีแต่คนบอกว่าเรารั้นมาก กว่าเราจะเข้าใจ คุณอาจจะเหนื่อยหนักหนาอยู่นะ
.......

ความไม่เที่ยง จางคาย ดับไม่เหลือ สลัดคืน
ขันธ์ไม่มี เวทนาไม่มี อะไร ๆ ก็ไม่มี ทุกอย่างเกิดและดับ เกิดและดับ

เหตุเป็นแดนเกิด ถ้าเราไม่ยึด ปล่อยให้หมด ก็หมายความว่าเราไม่มีเหตุเป็นแดนเกิด
ตามที่ พอ.อธิบายเรื่อง อาณาฯ ถึงได้ติดใจคำว่า ไตรลักษณ์ กับ นิพพานงัยค่ะ

เราอยากว่างที่สุด ถ้าจะมีอะไรมาให้เข้าใจ อยากให้มาเองโดยธรรมชาติ
ดังคำที่ว่า ธรรมะ คือ ธรรมชาติค่ะ

ตามหลักอาณาฯ แค่ตั้งมั่นกับการรู้ลม(กาย)
พอ.บอกว่า อาการจิตจะไหลไปของมันเองตามคลิปนะคะ
หากปัญญาจะเกิด ธรรมจะเกิด ก็อยากให้มาเองในขณะนั่งรู้ลมค่ะ

เพราะ...สิ่งที่หวังสำหรับการนั่งสมาธิ คือ นิพพาน และเรื่องลมหายใจสุดท้าย

คือ...ถ้าเป็นไปได้
อยากให้คุณช่วยอธิบาย ตรงจุดนี้มากกว่าค่ะ ว่าเราเข้าใจผิดหรือเปล่า
มีบ้างมั้ยค่ะ จากที่คุณปฏิบัติมา แบบยึดมั่นอารมณ์เดียว แล้วอื่น ๆ จะมาเองหนะค่ะ ?

เอ่อ...เราทำ 2 กระทู้ของคุณ errer ไปล่ะ ที่พิมพ์ไว้ข้อความหาย
ขึ้นแต่คลิปค่ะ แล้วก็เป็นตามที่เห็นนะคะ ตัดมาที่กระทู้นี้แล้วกันค่ะ

เก๊าขอโทษ

จากคุณ : Errer - [ 23-11-2013 09.21.31 IP:171.100.59.72 ]

ความคิดเห็นที่ 1
ไม่เป็นไรค่ะ ^^
กำลังทึ่งอยู่ทีเดียว ว่าคุณทำยังงัย แต่ยังงัยคุณก็หนีไม่พ้นอยู่ดี



เมล์ถึงคุณ

ต้องพูด ^^

อานิสงส์ของ อานาปานสติ

เป็นเหตุให้ได้สมาธิในระดับรูปสัญญาทั้งสี่
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เราพึงเป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลาย สงัด
มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจ
ให้เป็นอย่างดี.จากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เพราะวิตกวิจารระงับไป เราพึงเข้าถึงทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน เพราะธรรมอันเอกคือ สมาธิ ผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิแล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เราพึงเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า ผู้นั้นเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีการอยู่เป็นสุข, เข้าถึง ตติยฌาน แล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เราพึงเข้าถึงจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความบริสุทธิ์แห่งสติ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.




เป็นเหตุให้ได้สมาธิในระดับอรูปสัญญาทั้งสี่
ภิกษุ ท.! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุ
ปรารถนาว่า


“เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาเสียโดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญาทั้งหลาย เพราะการไม่กระทำในใจ ซึ่งนานัตตสัญญามีประการต่างๆเราพึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะอันมีการทำในใจว่า อากาศไม่มีที่สุด ดังนี้แล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.

ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เราพึงก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึงเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้แล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เราพึงก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่าไม่มีอะไร แล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เราพึงก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะเสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะแล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.

เป็นเหตุให้ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เราพึงก้าวล่วงซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.


สวัสดีค่ะ ^^
เย๊อะใช่ไม๊ ... โหดจัง ห้ามพูด...
เป็นห่วงค่ะ คือเรายังไม่เชื่อว่าคุณก้าวหน้าถึงจุดที่คิดว่าเป็นอยู่
อยากให้สอบทาน ศึกษาเพิ่มก่อน



มิจฉาสมาธิหรือโมหะสมาธิเป็นสมาธิโทษ ทำให้เรารู้ เราเห็นในสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็น
บางทียังไม่ถึงไหนก็ลวงล่อว่าเราไปถึงตรงโน้นตรงนี้แล้ว
ภาวะทางจิตมีสเต็ปขั้นตอนของมันตามลำดับ ถ้าไม่อิงพุทธวจน ธรรมะจากพระโอษฐ์
เราจะไปไม่ถึงไหน


ข้างบน
รูปสัญญาทั้ง4 คือ
ความกำหนดได้หมายรู้ในรูป(ร่างกาย)ของตนจะเห็นว่ายังมีกายอยู่ นี่คือสเต็ปต้น

อรูปสัญญาทั้ง4คือ
ความกำหนดได้หมายรู้ในความไม่มีรูป (คือกายนี้) ยึดอากาศเป็นอารมณ์

ใน รูปและอรูปสัญญา คุณอยู่ตรงไหน?


ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญ
กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ก็
อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก
แล้วอย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?


ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้
หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรง
สติเฉพาะหน้า เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก :
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว,
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว;
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น,
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น; ฯลฯ

ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่.

จิตหลุดพ้นจากอาสวะ
ภิกษุ ท. ! แม้เราเอง เมื่อยังไม่ตรัสรู้ ก่อนการ
ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็น
อันมาก. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็น
อันมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเราก็
หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้

ถ้าภิกษุปรารถนาว่า “กายของเราไม่พึงลำบาก ตาของเราไม่พึงลำบาก และจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ละความดำริอันอาศัยเรือน
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า

“ความระลึกและดำริอันอาศัยเรือนเหล่าใดของเรามีอยู่ความระลึกและความดำริเหล่านั้นพึงสิ้นไป” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.

__________________

จะเห็นว่า ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า คือการมีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจตลอด
ความคิดอันอาศัยเรือนอยู่ก็ละได้ ... ที่จะพูดคือ เข้าใจว่า สติคุณเลื่อนไหลไป เข้าสู่อารมณ์ฌาน
ก็ดีนะคะ ได้รู้ได้เห็นอะไรแปลกๆ แต่ต้องเข้าใจสภาวะธรรมตามจริง

ในโมหะสมาธิของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่ว่าท่านมาติดตรงนี้ถึง 12 ปี
ก็เพราะมันอัศจรรย์มาก เป็นความรู้เหนือโลก คุณอาจจะยังไม่ถึงตรงนั้น จ่อๆอยู่
จึงนำพระพุทธวจนะจากพระโอษฐ์มาให้คุณเทียบเคียง ซึ่งจะเห็นว่าเป็นไปตามลำดับขั้นตอน
เพื่อสอบทานการปฏิบัติค่ะ



อานาปานบรรพ จากพระโอษฐ์

http://www.dungtrin.com/1stsati/chapter04.html

พุทธพจน์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างไรภิกษุจึงจะพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ คือภิกษุในพระศาสนานี้ ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

- เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า
- เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
- เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวงหายใจออก
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า


ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาวก็รู้ชัดว่าเราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน

- เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
- เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวงหายใจออก
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม
- พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง


เธอย่อมเป็นอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่



ใช้สติใช้กายใช้จิตพิจารณาไหม พอสเต็ปไปอยู่ตรง ....... กายหายไป ต้องตรวจสอบค่ะ
เท่าที่ทราบมา อาจารย์หลายท่านว่า กายหายไปไม่ค่อยดี ต้องนำกลับมาพิจารณา
ยังไง ก็คอยตรวจสอบนะคะ ว่าเราเดินทาง ผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าท่าน บัญญัติไว้รึเปล่า

ทีนี้ที่คุณถาม พอจิตแน่วนิ่งเป็นสมาธิ แล้วไง มันไปเองด้วยนะ
ได้แต่ แนะนำว่า แทนที่จะอยากให้มันปรากฎสิ่งใดออกมา
ให้ยกสภาวจิต เข้าสูการพิจารณาเลย ก็จะเข้าสู่ สติปัฏฐาน 4 หมวด กายานุปัสนา
ก็ ลม จะไม่ใช่กายอย่างไรล่ะ พิจารณาอะไร?


- พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง


พอจิตมีที่เกี่ยว (กาย) สิ่งที่คุณอยากจะเห็น จะเป็นสิ่งที่คุณควรเห็น คือกาย
เราเองนี้แหละ (ถ้าไม่เข้าใจ ดูธรรมกายของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ) หาอ่านประกอบค่ะ
เป็นแนวทางไว้ หลวงพ่อสด ท่านฌาณ 4 น่ะค่ะ เท่าที่ติดตามอ่านดู


อานิสงส์แห่งการเจริญสมาธิ

อันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ


http://www.dhammahome.com/audio/topic3087.html

- สติปัฏฐานต้องรู้ชัด รู้จริง รู้แจ้ง รู้ทั่ว
- เปลื้องจิตโดยนัยของสมถะกับวิปัสสนา
- จิตตั้งมั่นโดยนัยของสมถะกับวิปัสสนา
- การเจริญสติระลึกรู้เสียงกับได้ยิน
- เบิกบานด้วยวิปัสสนาอย่างไร
- สติระลึกรู้จิตเพื่อละ
- อานาปานบรรพ กับ การระลึกรู้นามรูป
- สติระลึกรู้เวทนาเนื่องด้วยลมหายใจ
- ขณะนอนหลับมีสติเจตสิกเกิดกับภวังคจิต
- กำลังเห็นมีเวทนาไหม
- อานาปานสติไม่ใช่รู้เฉพาะลมอย่างเดียว
- ให้สติระลึกรู้แต่กายอย่างเดียวไม่ได้


ด้วยรักค่ะ

ไปแระๆ



จากคุณ : mars - [ 23-11-2013 15.47.18 IP:119.42.87.78 ]


ความคิดเห็นที่ 2
ขออภัยค่ะ ประโยคพูดตรงนี้ลืมระบายสี

สวัสดีค่ะ ^^
เย๊อะใช่ไม๊ ... โหดจัง ห้ามพูด...
เป็นห่วงค่ะ คือเรายังไม่เชื่อว่าคุณก้าวหน้าถึงจุดที่คิดว่าเป็นอยู่
อยากให้สอบทาน ศึกษาเพิ่มก่อน


มิจฉาสมาธิหรือโมหะสมาธิเป็นสมาธิโทษ ทำให้เรารู้ เราเห็นในสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็น
บางทียังไม่ถึงไหนก็ลวงล่อว่าเราไปถึงตรงโน้นตรงนี้แล้ว
ภาวะทางจิตมีสเต็ปขั้นตอนของมันตามลำดับ ถ้าไม่อิงพุทธวจน ธรรมะจากพระโอษฐ์
เราจะไปไม่ถึงไหน


ข้างบน
รูปสัญญาทั้ง4 คือ
ความกำหนดได้หมายรู้ในรูป(ร่างกาย)ของตนจะเห็นว่ายังมีกายอยู่ นี่คือสเต็ปต้น

อรูปสัญญาทั้ง4คือ
ความกำหนดได้หมายรู้ในความไม่มีรูป (คือกายนี้) ยึดอากาศเป็นอารมณ์

ใน รูปและอรูปสัญญา คุณอยู่ตรงไหน?

เป็นคำถามที่เราต้องตอบนะคะ เพื่อความแน่ใจ ว่าเรามาถูกทางจริงๆ ^^


จากคุณ : mars - [ 23-11-2013 15.50.59 IP:119.42.87.78 ]


ความคิดเห็นที่ 3
ศัพท์ธรรม เราไม่เข้าใจนะคะ
เราค่อนข้างเชื่อ พอ.คึกฤทธิ์นะ เอาแต่ลม
คิดว่าง่ายดี ณ ปัจจุบันยึดแต่กับลม ส่วนจะมีอะไรมาก็ให้มา เดี๋ยวก็รู้เอง
คิดแค่นี้ เพราะฉะนั้นเรื่องกาย ตามความเข้าใจ กายของเรา คือลมค่ะ ยึดแต่กับลม

ไม่ได้ยึดที่ร่างกาย เพียงแต่ วันไหนที่รู้สึกได้ว่านั่งนิ่ง ความเมื่อย ความหนักในตัวมันจะหายไป
จนรู้สึกได้ว่า เบาจนช่วงล่างเราหายไปเลย อาการนี้ยังรู้ลมนะคะ แต่จับความรู้สึกที่ร่างกายไม่ได้

ก็ไม่ได้สนใจว่ามันคืออะไร เพราะจาก(ต้องใช้คำว่า)สัญญาเดิมใช่มั้ย หมายถึง การรับรู้จากใคร ๆ มาบ้างว่า
ถ้านั่งสมาธิแล้วตัวจะเบา สบาย เราคิดว่า...เราคงรู้สึกอย่างนั้น เบาจนรู้สึกว่ามันหายไป

จนเรารู้สึกว่าเราเห็นตัวเองนั่นแหล่ะ ภาวะนั้น คิดเอาเองนะคะ ว่าคงลืมลมไปแล้ว
เพราะนึกเอ๊ะ...ได้อีกที เราก็จะรู้สึกตัวได้ว่า เอ๊ะ เมื่อกี๊คิด
เอ๊ะ...งั้นตอนนี้ลมก็หาย หรือ ลืมลมนั่นเอง (รู้ลมจะลืมคิด ถ้ารู้ว่าคิดก็จะลืมลม)

อาการทั้งหมด จะแค่วูบเดียวค่ะ เพราะกำหนดเวลาไว้ตลอด ครบ 1 ชั่วโมง นาฬิกาดังปุ๊ป ก็ลืมตาปั๊ปทันทีค่ะ

จากที่ฟังซีดี ของพอ.ปราโมทย์แผ่นที่ 41 คลิปแรกเลยค่ะ คิดว่า เราน่าจะเริ่มรู้จักคำว่า
จิตผู้รู้นะ(หรือเปล่า) ด้วยประสบการณ์ตัวเองก็ถึงแค่ตรงนี้

ยังไม่ได้รู้สึก หรือไม่เคยคิดหรือรู้มาก่อนเลยว่า ต้องพิจารณา กายในกาย กายนอกกายอะไร เพราะยังไม่เคยฟังเรื่องนี้จาก พอ.คึกฤทธิ์เลยค่ะ ตามที่บอกนะ เราหัดนั่งเพราะมีจุดหมายแค่ 2 เรื่อง และคิดว่า ตราบเท่าที่ยังไม่มีครูอาจารย์ ก็หัดอยู่กับลมไปเรื่อย ๆ ค่ะ

ด้านล่าง ขอถามนอกเรื่องก่อนค่ะ..
วันนี้ได้ตั้งใจฟังซีดี พอ.ปราโมทย์มาเรื่อย ๆ เราเริ่มสับสนล่ะ
ตอนที่เค้าส่งการบ้านกัน บางคน พอ.บอกให้คิดช่วยมันด้วย

การยึดแต่กับลม พอ.ปราโมทย์ว่า มันแค่สมถะ ไม่ใช่การเจริญปัญญา
อ.ที่เราไปหาอาทิตย์ก่อน ก็บอกว่ามันแค่สมถะ ไม่ใช่วิปัสนา ไม่ใช่การเจริญปัญญา
หลุดพ้นไม่ได้ ตอนฟังเราไม่ได้เถียงนะ แต่เราคิดอยู่ในใจ ก็คำพุทธวจน การรู้ลมหรืออาณาก็ไปนิพพานได้นี่นา ก็ได้แค่ฟังค่ะ เพราะเราก็อยู่แต่กับลมจริง ๆ พยายามตัดการใช้สมองออกไป ไม่มีข้อมูลอะไรให้แย้งเค้าได้นะ

สับสนเพราะ...เรารับรู้ตลอดมาว่า สมอง(ความคิด) กับ จิต หรือจิตผู้รู้ มันคนละตัวกันไม่ใช่เหรอ
ถ้าใช้สมองร่วมด้วย มันก็คือการคิดโดยใช้สมอง ก็ไม่ได้ใช้จิตรู้อย่างเดียวสิค่ะ
หมายถึง ถ้าใช้สมอง มันคือการคิดนำ การคิดก็คือการยึดไว้ ถ้าต้องคิดตลอด การปล่องวาง หรือว่างจะเกิดได้เหรอค่ะ

สรุปที่สับสน คือ การเจริญปัญญานี่ ต้องใช้สมองร่วมด้วยใช่มั้ยค่ะ ?


จากคุณ : Error - [ 24-11-2013 01.41.41 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 4
เราขอคุณ Error สัก 3 ข้อนะคะ ถ้าตกลง เราจะพยายามทำให้คุณเข้าใจ

1 วางสิ่งที่คิดและรู้มาเสียก่อนรวมถึงความเชื่อความศรัทธาต่อตัวบุคคลด้วยเมื่อเราคุยกัน
2 เปิดใจรับฟังสิ่งที่จะพูด
3 พยายามสละเวลาอ่านสิ่งที่เราชี้แจง โดยไม่อ่านสักแต่ว่าผ่านๆ

ตรงนี้จะตอบที่คุณสงสัยก่อน คำตอบไม่ใช่จากเราคิดเอง มาจากการประมวลจากครูบาอาจารย์
และพุทธพจน์ประกอบกัน ถ้าอ้างอิงจะช้ามาก เราแค่อยากทำความเข้าใจกับคุณ
ส่วนที่มา จะทยอยค้นมาให้คุณตรงนี้จนได้ .. นะคะ ^^



จากคุณ : .... - [ 24-11-2013 07.46.17 IP:119.42.87.78 ]


ความคิดเห็นที่ 5
เอาใหม่นะ คุณอาจจะไม่เข้าใจความคิดเรา หรือ เราอาจจะไม่เข้าใจความคิดคุณ
ตั้งแต่เราเริ่มคุยกับคุณเรื่องธรรม มีข้อเดียวตลอดคะ ที่เราสงสัย

สิ่งที่คุณขอค้างไว้ก่อนนะคะ ความเชื่อ หรือ แนวทางที่ยึดมา
ยึดจากฟังมาหลายคน แล้วสับสน ถึงได้ตัดสินใจเลือก แนวพุทธวจน ตามแบบ พอ.คึกฤทธิ์

ยอมรับนะคะ ลิงค์ที่คุณให้มา เราเลือกอ่านแค่บางส่วน เพราะไม่อยากรับรู้อะไรล่วงหน้าก่อน
การรับรู้อาการแต่ละเรื่องก่อน เรากลัวจะฟุ้งไปเอง ไม่ได้สัมผัสและเข้าใจมันได้จริงนะ

ปกติเป็นคนช่างคิดอยู่แล้วค่ะ ถ้าศึกษาแล้ว รับรู้แล้ว
จิตผู้รู้จะไม่ได้ทำงาน แต่เราจะใช้สมองช่างรู้จัดการตัวเองเสร็จสรรพในแต่ละอาการทางธรรมแทน


ตั้งแต่ที่เราเริ่มคุยกันเรื่องสติปัฏฐาน 4 คุณให้ข้อมูลมาเยอะ และคุณเคยพูดแล้ว
ปริยัติ "ปริยัติธรรม" เราตามไปหาคำนี้...เบ็ดเสร็จแล้ว คือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗
และที่ถามไปทั้งหมด เราแค่ไม่ได้ใช้คำเฉพาะ

แต่ทั้งหมด ก็ยังคงเป็นคำถามเดียวกันค่ะ
เราไม่ได้เข้าทางธรรมเต็มตัว เริ่มไม่แน่ใจนะคะ ว่าตัวเอง คิดผิด หรือ คิดถูก
เห็นว่าคุณทั้งปฏิบัติ และปริยัติ ถึงได้ถามอย่างที่ถามไปนะคะ

การจะหลุดพ้นได้ จากประสบการณ์คุณ
ปฏิบัติอย่างเดียวได้มั้ย ที่เราคิดคือ ปฏิบัติแล้ว ประเดี๋ยวปริยัติจะมาให้เข้าใจได้เอง

กับไม่ใช่ การจะหลุดพ้น
ต้องปฏิบัติ ควบคู่ไปกับปริยัติธรรม มันคือการเรียนรู้
เราต้องใช้สมองรับรู้แต่ละเรื่องก่อน และเวลาปฏิบัติ ถึงจะดึงเอาส่วนนี้ใช้พิจารณาตามไปด้วย

ตรงนี้หละคะ ที่เราไม่ได้คำตอบจากคุณ
แต่กลับได้ข้อมูลทางธรรมด้านอื่นมาแทน มาเยอะมาก ซึ่งเราก็รู้ว่านานนะ คุณน่าจะเหนื่อยนะ
กว่าจะหามาให้อ่านได้แบบนี้...แต่สิ่งที่ต้องการที่สุดตอนนี้ คือ คำตอบค่ะ

ที่ยึดอยู่ตอนนี้ คือ เน้นปฏิบัติ เพื่อให้เข้าใจเรื่องปริยัติได้เอง…
ถ้าตรงจุดนี้ยังไม่เคลียร์ เราไปต่อไม่ได้ กี่หลวงพ่อก็คงเอาเราไม่อยู่นะ

ส่วนเรื่องจิตผู้รู้ กับ สมองคนละตัวกัน หรือเป็นตัวเดียวกัน
ตรงนี้เพิ่งมาสงสัย จากที่ฟังซีดีค่ะ

ขอบคุณนะคะ แต่ก็บอกก่อนแล้วนะ ว่าคุณคงเหนื่อยหนักหนา


จากคุณ : The - [ 24-11-2013 08.55.48 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 6
การจะหลุดพ้นได้ จากประสบการณ์คุณ
ปฏิบัติอย่างเดียวได้มั้ย ที่เราคิดคือ ปฏิบัติแล้ว ประเดี๋ยวปริยัติจะมาให้เข้าใจได้เอง

กับไม่ใช่ การจะหลุดพ้น
ต้องปฏิบัติ ควบคู่ไปกับปริยัติธรรม มันคือการเรียนรู้
เราต้องใช้สมองรับรู้แต่ละเรื่องก่อน และเวลาปฏิบัติ ถึงจะดึงเอาส่วนนี้ใช้พิจารณาตามไปด้วย

ตรงนี้หละคะ ที่เราไม่ได้คำตอบจากคุณ



การจะหลุดพ้นได้ จากประสบการณ์คุณ
ปฏิบัติอย่างเดียวได้มั้ย ที่เราคิดคือ ปฏิบัติแล้ว ประเดี๋ยวปริยัติจะมาให้เข้าใจได้เอง



เคยเล่าเกี่ยวกับการปฏิบัติของเราแล้วนี่คะ ^^
อานาปานสติเช่นเดียวกับคุณ .. จากการนำข้อมูลมาให้คุณ
เราก็ไปตามสเต็ปที่เป็นพุทธพจน์ แต่ความไม่รู้ไงคะ พอเกิดอาการขนลุกขนพอง
ก็ไหวนะ มือเท้าขยายใหญ่จนตกใจก็ข่มใจได้อยู่ แต่พอจะลอยนี่มันไม่ไหวละ
จากนั้นเราไม่กล้าทำสมาธิอีก เกรงจิตใจจะวิปริตผิดเพี้ยนไป

เพราะขาดการศึกษา อาการที่เกิดขึ้น เมื่อทำการศึกษา ท่านเรียก "อุพเพงคาปิติ"
แปลว่า ปีติอย่างโลดโผน เป็นอาการช่วงสุดท้าย หลังการเกิด วิตก วิจารณ์ ปีติ สุขและเอกัคตา
เป็นปฐมฌาณหรือ ฌาณชั้นต้น เมื่อเทียบเคียงทำการศึกษาก็ทราบว่า

อานิสงส์ของ อานาปานสติ

เป็นเหตุให้ได้สมาธิในระดับรูปสัญญาทั้งสี่
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เราพึงเป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลาย สงัด
มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจ
ให้เป็นอย่างดี.จากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เพราะวิตกวิจารระงับไป เราพึงเข้าถึงทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน เพราะธรรมอันเอกคือ สมาธิ ผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิแล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เราพึงเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า ผู้นั้นเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีการอยู่เป็นสุข, เข้าถึง ตติยฌาน แล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า


“เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เราพึงเข้าถึงจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความบริสุทธิ์แห่งสติ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้;อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.


เมื่อเกิดอารมณ์ วิตก วิจารณ์ ปีติ สุขและเอกัคตา การศึกษาทำใหเราทราบว่า
เป็นปฐมฌาณหรือ ฌาณชั้นต้น สิ่งที่เราต้องทำต่อคือ ละ วิตก วิจารณ์
คงเหลือแต่ ปีติ สุข และเอกัคตา ก็จะเข้าสู่ ทุติยฌาน หรือฌาน 2 ทีนี้อาการต่างๆที่เกิดขึ้น
ระหว่างการปฏิบัติ ในฌาณ 2 คืออะไร ตรงนี้กระมังที่คุณถามว่า

การจะหลุดพ้นได้ จากประสบการณ์คุณ
ปฏิบัติอย่างเดียวได้มั้ย ที่เราคิดคือ ปฏิบัติแล้ว ประเดี๋ยวปริยัติจะมาให้เข้าใจได้เอง


คงหมายถึงว่า ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในสมาธิ เราจะค่อยๆเรียนรู้และจัดการกับมันได้เอง
ของเราก็เป็นคำตอบแล้วไงคะ ว่า เรากำลังไปในสถานที่ๆเราไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย
สมาธิมีสัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธิ ซึ่งเป็นสมาธิโทษ อาการที่เกิดขึ้นกับเรา
จากการปฏิบัติแน่ใจได้ว่ามาถูกทาง ป่านนี้ จตุตถฌานหรือฌาน 4 เราควรจะถึงแล้ว
ปีนี้เรา 42 ก็ 24 ปีมาแล้วนะคะ ^^

เห็นโทษของความไม่รู้หรือไม่? มันไม่ตายหรอกค่ะ แต่เราเสียเวลาไปถึง 20 กว่าปี
ของคุณ ที่เรากังวลใจและหลายคนพยายามบอกคุณ คือทิศทางของคุณน่ะ
ครูบาอาจาย์หลายท่านเตือนนะ ว่าตัวหายไม่ค่อยดี ให้หยุด หันกลับมาพิจารณา
สติปัฏฐาน 4
เราหยิบยกทิศทางที่คุณกำลังไป โดยข้อมูลเปรียบเทียบ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ซึ่งท่านมา
แบบเดียวกับคุณนี่แหละ และติดตรงนี้ไปไหนไม่ได้ถึง 12 ปี และจะติดตลอดชีวิต
ตราบชั่วอายุไขของท่าน .. ถ้าท่านไม่พบอาจารย์ของท่าน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
จากที่อ่าน ถ้าไม่ใช่ หลวงปู่มั่น ผู้เชี่ยวชาญชำนาญการเดินทางสายนี้ เรายังนึกไม่ออก
ว่าใครจะแนะนำ ดึงท่านออกจากความเชื่อมั่นในคุณวิเศษของตนเองได้อย่างนั้น


องคุลิมาล อาจารย์หลอกให้ฆ่าคน 1000ศพ เพื่อการบรรลุธรรม องคุลิมาลนี่ได้ฌาน4
(ฌาน 4 ทำอะไรได้บ้าง อ่านอุบาสิกา บุญเรือน โตงบุญเติม ที่นำมาให้ดู)
แสดงฤทธิ์ สิ่งที่ตนรู้ให้พระพุทธเจ้าดู ทำอะไรพระองค์ท่านไม่ได้ พระองค์ท่านก็แนะนำ
ต่อว่า สิ่งที่รู้ไม่ควรค่าต่อการยึดมั่นถือมั่น แนะนำให้ดำเนินจิตเข้าสู่วิปัสนา พอจิตเข้าสู่วิปัสนา
องคุลิมาลเห็นสภาวธรรมตามจริง ต่างจากสิ่งที่ตนรู้ ก็สลดใจ
ยอมวางมีดลง ตรงนี้น่าสนใจนะคะ ถ้าไม่ได้สัพพัญญู ผู้รู้แจ้ง อย่างบรมศาสดา
ใครจะมีความรู้ที่สูงกว่า นำจิตองคุลีมาล เข้าสู่อริยมรรคได้ .. นี่คือผลของการปริยัติค่ะ


จากคุณ : .... - [ 24-11-2013 15.09.58 IP:119.42.87.78 ]


ความคิดเห็นที่ 7
ส่วนเรื่องจิตผู้รู้ กับ สมองคนละตัวกัน หรือเป็นตัวเดียวกัน

จากการปริยัติและปฏิบัติ ..... ทำให้เราสงสัยว่า สติกับผู้รู้ จะเป็นตัวเดียวกันหรือเปล่า?

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แนะนำว่า อยากรู้จักผู้รู้ ให้กลั้นลมหายใจดู
จิตขณะกลั้นลมหายใจนั้นนั่นแหละ ผู้รู้ ... เป็นคำตอบเดี๋ยวนั้นได้เลยว่า
จิตผู้รู้ กับ สมองเป็นคนละตัวกัน

ตรงนี้ ไม่ปริยัติ ทำการศึกษา มีครูบาอาจารย์แนะนำ ทราบได้เองไหม เมื่อไหร่?


จากคุณ : .... - [ 24-11-2013 15.20.07 IP:119.42.87.78 ]


ความคิดเห็นที่ 8
การจะหลุดพ้นได้ จากประสบการณ์คุณ
ปฏิบัติอย่างเดียวได้มั้ย ที่เราคิดคือ ปฏิบัติแล้ว ประเดี๋ยวปริยัติจะมาให้เข้าใจได้เอง

กับไม่ใช่ การจะหลุดพ้น
ต้องปฏิบัติ ควบคู่ไปกับปริยัติธรรม มันคือการเรียนรู้
เราต้องใช้สมองรับรู้แต่ละเรื่องก่อน และเวลาปฏิบัติ ถึงจะดึงเอาส่วนนี้ใช้พิจารณาตามไปด้วย

ตรงนี้หละคะ ที่เราไม่ได้คำตอบจากคุณ



ตอบ

ที่คุณ หัดเจริญสติ ปฐมบทมีที่มาจาก สุตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการฟัง)
แยกแยะว่าสิ่งใดเป็นบุญเป็นกุศล เป็นทางเจริญ ทางเสื่อม จากปรีชาญาณ
จากสมองครุ่นคิดและประมวลผล ถ้าปราศจากสมอง ก็ไร้ทิศทาง
คุณจะไปไหน ไปทำไม ไปอย่างไร ไปเพื่ออะไร? ..

คำตอบนี้ควรมีก่อนหรือมีหลังการเดินทาง หรือค่อยเสาะหาเอาคำตอบระหว่างทาง?
ขอตอบคำถามคุณด้วยคำถามแล้วกันค่ะ ^^


จากคุณ : .... - [ 24-11-2013 15.29.21 IP:119.42.87.78 ]


ความคิดเห็นที่ 9





หุหุ แทรกเพลงฟังหน่อยนะคะ อ่านไรเรื่อยเปื่อยแล้วปรี๊ดด
หาเพลงหวานๆฟังดีกว่า


จากคุณ : .... - [ 24-11-2013 17.03.12 IP:119.42.87.78 ]


ความคิดเห็นที่ 10
กลับมาแล้วค่ะ
อุเหม่...ประเดี๋ยวงวดนี้ จะเดินหาตัวเลข 42

คำถามที่ถามไว้ ตอบได้ง่ายมาก แต่ยังไม่ตอบค่ะ (เล่นตัว)
จริง ๆ เราบอกคุณไปหมดแล้ว มีแค่คำถามสุดท้ายเท่านั้นหล่ะคะ

ติดใจคลิปเสียงที่ให้มาทางเมล์มากกว่า เมื่อคืนฟังไปหน่อย อยากฟังชุดนั้นให้เสร็จก่อน
ฟังเอาง่ายดีค่ะ ไม่ต้องอ่าน


จากคุณ : The - [ 24-11-2013 17.11.58 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 11
คลิกฟังอันนี้อยู่รึเปล่าคะ รู้สึกจะตรงกับสิ่งที่คุณถาม

03233 สติปัฏฐานต้องรู้ชัด รู้จริง รู้แจ้ง รู้ทั่ว


จากคุณ : .... - [ 24-11-2013 17.55.56 IP:119.42.87.78 ]


ความคิดเห็นที่ 12
คุณนี่ก็นะ...ทำเราตกใจหมด เรื่องตัวหาย
ไปนั่งหาข้อมูลมา คนเป็นแบบเราก็เยอะนี่คะ เค้าบอกว่ามันเป็นอาการของจิต

เท่าที่อ่านผ่าน ๆ มา นั่งแล้วรู้สึกว่าตัวหายเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ...จะดีหน่อยก็ตรงที่เรา
ไม่รู้สึกตื่นเต้น หรือ ตกใจกลัวอะไร...หมายความได้ว่า เรายังไม่ได้เพี้ยนนะคุณ

กลับรู้สึกเฉย ๆ และรู้ว่า ภาวะนั้นยังตามลมอยู่ เพียงแต่จับความรู้สึกที่ร่างกายไม่ได้

อาการตกใจ เป็นแค่ตอนเห็นหน้าคนครั้งแรกครั้งเดียวค่ะ หลังจากนั้นมาหาคำตอบ
ทั้งในเน็ต ทั้งในบอร์ดนี้ ก็ได้รับคำตอบประมาณว่า เรื่องธรรมดา เห็นก็รู้ว่าเห็น อย่ายึดติด

จากนั้นเห็นอีก แต่เห็นอย่างอื่น ครั้งนี้หล่ะ เริ่มติดใจ เป็นเหตุให้เรานั่งสมาธิไม่ได้เลย
หลังจากหลุดภาวะอารมณ์ คิดตลอด อยากเห็นอีกนั้นมาได้ ไม่ว่าจะเห็น หรือ ได้ยินอะไร
ความรู้สึกตกใจลืมตาทันทีจะไม่มีแล้วค่ะ จะมีแต่เห็นแล้ว ไม่ทันได้คิด ก็ดูมันอยู่อย่างนั้น
จนเอ๊ะ...เมื่อไหร่ (ใช้สมองคิด) จบเรื่องทันที

หลัง ๆ ไม่ว่าจะรู้สึกตัวเบา ตัวหาย หรือเห็นตัวเอง เราไม่คิดจะหาข้อมูลในเน็ตอีก เพราะไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัวอะไร และคงเป็นที่ความคิดที่ตั้งมั่นไว้ด้วยมังคะ...แค่นั่งรู้ลม ปล่อยให้ว่างที่สุด พยายามหยุดความคิด ถ้าจะมี จะรู้ จะเห็นสภาวธรรมใด ๆ ก็ตาม อยากมาก็มา อยากให้เห็นก็เห็น คิดแค่นั้นค่ะ

พิมพ์มาซะขนาดนี้แล้ว ตอบเลยแล้วกันนะคะ
คอมเมนท์ 6.
สิ่งที่เราตั้งมั่นคือ ปล่อยให้ว่างที่สุด เพราะฉะนั้นที่อ่านจาก คห.6
การยึดติด หรือ คิดว่าที่เห็น ที่ได้ยินเป็นของวิเศษ ตื่นเต้น หรือ ตกใจไม่มีแล้วค่ะ คงเหลือแต่
เห็นก็รู้ ก็ดู...จะติดและยังแก้ไม่ได้ คือ อาการ เอะใจ เอ๊ะ...แล้วคิดเท่านั้นค่ะ ที่ยังห้ามไม่ได้ ทำให้หลุดจากภาวะที่เห็นนั้นออกมา และต้องมาตั้งต้นตามลมใหม่

ถึงไม่ได้ศึกษา ปริยัติธรรมโดยตรง แต่ก็ตรงกับที่คุณบอก และเราเคยบอกไปนั่นหล่ะค่ะ
การได้ฟัง ได้รับรู้มาก่อน มันถูกสอดแทรกข้อมูลทางธรรม ศัพท์ธรรม สภาวธรรมมาให้รับรู้บ้างแล้ว

บางอย่างสามารถทราบได้เองทันที
เพราะชีวิตกว่าจะมาถึงวันนี้ ได้ยินได้ฟังอะไรมาพอประมาณบ้างแล้ว

บางอย่างไม่ทราบ
ระยะแรก แต่ละอาการความรู้สึก ก็รีบหาข้อมูล รีบถามหาคำตอบตามแหล่งต่าง ๆ ทันทีตามที่เล่าไป
ระยะหลัง รู้สึกเฉย ๆ ไม่ตื่นเต้น ไม่ยินดียินร้าย คิดว่าฝึกไปเรื่อย ๆ ปล่อยไปเรื่อย ๆ เท่านั้นค่ะ

เราคิดเอาเอง จากที่ฟัง พอ.คึกฤทธิ์ ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ประเดี๋ยวปริยัติก็มาเอง
แต่ถ้านั่งแล้วนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีสภาวธรรมใด ๆ ให้รู้สึกเลย แบบนิ่ง ไม่เกิดสภาวะใด ๆ เลยนั่นหล่ะ คงถึงเวลาที่ต้องหาใครสักคนถาม และถาม ว่าทำไม และทำไม นิ่งเกินไปมั้ย ที่ถูกต้อง ต้องทำอย่างไรต่อ

เหตุเพราะไม่มีครูอาจารย์ ให้ถามได้ตลอด หรือภาษาคุณคงเป็นคำว่าสอบทาน หรือ ส่งการบ้านนั่นหล่ะค่ะ

เราถึงคิดว่า นั่งรู้ลมไปเรื่อย ๆ แล้วกัน...แต่จากที่นั่งมา มันก็มีอะไรให้รับรู้ ให้รู้สึกเปลี่ยนแปลงบ้างเป็นระยะ

ยังไม่ถึงเวลาต้องดิ้นรน จะหาครูบาอาจารย์ เพื่อสอบถามนะคะ และเราก็ยังไม่พร้อมด้วยค่ะ

คอมเมนท์ 8.
เราไม่แน่ใจว่า เข้าใจตรงกับที่คุณถามหรือเปล่านะ (ลองตอบดูแล้วกันค่ะ)
เราเริ่มหัดนั่งสมาธิจาก ความสงสัยว่า คนเราเกิดมาทำไม เมื่อหาคำตอบไม่ได้
ก็ไม่อยากเกิด อยากหลุดพ้นค่ะ แต่พอหันมาสนใจวิธีที่จะหลุดพ้นจากการฟัง อ่าน ยังไม่ทันได้ปฏิบัติ ก็ได้ทราบเรื่องลมหายใจสุดท้าย หรือจิตสุดท้าย...ซึ่งลมหรือจิตสุดท้ายนี่ ถ้าไม่ปฏิบัติฝึกไว้ก่อน เมื่อถึงเวลานั้น จริง ๆ คิดเอาเองว่า เราคงทำจิตให้ว่าง ให้วางทุกสิ่งไม่ได้แน่นอน ต้องฝึกไว้ก่อน ถึงได้เริ่มปฏิบัติค่ะ

คำถามที่คุณถามไว้
ว่าจะไปไหน...ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติ คิดว่าอยากไปไหนหน้าตาเป็นอย่างไรเราไม่รู้นะคะ แต่หวังไว้ที่นิพพานค่ะ

ไปทำไม...ก็เพราะไม่รู้ว่าจะเกิด และอยู่ไปทำไม จะวนเวียนอยู่อย่างนี้อีกนานเท่าไหร่ ถึงอยากไปงัยค่ะ

ไปอย่างไร...ไม่ทราบค่ะ ช่วงนี้ก็คิดแค่ว่า นั่งรู้ลมไปเรื่อย ๆ ก่อน พร้อมเมื่อไหร่ค่อยศึกษาวิธีไปอย่างจริงจังค่ะ

ไปเพื่ออะไร...เพื่อหลุดพ้นไม่ต้องมาเกิดอีกค่ะ ถ้านิพพานไม่ได้ จะไปเกิดภพภูมิที่ดีกว่ามนุษย์ เป็นเทพ เทวดาเราก็ยินดีนะ

น้อยสุดหวังว่า
อย่าเกิดต่ำกว่าภพภูมิของมนุษย์ และถ้าได้เกิดเป็นคนอีก ก็ขอตามด้านล่างนี่หละค่ะ

หากข้าพเจ้า..............
ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ขอให้ข้าพเจ้า ได้ไปเกิดในครอบครัวที่มีสัมมาทิฏฐิ ได้อยู่ในบวรพระพุทธศาสนา มีโอกาสได้ทำทานมาก มีโอกาสได้ฟังธรรมมาก ขอได้พบกัลยาณมิตรที่มีศีล 5 ประจำใจ ขอให้เป็นพลวปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยเทอญ นิพพานะปัจจะโยโหตุ

ของจริงขอมากกว่านี้นะคะ แต่จะขอหลังจากนั่งสมาธิแล้ว หรือ นอนสมาธิแล้ว และไม่เผลอหลับไปก่อนค่ะ

คำถามสุดท้ายที่คุณถาม ในคอมเมนท์ 8.
แนวทางเราหาแต่เริ่มแรกปฏิบัตินะคะ
เมื่อได้เริ่มปฏิบัติแล้ว ก็หาคำตอบเอาระว่างทางค่ะ
ถ้า...มีเหตุให้ต้องหาคำตอบ ก็ต้องหา
ถ้า...ไม่มีเหตุ ก็นั่งรู้ลมไปเรื่อย ๆ ก่อนค่ะ

ไม่มีเจตนากวนนะคะ ตอบตามที่คิดและรู้สึกเท่านั้น

ส่วนคอมเมนท์ 11
ก็มัวแต่หาคำตอบเรื่องตัวหายในเน็ตนี่หละค่ะ เลยยังไม่ได้กดฟังสักคลิปเลย

มืนมากเลย ขอตัวพักก่อนนะคะ หายมืนเมื่อไหร่ จะรีบฟังคลิปต่อ
ที่ส่งมาเมื่อวาน ดูจากหัวข้อแล้ว น่าสนใจทุกเรื่องเลยค่ะ เสียงดุไปหน่อย แต่ก็ดี เหมือนไม่โดนดุมานานมากแล้ว

ขอบคุณค่ะ


จากคุณ : The - [ 24-11-2013 19.44.28 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 13





เข้าใจล่ะ

จากนั้นเห็นอีก แต่เห็นอย่างอื่น ครั้งนี้หล่ะ เริ่มติดใจ เป็นเหตุให้เรานั่งสมาธิไม่ได้เลย
หลังจากหลุดภาวะอารมณ์ คิดตลอด อยากเห็นอีกนั้นมาได้ ไม่ว่าจะเห็น หรือ ได้ยินอะไร
ความรู้สึกตกใจลืมตาทันทีจะไม่มีแล้วค่ะ จะมีแต่เห็นแล้ว ไม่ทันได้คิด ก็ดูมันอยู่อย่างนั้น
จนเอ๊ะ...เมื่อไหร่ (ใช้สมองคิด) จบเรื่องทันที


อันนี้เห็นรัยอ่ะคะ แห่ะๆ อยากรู้ววค่ะ เล่าให้ฟังบ้างจิ



ยังไม่ถึงเวลาต้องดิ้นรน จะหาครูบาอาจารย์ เพื่อสอบถามนะคะ และเราก็ยังไม่พร้อมด้วยค่ะ

คุยกับคุณ
เราเป็นคนที่ไม่ค่อยได้อยู่ในแวดวงผู้ปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ด้านนี้ โดยนิสัย แนวสมถะ ไม่รู้ว่า
เรามาด้านนี้ได้อย่างไร ช่วงหลังเรากลับไปตรงนั้นไม่ได้อีก ก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันค่ะ
เลยเริ่มต้นศึกษา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปถามใคร ดูผลระหว่างปฏิบัติหมั่นสังเกตุเอาเอง
แล้วเทียบเคียงจากที่ครูบาอาจารย์ ท่านบันทึกไว้

มีคำถามสำหรับผู้ปฏิบัติเหมือนกัน .. คุณ Theว่า สติกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกันไหม
ไปดูก่อนนะคะค่อยมาตอบ ..

พักผ่อนตามสบายค่ะ รบกวนให้คุณต้องใช้สายตาพาปวดศีรษะอีก แห่ะๆ

ฝากเพลงให้ฟัง รบกวนโสตอีกด้วยเลยแร้วกันค่ะ พอดีฟังอยู่ ..


จากคุณ : .... - [ 24-11-2013 20.15.45 IP:110.77.232.194 ]


ความคิดเห็นที่ 14






จากคุณ : .... - [ 27-11-2013 21.33.25 IP:110.78.168.246 ]


ความคิดเห็นที่ 15
ฟังลิงค์อยู่นะคะ กว่าจะจบคงอีกนานเลย
แต่ละคลิปฟังซ้ำแล้ว ซ้ำอีก กว่าจะซึม

EBook ก็โหลดมาแล้ว เปลืองกระดาษม๊ากก มาก 176 แผ่น

อีกนานหละคะ กว่าจะทั้งฟัง ทั้งอ่านจบ

สติ กับ จิตผู้รู้ เหรอค่ะ
ตั้งแต่ โดนห้ามก็มีวันนี้หล่ะ เพิ่งได้ลองนั่งดู ไม่ทันได้นิ่ง ตัวก็ร้อนซะละ ต้องหยุดไว้ก่อน
คิด คิด คิด...คิดว่าไม่ใช่นะคะ

แต่คิดว่า...คุณถามเราเพราะ จะบอกว่า อาการเอะใจ
จะแก้ได้โดย ใช้สติกำกับใช่มั้ยค่ะ ?

หรือเปล่า


จากคุณ : The - [ 27-11-2013 22.25.51 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 16
แสดงว่าถูกใจ ... มรรควิธีอานาปานสติ
ฉบับแรกของโลก ที่เจาะจงในรายละเอียดของการปฏิบัติ.
โดยไม่เจือปนด้วยสาวกภาษิต

ข้อสำคัญอนุโมทนาจิตโดย พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตถิผโล ^^
แปลว่า ท่านรับรอง และ.ใครบางคนโหลดไว้ แปลว่า ชอบมาก

ไม่มีรางวัลเหรอคะเบบี๋ อิอิ ...

มีบ่น ...
___________________________


อธิบาย

สติ กับ จิตผู้รู้

ป่วย .. ตัวร้อน
เผลอไผล สติสตังเลื่อนไหล ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สติเจริญงอกงามไหม

คำว่า เจริญ แปลว่า เติบโต, งอกงาม, ทําให้งอกงาม

สติแปลว่า รู้สึกตัวหรือระลึกได้ตลอดเวลา
สัมปชัญญะ แปลว่า รู้ตัวทั่วพร้อม ดังนั้น

เจริญสติ คือ การรู้สึกตัวทั่วพร้อม หรือ ยังความรู้สึกตัวหรือระลึกได้ ให้เจริญเติบโต งอกงาม ตลอดเวลา
ปัฏฐานแปลว่า ความตั้งมั่น, ความแน่วแน่


เอ! สติสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ ... ทำไมล่ะ?

เดิมคำว่าสติปัฏฐานนั้นมาจาก (สร ธาตุ + ติ ปัจจัย + ป อุปสัคค์ + ฐา ธาตุ)
แปลว่า สติที่ตั้งมั่น, การหมั่นระลึก, การมีสัมมาสติระลึกรู้นั้นพ้นจากการคิดโดยตั้งใจ
แต่เกิดจากจิตจำสภาวะได้ แล้วระลึกรู้โดยอัตโนมัติ (วิกิพีเดีย)

ต้องชำนาญมากเลยนะคะ ^^ ไม่ตั้งใจให้มีก็มี (สติ)เป็นปกติ

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99_4



จากคุณ : .... - [ 28-11-2013 09.21.08 IP:110.78.168.57 ]


ความคิดเห็นที่ 17
ในอานาปานสติ ถ้อยคำตถาคตกล่าวว่า ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า
กับ เอกายนมรรค คือทางสายเดียว (ที่จะบรรลุธรรมในศาสนานี้) คือ

สติปัฏฐาน 4 ซึ่งแปลว่าจากการมีสติที่ตั้งมั่น หมั่นระลึก สัมมาสติระลึกรู้นั้นพ้นการคิดโดยตั้งใจ อันได้แก่

การรู้เห็นในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ตามมุ่งมองของไตรลักษณ์หรือสามัญลักษณะ
โดยไม่มีความยึดติดด้วยอำนาจกิเลสทั้งปวง อะไรบ้าง


1.กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้กายเป็นฐาน ซึ่งกายในที่นี่หมายถึงประชุม หรือรวม
นั่นคือธาตุ 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟมาประชุมรวมกันเป็นร่างกาย ไม่มองกาย
ด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา แต่มองแยกเป็น รูปธรรมหนึ่งๆ เห็นความเกิดดับ กายล้วนไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

2.เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้เวทนาเป็นฐาน ไม่มองเวทนา
ด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขาคือไม่มองว่าเรากำลังทุกข์ หรือเรากำลังสุข หรือเราเฉยๆ
แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ เวทนาล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

3.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้จิตเป็นฐาน เป็นการนำจิตมาระลึกรู้เจตสิก
หรือรู้จิตก็ได้ ไม่มองจิตด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา คือไม่มองว่าเรากำลังคิด
เรากำลังโกรธ หรือเรากำลังเหม่อลอย แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ
จิตล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

4.ธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้สภาวะธรรมเป็นฐาน ทั้งรูปธรรมและนามธรรม
ล้วนมีความเกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

อันนี้แนะนำการปริยัติ (ศึกษา)ในธรรมค่ะ เห็นไหม ฉาบฉวยไม่ได้เลย ^^

ถามอีกที ... สติกับผู้รู้ ใช่ตัวเดียวกันไหม ลองปฏิบัติดูก่อนนะคะ ค่อยตอบ ^^
แม้อะไรต่อมิอะไรดูจะชี้ไปอย่างนั้นก็จริง แต่ .......
สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ

สันทิฏฐิโก สิ่งที่พึงเห็นได้ด้วยตนเอง
อกาลิโก ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
เอหิปัสสิโก ควรเรียกให้มาดู
โอปนยิโก น้อมเข้ามาในตัว
ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

^^


จากคุณ : .... - [ 28-11-2013 09.23.25 IP:110.78.168.57 ]


ความคิดเห็นที่ 18



แวะเอารางวัลมาฝากค่ะ
เมื่อวาน นึกสงสัยคำว่าโพงฌังค์ 7 และได้ไปเจอคลิปนี้เข้า

เรานึกคิดเรื่องความว่าง วาง ปล่อยให้หมด คล้าย ๆ คลิปนี้นะคะ
แต่ในเนื้อหาการปฏิบัติ ยังห่างไกลมาก ฟุ้งซ่าน นึกคิด ยังมีอยู่เต็มไปหมด

ึคงต้องพยายามต่อไปอีกมาก ๆ


จากคุณ : The - [ 28-11-2013 13.32.36 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 19
ขออภัย พิมพ์ผิดค่ะ โพชฌงค์ 7 ค่ะ


จากคุณ : The - [ 28-11-2013 13.33.46 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 20






แวะมานั่งฟังเพลงค่ะ ^^


จากคุณ : .... - [ 28-11-2013 19.00.38 IP:110.78.168.57 ]


ความคิดเห็นที่ 21


มารับรางวัล ...
ดูคุณจะเข้าใจ .. ดีจังค่ะ ^^

หลวงปู่ดุลย์ อตุโล เป็นอรหันตสาวก ที่บรรลุธรรม ด้านจิตตานุปัสนา
ท่านเฉลียวฉลาดด้านนี้ เป็นพิเศษ ท่านไม่ค่อยสอน คำสอนจะเท่าที่เห็นกันอยู่นี้

ของหลวงปู่ แหวน สุจิณโณ

อดีตก็เป็นทำเมา อนาคตก็เป็นทำเมา จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้อยู่ในปัจจุบัน ละอยู่ในปัจจุบันนี้
จึงเป็นพุทโธ เป็นธัมโม ปัจจุบันก็พอแล้ว อดีต และอนาคตไม่ต้องคำนึงถึง
เกิด แก่ เจ็บ ตาย วัน คืน เดือน ปี สิ้นไป หมดไป อายุเราก็หมดไป สิ้นไป
หมั่นบำเพ็ญจิต บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนาต่อไป

สำหรับเวลาจิตฟุ้งกระจายตลบอบอวล ^^

อดีตก็เป็นทำเมา อนาคตก็เป็นทำเมา จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน
รู้อยู่ในปัจจุบัน ละอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเป็นพุทโธ เป็นธัมโม

เมื่อโยนิโสมนสิการ (พิจารณาโดยแยบคาย)
หากพิจารณาลมหายใจ ลมหายใจที่ปัจจุบันที่สุด คือ ลมหายใจเข้าออก ณ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้

เจริญในธรรมค่ะ



จากคุณ : .... - [ 28-11-2013 19.19.02 IP:110.78.168.57 ]


ความคิดเห็นที่ 22
ฟังเพลง ฟังธรรม สลับไปมาค่ะ


จากคุณ : The - [ 29-11-2013 13.17.15 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 23
นั่งฟังเพลงริมทะเล

http://www.lesla.com/board/gen.php?mode_id=1&id=89653



จากคุณ : .... - [ 29-11-2013 22.01.38 IP:110.77.181.163 ]


ความคิดเห็นที่ 24
ศุกร์สิ้นเดือน ปกติเค้าครึกครื้น&คึกคักกันนี่นา


จากคุณ : The - [ 29-11-2013 23.02.24 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 25







อ่านทู้นี้อยู่ค่ะ ..

http://www.lesla.com/board/gen.php?mode_id=3&id=103298

ชอบ Lambada ป่ะคะ


จากคุณ : .... - [ 30-11-2013 20.15.16 IP:171.100.228.170 ]


ความคิดเห็นที่ 26
กระทู้ที่คุณแนบมา เห็นแล้วค่ะ
ว่าจะตอบอยู่ แต่เกรงจะตอบให้คุณ จขกท.หนักใจซะเปล่า ๆ

จริง ๆ ใครจะรู้สึกอย่างไร เราก็ไม่รู้นะคะสำหรับทู้นั้น แต่นั่งคิดไป คิดมา
เราว่าถ้าเลือกได้...ขอเป็นผู้ทอมตรงกลางดีที่สุด

หันซ้ายก็อุ่น หันขวาก็อุ่น...ฮี่


จากคุณ : The - [ 01-12-2013 01.55.24 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 27






คุณ The

.. อรั๊ยย .ย..ย ....
นึกภาพยังงัยก็นึกไม่ออกค่ะ .. ตอนคุณเป็นทอมจะเป็นยังงัย

แหมๆ .. ซ้ายก็อุ่นขวาก็อุ่น นะคะ อิอิ

คลิปข้างบนขำๆสุดยอดคุณพ่อ กับข้อตกลงแบบ win win น่ารักจังค่ะ


จากคุณ : .... - [ 01-12-2013 19.06.34 IP:110.77.208.211 ]


ความคิดเห็นที่ 28
คุณพ่อเต้นเก่งกว่าคุณลูกอีกนะคะ
น่ารักจริงค่ะ


จากคุณ : The - [ 01-12-2013 20.14.36 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 29




ถ้าเราจะลองเป็นเลดี้มั่งล่ะ หุหุ ..
ไปดูแนวทางไว้มั่งแระ ลุคนี้เครไม๊คะ ..


จากคุณ : .... - [ 01-12-2013 20.25.42 IP:110.77.208.211 ]


ความคิดเห็นที่ 30
วันนี้นึกถึงเรื่องการฝึกจิต วาง กับ ว่าง ขึ้นมา
นึกถึงคำว่า ความไม่เที่ยง จางคาย ดับไม่เหลือ สลัดคืน

และก็จำไม่ได้ว่า มันเป็นอย่างไรนะ มันหมายความว่าอย่างไรนะ
ก็เลยเสิร์ชหาดู ดั๊นมาเจอกระทู้ที่ตัวเองพิมพ์ไว้ในเลสล่าเข้า

เพิ่งได้เห็นโพสต์สุดท้าย ว่าไม่ได้ตอบอะไรไว้ และ...
ย้อนอ่านกระทู้นี้ และ กระทู้ 101935

คุ้น ๆ ว่า...เคยถามคุณไปแล้วว่า ในชีวิตจริงของเรา เราเคยรู้จักกันหรือเปล่าคะ
คุณตอบว่า เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

มาย้อนอ่าน 2 กระทู้ด้านบน บวกกับ กระทู้ก่อนเรื่องเพลงกับทานเจอะไรนั่น
ทำไมเราก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม จากตัวหนังสือของคุณ

งั้นถามใหม่นะคะ
1.เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เราเคยรู้จักกันในชีวิตจริง ๆ หรือเปล่าค่ะ
(หมายถึงเคยเห็นหน้ากันมาก่อน ในสถานที่ใกล้ ๆ กัน เห็นกันเรื่อย ๆ อะไรประมาณนี้ค่ะ)

หรือ

2.คุณรู้จักใครสักคน ที่เค้าเคยรู้จักเราในชีวิตจริง ๆ หรือเปล่าคะ และใครคนนั้น ก็เหมือนในวงเล็บค่ะ
(หมายถึงเคยเห็นหน้ากันมาก่อน ในสถานที่ใกล้ ๆ กัน เห็นกันเรื่อย ๆ อะไรประมาณนี้ค่ะ)

ส่วนคำถามว่าเครมั้ย
คำตอบนะคะ...ไม่เครเอามาก ๆ เลยค่ะ

เพลงเราชอบนะคะ แต่ลุคไม่ผ่านค่ะ


จากคุณ : The - [ 07-12-2014 05.45.27 IP:171.100.81.217 ]




ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
ความคิดเห็น
Embed
ไฟล์ประกอบ
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
ชื่อ / e-mail
แจ้งทางอีเมล์
เมื่อมีผู้ตอบ
ไม่ต้องแจ้ง แจ้ง  ที่อีเมล์
ตัวอักษรที่คุณเห็น
 
Webmaster และผู้ดูแลจะลบกระทู้หรือข้อความในกระดาน ด้วยวิจารณญาณและเหตุผลหลักดังต่อไปนี้
  • ห้ามมีการกล่าวร้ายกัน ด่าทอ กล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี หรือให้ร้าย เพื่อเป็นการทำลายชื่อเสียงต่อบุคคลหรือองค์กรใดๆ
  • ห้ามมีการใช้คำหยาบคาย คำเสียดสี หรือคำที่มีความหมายไม่เหมาะสม ที่จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคมนี้
  • สามารถร้องขอให้ลบกระทู้หรือคำตอบได้ โดยผู้ตั้งกระทู้หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึงจนทำให้เสียหาย
  • ห้ามการโฆษณาซึ่งให้ประโยชน์ทางการค้ากับต่อเจ้าของสินค้าหรือสถานที่นั้น ไม่ว่ากรณีใด
  • ห้ามมีการก่อกวนหรือทำลายบรรยากาศที่ดีของเวบบอร์ดนี้ในทุกกรณี
  • ห้ามโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

    contact us: 089-2189119 Email: webmaster@lesla.com