LESLA : กระดานสำหรับนักเขียนและนักอ่าน
บ้านนี้ของทุกคนมีความรักรูปแบบเดียวกัน พวกเราอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความอบอุ่น ทำให้สายใยที่มีให้กันเข้มแข็ง ถึงจะห่างหายกันไประยะหนึ่งความคิดถึงยังมีให้กันตลอดมา พื้นฐานจิตใจที่มีแต่ความรักของชาว Lesla จะเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยสร้างสังคมไทยให้เอื้ออาทรต่อกัน

 ร่วมแสดงพลังความรักของคนไทย ให้รู้ว่าพวกเรารักในหลวงมากแค่ไหน คลิกตรงนี้
 Lesla Horoscopes ดูดวงปี 2553 และพยากรณ์ต่างๆ  คลิกตรงนี้

ใจเย็นๆ นะคะ กลังทำให้ Lesla ของพวกเราค่อยๆ สมบูรณ์ ยินดีรับคำแนะนำเพื่อช่วยกันให้มีทุกสิ่งที่ทุกคนต้องการ Email มาได้ที่ webmaster@lesla.com
Message : นิสัยคนเกิดวันอาทิตย์  มีความเป็นผู้นำสูง ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใจร้อนวู่วามไปบ้างนิดหน่อย แต่สติปัญญาดีนะ จะได้ดีเพราะปากเป็นคนพูดจามัดใจคนเก่ง ในเรื่องความรักมักรีบเร่งเร้ารุนแรงและหลากหลาย มีเซ็กส์แบบถึงไหนถึงกันไม่หวั่นและไม่ค่อยจะแคร์ใคร ไม่ว่าชายหรือหญิงที่เกิดวันนี้มีดีและจะประสบความสำเร็จแบบเวิร์คสุดสุดเชียวแหละ ขอเพียงเอาความสามารถที่มีอยู่ใช้ให้ถูกที่ถูกทางเถอะ    ---    นิสัยคนเกิดวันจันทร์ เป็นคนปากหวาน พูดเก่งช่างจ้อช่างเม้าท์ ช่างเอาอกเอาใจ เขาเรียกว่าคนปากดีแต่ขี้น้อยใจ งอนเก่ง แต่หายไว ในเรื่องความรักทั้งหญิงและชายร้ายพอๆ กัน ซู่ซ่าๆ แว๊บมาแว๊บไป ไม่ทิ้งเขาก็ถูกเขาทิ้ง เพราะเป็นคนช่างเลือกเรื่องมากและมากเรื่องขี้รำคาญ ชอบคิดซับคิดซ้อน พอๆ กับรักซ้อนซ่อนรักนั่นแหละ ถ้านำพรสวรรค์ในเรื่องของการพูดไปใช้ในทางที่ดี รับรองจะไปโลดในหน้าที่การงาน แต่ถ้าจะให้เหมาะน่าจะทำงานด้านการขาย ขายอะไรก็ได้ รับรองรุ่งสุด ๆ ขออย่างเดียวอย่าเจ้าเล่ห์มากนักเป็นพอ    ---    นิสัยคนเกิดวันอังคาร เป็นคนขยันยันแข็ง คล่องแคล้ว ว่องไว มีไฟฝันแรงกล้าทะเยอทะยานและดันทุรังสูง เรื่องรักค่อนข้างจะหลายใจ พูดง่ายๆ ก็เจ้าชู้ไง มีคนเข้ามาพัวพันไม่ขาดระยะ แต่ไม่ยักอยู่ยาวนาน ก็ใครจะไปทนทานความเจ้าชู้ของคุณได้ถ้าไม่ใช่คนเกิดวันพฤหัส แต่ต้องระวังคำพูดคำจาบ้าง ประชดประชันกันมากเกินไปวันไหน ๆ ก็ทนคุณไม่ได้หรอก เรื่องเซ็กส์ค่อนข้างใจร้อนและเอาแต่ใจตัวเอง เกรงใจคนอื่นเขาบ้างสิคุณก็นอนด้วยกันนะ หญิงชายเกิดวันนี้น่าจะรับราชการหรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอะไรประเภทนี้จะดีกว่าไปทำอย่างอื่น ถ้าลดเรื่องการเอาแต่ใจตัวเองลงได้บ้าง รับรองตำแหน่งการงานไม่น้อยหน้าใครหรอก    ---    นิสัยคนเกิดวันพุธ มีความกระตือรือร้นและอดทนเหลือหลาย แต่ไม่ค่อยจะรอบคอบ เป็นคนทำมาหากินเก่งพูดจาดี มีความรอบรู้ ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูและคอยช่วยเหลือ อนาคตจึงค่อนข้างสดใสไปได้ดีในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตรักกลับไม่ค่อยดีนัก ก็มัวแต่ทำงานไง จึงไม่ค่อยมีโอกาสเลือกมากนัก คนเกิดวันนี้จะได้เข้าพิธีวิวาห์ก็ปาเข้าไปวัยเลขสามขึ้นหน้า เป็นชายไม่เท่าไหร่ แต่เป็นหญิงแล้วไซร้โอกาสสัมผัสคานทองนิเวศน์สูง เรื่องเซ็กส์อบอุ่นนุ่มนวลละมุนละไมน่าหลงใหลไม่เบา คนเกิดวันนี้ที่สำคัญอย่าบ้างานจนเกิดเหตุ งานมีไว้ให้ทำเฉย ๆ ไม่ได้มีไว้ให้บ้า หาเวลาดูแลเพศตรงข้ามบ้างและต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้ดีด้วยนะ    ---    นิสัยคนเกิดวันพฤหัสบดี เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีไหวพริบปฏิภาณละเอียดรอบคอบและมีความรับผิดชอบสูง ชอบสั่งคนโน้นสอนคนนี้ ไปเป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นทนายแหละดี ในเรื่องความรักไม่อยากจะพูด จืดสนิทจะหาคำหวานสักนิด...ยากส์ ไม่รู้ว่าเคยได้ยินคำว่า...โรแมนติก กะเขาหรือเปล่า แต่เรื่องเซ็กส์กลับร้อนเป็นไฟ เข้าตำรา เงียบนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่ไฟดี ๆ นี่เอง ทุกที่ทุกทางทุกท่า...มาเถอะอนาคตจะเป็นคนใหญ่คนโต มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตาและมีความสุขในครอบครัว ขอเพียงเลือกคู่ที่จะมาครองให้ดีเท่านั้นเอง    ---    นิสัยคนเกิดวันศุกร์ เป็นคนชอบเพ้อฝัน ชอบจินตนาการ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวลช่างเอาอกเอาใจให้ใครต่อใครลุ่มหลง รักศิลปะ รักสวยรักงาม ทั้งหญิงชายเรียกได้ว่าเป็นวันของคนเจ้าชู้ ดูดี มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของเพื่อนต่างเพศได้มาก ชำนาญและชมชอบเรื่องเซ็กส์มากเสียด้วย แต่คนเกิดวันนี้มีอารมณ์เป็นใหญ่ จะคิดอะไรจะทำอะไรขึ้นอยู่กับอารมณ์ ถ้าระงับอารมณ์เอาไว้ได้อะไรๆ ก็จะดีไปหมดทั้งเรื่องรัก การเงินและการงาน งานที่เหมาะที่สุดก็เป็นพวกสถาปนิก ศิลปิน ครีเอทีฟ    ---    นิสัยคนเกิดวันเสาร์ เป็นคนมั่นใจตัวเองสูงมาก ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ เงียบ ขรึม เก็บตัว ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร เป็นคนชอบคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย แต่ไม่ค่อยคิดถึงใจผู้อื่น ดื้อเงียบและถือดี ดูเหมือนใจเย็น แต่โมโหร้าย แต่หัวดี ฉลาด ความสามารถเพียบ ถ้าเรื่องความรักรักแล้วรักเลย รักมันอยู่นั่นใครจะว่าคนรักของฉันอย่างไรไม่สน คนมันรักโว๊ย และขี้หึงร้ายกาจ มีเซ็กส์แบบไร้ทิศทางเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง คนเกิดวันนี้ถ้าลดความหยิ่งความถือดีในศักดิ์ศรีลงบ้างจะเป็นคนที่มีอนาคต    ---   
รวมทุกกระทู้ กระดานเรื่องทั่วไป กระดานสำหรับหาเพื่อนใหม่ สำหรับเลส กระดานสำหรับวัยทำงาน มุมหนังสือ มุมนี้สำหรับคนอกหัก เรื่องบนเตียง International Friends อาหารและเครื่องดื่ม อาหารและเครื่องดื่ม คุยเรื่องกีฬา ท่องเที่ยว ปรึกษาและขอคำแนะนำด้านกฎหมาย คุยเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ คุยเรื่องการเมือง คุยเรื่องหนัง-เพลง โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เรื่องร้องเรียน
 

Sign In ] [ Register ]

ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
   
_________ พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ 4 "สนทนาธรรม"_________




เมื่อ2-3เดือนก่อนจขกท. ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนแปลกหน้าท่านหนึ่ง
ขณะที่นั่งดื่มกาแฟคนเดียวที่ม้าหิน ก็มีชายคนหนึ่งเดินถือกาแฟมานั่งโต๊ะใกล้ๆ
จิบกาแฟ หันมาทางเรา มองหน้าแล้วถามว่า

ชายแปลกหน้า : คุณนี่ถ้าจะเป็นทอมล่ะซี
เรา : (เงยหน้ามอง)ค่ะ

ชายแปลกหน้า : คุณรู้ไม๊ พวกกระเทยเนี่ย ทำกรรมอะไรถึงเกิดมาต้องเป็นกระเทย
เรา : (กวาดตามองหน้า เฉยๆ นึกไม่พอใจ แต่ปากพูด) ไม่ทราบค่ะ

ชายแปลกหน้า : กาเมสุมิจฉาจาร มันทรมานใจนะ เหมือนซ่อนชีวิตจิตใจในอีกร่าง
อยากมีอย่างแต่ไพล่ไปมีอีกอย่าง
เรา : (จิบกาแฟ มองหน้าเป็นคำถาม) แล้ว?

ชายแปลกหน้า : ต้องแก้ไขกรรมข้อนี้ ยึดมั่นผัวเดียวเมียเดียว (จิบกาแฟ ทำหน้านึก)
เมื่อหลายปีก่อน ผมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ คอหัก ผมคิดว่าผมคงจะต้องตายในครั้งนั้น
มันหมดความรู้สึกวูบไป ไม่เจ็บไม่ปวด แต่สติผมยังดีอยู่ ช่วงนั้นตาผมลืมอยู่
ทีแรกก็สว่าง ต่อมามันเริ่มมืดไปหมด

เรา : (เริ่มสนใจสิ่งที่เค้าพูด เท้าคางฟังเงียบๆ)

ชายแปลกหน้า :(หันมามองหน้าเราเต็มๆ .. แล้วเล่าต่อ)ผมรู้ว่าผมกำลังจะตาย
ทีแรกความกลัวความอาลัยอาวรณ์ก็ประดังประเดเข้ามา แต่สติรั้งให้ผมนึกขึ้นได้ว่า
คนใกล้ตายควรวางจิตให้ว่าง ผมเคยบวช เลยกำหนดจิตไว้ที่ลมหายใจ
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ในชั่วขณะที่จิตดิ่งลงไปในความมืดมิด ผมแลเห็น
แสงสว่างเท่าปลายเข็ม คุณรู้ไม๊ความตายเนี่ย มันมืดมนอนธกาลมาก หูไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
พอผมเห็นแสงสว่างนั้น ใจผมมาเป็นกอง ผมคุมสติกำหนดลมหายใจต่อไปอีก
แสงสว่างนั้นก็เริ่มแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ผมฟื้น ผมรอดตาย มีสติรู้ตัวตลอด
ที่เขานำผมส่งโรงพยาบาล

เรา :แล้วทราบได้อย่างไรคะ หูไม่ได้ยินเสียง ตาไม่เห็น อะไรที่เกี่ยวกับตัวเอง
ความมืดมนอนธกาลนั่น

ชายแปลกหน้า :(ทำหน้านึก) คิดว่าร่างกายคงหมดสติไป แต่ จิตผมรับรู้อะไร
บางอย่างในอีกโลกหนึ่ง โลกระหว่างความเป็นความตาย ..ตอนผมรู้สึกตัว กับตอน
ที่เห็นนิมิตแสงสว่าง เมื่อกำหนดจิต .. แสงสว่างทางจิตมาก่อน จึงรู้สึกตัว
แต่สติระลึกรู้อยู่ตลอดในสองเหตุการณ์นั้น


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 19-11-2013 20.25.01 IP:110.77.232.181 ]

ความคิดเห็นที่ 1



เรา :(ถามเรียบๆ) มันเหมือนกับที่เราทำกัมมัฏฐานอะไรแบบนั้นรึเปล่าคะ ความรู้สึกตรงนั้น

ชายแปลกหน้า : มันต่างกัน ต่างที่ผมกำลังจะตาย หรือ ตายไปแล้วผมก็ไม่รู้ ความรู้สึกมันว่างเปล่า
ไร้ขอบเขต ความมืดมิดนี่มันกว้างใหญ่ไพศาลมาก ผมคิดว่า ช่วงนั้นจิตกระหวัดยึดสิ่งใดไว้
ผมน่าจะต้องไปตรงนั้น เข้าใจไม๊ ผมว่าผมตกไปอยู่ตรง ช่องทางระหว่างความเป็นความตายพอดี
เป็นที่ว่าจิตผมจะปรุงแต่งไปทางไหน แต่ผมกำหนดว่าง จังหวะดวงจะยังไม่ถึงที่ จึงได้ประสบการณ์นี้มาพูดคุย

เรา :(ดูเวลา ทางโน้นก็ด้วย) คงต้องไปแล้วล่ะค่ะ
ชายแปลกหน้า : ผมก็ด้วย
เรา : มีโอกาสแวะบอกเล่าพูดคุยอีกนะคะ ^^ ปฏิบัติอยู่แต่ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
.......(แจ้งชื่อ) ค่ะ
ชายแปลกหน้า :ผม ..... (แจ้งชื่อ) แล้วคุยกันครับ ผมทานกาแฟที่นี่บ่อยๆ
เรา : ค่ะ แล้วคุยกัน (รีบอยู่ .. ลนๆ ..ไปอย่างเร็ว )


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 19-11-2013 20.41.06 IP:110.77.232.181 ]


ความคิดเห็นที่ 2


พบกันอีกครั้ง

เรา :สวัสดีค่ะพี่ ... (ทราบภายหลังว่า แกอายุ 57 ปี)
ชายแปลกหน้า : ครับ

เรา : เคยทำกัมมัฏฐานค่ะ ตอนนั้นอายุ 18 ปี ไม่ได้มีครูบาอาจารย์ที่ไหน แค่ใจอยากจะทำ
ชายแปลกหน้า : (พยักหน้า)อดีตเราใฝ่ใจเรื่องนี้ เป็นบารมีเก่า เหมือนการตกปลา
ทำไมบางคนสนบางคนไม่สนแม้แต่จะรับรู้รับฟัง .... เป็นความสนใจแต่เดิมของเรา

เรา :ค่ะ ...เล่าบ้าง ..เริ่มต้นที่เพ่งเปลวเทียน ปิดไฟอยู่ในที่มืด จำภาพนั้นจนติดตา
แต่ ภาวนาพุทโธ แล้วระลึกภาพติดตานั้น หลับตาก็เริ่มเห็นเด่นชัด หลับตาลืมตาดูอยู่อย่างนั้น
จำติดหูติดตาแต่แปลกนะคะ เวลาที่เราภาวนาพุทโธ สติเราจะไปอยู่ที่ลมหายใจทันที
แสงไฟจากเปลวเทียนก็ชัดทุกวันนี้ 40 กว่า พอกำหนดปุ๊บ เปลวเทียนนั้นจะปรากฎในมโนทวารทันที (อาการรับรู้ทางใจ)

ยังสับสนว่า พอภาวนาไป กลายเป็นหมอกควันอวลๆ กำหนดสติระลึกรู้สึกตัวระลึกลมหายใจ
เป็นอันว่า แสงไฟจากเปลวเทียนกลายเป็น หมอกควัน อยู่อารมณ์เดียว กายเริ่มขยายใหญ่ขึ้นๆ
มือเท้าเหมือนมันโตเท่าใบลาน ที่น่าตกใจคือ รู้สึกว่าร่างกายขยับจะลอยขึ้นไป
ทำให้สะดุ้งหลุดออกจากสมาธิ รีบลืมตาดูว่าตัวเองอยู่ที่เดิมรึเปล่า ...

ชายแปลกหน้า :เริ่มที่เตโชกสิณ ไพล่ไปอานาปานสติ เฉียดปฐมฌาณ น่าจะเป็นอานาปานสตินะครับ
เรา :ค่ะ .. จะทิ้งเปลวเทียนก็เสียดาย ติดตัวมา 20 กว่าปี แต่กลับเป็นอานาปานสติ ที่ส่งเราถึง
ปฐมฌาณ
ชายแปลกหน้า : ทุกวันนี้ยังได้ไม๊
เรา :ไม่เคยมาถึงตรงนี้อีกเลยค่ะ แค่เบาสบาย ปลอดโปร่ง พักหลังซ้ำร้าย พอปริยัติ รู้มาก
ฟุ้งตลบอบอวลไปเสียอีก


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 19-11-2013 21.16.07 IP:110.77.232.181 ]


ความคิดเห็นที่ 3
อ่าววววววว ไม่มีอีกเหรอคะ อยากรู้ต่อค่ะ


จากคุณ : Nangrai - [ 19-11-2013 21.41.35 IP:180.183.187.30 ]


ความคิดเห็นที่ 4






ชายแปลกหน้า : จะปริยัติตามแนวทางท่านไหน ก็ต้องมีหลักของตัวเอง และที่ควรจำเลยนะ
มันต้องเป็น เอกัคตา (อารมณ์เดียว)ตัวสำคัญคือสตินี่แหละ ต้องระลึกรู้อยู่ตลอด
ไปจับสองอย่างสามอย่าง มันจะไปได้เรื่องอะไร?
เรา :ก็ .. ปริยัติ (ศึกษาข้อธรรม)แล้วมันหลากหลายนี่คะ ไม่รู้จะฟังท่านไหน

ชายแปลกหน้า : จะหลากหลายท่านไหน ก็ต้องจำให้มั่น เอกัคตา น่ะ เขาแปลว่าอารมณ์เดียว
สตินี่ตัวสำคัญ มีไม๊ จับปั๊บมันเข้าไป จะเอาอะไรล่ะ ลมหายใจ เปลวเทียน ร่างกายหลักมันก็มีอยู่เท่านั้น

สมาธิคืออะไร ก็คือการจดจ่อมุ่งมั่นสนใจอยู่ในอารมณ์เดียวนั่นแหละ สนใจนั่นทีนี่ทีจะเรียกว่ามีสมาธิ
ได้อย่างไร ยึดหลักเดียวเท่านั้นคุณ
เรา : ค่ะ
ชายแปลกหน้า :รู้จัก สติปัฏฐาน 4 ไม๊
เรา : ค่ะ สติกำหนดรู้ใน กาย เวทนา จิต ธรรม เป็น เอกายนมรรค (เอกา หรือ เอก แปลว่า เดียว 1)
เอกายนมรรค คือทางสายเดียว ที่จะบรรลุธรรม

ชายแปลกหน้า :เป็นสมถะ หรือ วิปัสนา
เรา :วิปัสนาค่ะ
ชายแปลกหน้า :แล้วฝึกสมถะไปเพื่ออะไร?
เรา :เป็นบาทฐานของวิปัสนาค่ะ ต้องใช้กำลังของสมาธิพิจารณา ตามคำกล่าวที่ว่า
กำลังของสมาธิคือ ศีล กำลังของปัญญาคือสมาธิ วิปัสนาคือ การดำรงศีล สมาธิ พิจารณาให้เกิดปัญญา

ชายแปลกหน้า :ปัญญาที่ว่านี่ เหมือนกับปัญญาที่เราใช้ในการเล่าเรียนเขียนอ่านนี้หรือเปล่า
เรา : ไม่ทราบค่ะ

ชายแปลกหน้า :ต่างกันนะ ..ปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงนี้ พูดยาก ผมยังไม่ถึงตรงนั้น มันเป็นปัญญาหยั่งรู้
ที่นอกเหนือมันสมองของมนุษย์จะหยั่งได้ สมองจะเรียนรู้จากสิ่งที่คุ้นเคย แต่ องค์ปัญญา หรือ ธาตุรู้
นี่มีอยู่กับตัวทุกคน รู้อยู่กับตัวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รู้ความจริงของธรรมชาติ ชีวิต เป็นความรู้
เหนือโลก ... ทำไมถึงเหนือโลก ก็ความรู้ในโลกยังหยั่งไม่ถึงน่ะสิ พอรู้ถึงที่สุด ก็ต้องบอกว่า
มันเป็น ทุกขัง ( สภาพที่ทนได้ยาก) อนิจจัง(ไม่เที่ยง) อนัตตา (ไม่ใช่ตัวใช่ตน)
คือมันว่างเปล่าน่ะ


จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 19-11-2013 21.51.57 IP:110.77.232.181 ]


ความคิดเห็นที่ 5
คุณ Nangrai สนใจปฏิบัติอยู่เหรอคะ เล่าสู่กันฟังบ้าง
เป็นกำลังใจ เผื่อใครคล้ายๆ จะได้พูดคุยกันค่ะ



จากคุณ : ประดู่ลาย - [ 19-11-2013 22.14.11 IP:110.77.232.181 ]


ความคิดเห็นที่ 6
แล้วมาต่ออีกนะคะ


จากคุณ : The - [ 20-11-2013 02.03.53 IP:171.100.59.72 ]


ความคิดเห็นที่ 7
อะ ๆ สนใจอยากรู้อยากเห็นค่ะ แต่จริง ๆ แล้ว ที่อ่านที่ฟังเพราะรู้ตัวว่าไม่เคยทำอะไรจริงจังยังเอาชนะใจตัวเองไม่ได้ เรื่องอย่างนี้ยาก สำหรับเราที่ยังเดินอยู่ในวงกลมนี้ ดังนั้นการได้อ่านหรือฟังเรื่องการปฏิบัติบ้าง คำสอนธรรมมะบ้าง ทำให้ใจสงบ แล้วก็จะกลับมามองตัวเราเองค่ะว่าเราได้ทำหรือยัง ทำไมไม่ทำ ที่สำคัญรู้สึกจะระมัดระวังความคิด ความเห็น การมอง มากขึ้น ยังไม่ถึงขั้นของคุณประดู่ลายที่ได้เคยปฏิบัติหรอกนะคะ เลยไม่มีเรื่องเล่าค่า


จากคุณ : Nangrai - [ 20-11-2013 22.32.05 IP:180.183.209.209 ]


ความคิดเห็นที่ 8