LESLA : คุยเรื่องการเมืองอย่างสร้างสรร ด้วยการเปิดใจรับฟังทุกฝ่าย เพิ่มเติมข้อมูลในมุมมทุกด้าน เพื่อสร้างความสามัคคีในสังคมไทย
บ้านนี้ของทุกคนมีความรักรูปแบบเดียวกัน พวกเราอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความอบอุ่น ทำให้สายใยที่มีให้กันเข้มแข็ง ถึงจะห่างหายกันไประยะหนึ่งความคิดถึงยังมีให้กันตลอดมา พื้นฐานจิตใจที่มีแต่ความรักของชาว Lesla จะเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยสร้างสังคมไทยให้เอื้ออาทรต่อกัน

 ร่วมแสดงพลังความรักของคนไทย ให้รู้ว่าพวกเรารักในหลวงมากแค่ไหน คลิกตรงนี้
 Lesla Horoscopes ดูดวงปี 2553 และพยากรณ์ต่างๆ  คลิกตรงนี้

ใจเย็นๆ นะคะ กำลังทำให้ Lesla ของพวกเราค่อยๆ สมบูรณ์ ยินดีรับคำแนะนำเพื่อช่วยกันให้มีทุกสิ่งที่ทุกคนต้องการ Email มาได้ที่ webmaster@lesla.com
Message : นิสัยคนเกิดวันอาทิตย์  มีความเป็นผู้นำสูง ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใจร้อนวู่วามไปบ้างนิดหน่อย แต่สติปัญญาดีนะ จะได้ดีเพราะปากเป็นคนพูดจามัดใจคนเก่ง ในเรื่องความรักมักรีบเร่งเร้ารุนแรงและหลากหลาย มีเซ็กส์แบบถึงไหนถึงกันไม่หวั่นและไม่ค่อยจะแคร์ใคร ไม่ว่าชายหรือหญิงที่เกิดวันนี้มีดีและจะประสบความสำเร็จแบบเวิร์คสุดสุดเชียวแหละ ขอเพียงเอาความสามารถที่มีอยู่ใช้ให้ถูกที่ถูกทางเถอะ    ---    นิสัยคนเกิดวันจันทร์ เป็นคนปากหวาน พูดเก่งช่างจ้อช่างเม้าท์ ช่างเอาอกเอาใจ เขาเรียกว่าคนปากดีแต่ขี้น้อยใจ งอนเก่ง แต่หายไว ในเรื่องความรักทั้งหญิงและชายร้ายพอๆ กัน ซู่ซ่าๆ แว๊บมาแว๊บไป ไม่ทิ้งเขาก็ถูกเขาทิ้ง เพราะเป็นคนช่างเลือกเรื่องมากและมากเรื่องขี้รำคาญ ชอบคิดซับคิดซ้อน พอๆ กับรักซ้อนซ่อนรักนั่นแหละ ถ้านำพรสวรรค์ในเรื่องของการพูดไปใช้ในทางที่ดี รับรองจะไปโลดในหน้าที่การงาน แต่ถ้าจะให้เหมาะน่าจะทำงานด้านการขาย ขายอะไรก็ได้ รับรองรุ่งสุด ๆ ขออย่างเดียวอย่าเจ้าเล่ห์มากนักเป็นพอ    ---    นิสัยคนเกิดวันอังคาร เป็นคนขยันยันแข็ง คล่องแคล้ว ว่องไว มีไฟฝันแรงกล้าทะเยอทะยานและดันทุรังสูง เรื่องรักค่อนข้างจะหลายใจ พูดง่ายๆ ก็เจ้าชู้ไง มีคนเข้ามาพัวพันไม่ขาดระยะ แต่ไม่ยักอยู่ยาวนาน ก็ใครจะไปทนทานความเจ้าชู้ของคุณได้ถ้าไม่ใช่คนเกิดวันพฤหัส แต่ต้องระวังคำพูดคำจาบ้าง ประชดประชันกันมากเกินไปวันไหน ๆ ก็ทนคุณไม่ได้หรอก เรื่องเซ็กส์ค่อนข้างใจร้อนและเอาแต่ใจตัวเอง เกรงใจคนอื่นเขาบ้างสิคุณก็นอนด้วยกันนะ หญิงชายเกิดวันนี้น่าจะรับราชการหรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอะไรประเภทนี้จะดีกว่าไปทำอย่างอื่น ถ้าลดเรื่องการเอาแต่ใจตัวเองลงได้บ้าง รับรองตำแหน่งการงานไม่น้อยหน้าใครหรอก    ---    นิสัยคนเกิดวันพุธ มีความกระตือรือร้นและอดทนเหลือหลาย แต่ไม่ค่อยจะรอบคอบ เป็นคนทำมาหากินเก่งพูดจาดี มีความรอบรู้ ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูและคอยช่วยเหลือ อนาคตจึงค่อนข้างสดใสไปได้ดีในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตรักกลับไม่ค่อยดีนัก ก็มัวแต่ทำงานไง จึงไม่ค่อยมีโอกาสเลือกมากนัก คนเกิดวันนี้จะได้เข้าพิธีวิวาห์ก็ปาเข้าไปวัยเลขสามขึ้นหน้า เป็นชายไม่เท่าไหร่ แต่เป็นหญิงแล้วไซร้โอกาสสัมผัสคานทองนิเวศน์สูง เรื่องเซ็กส์อบอุ่นนุ่มนวลละมุนละไมน่าหลงใหลไม่เบา คนเกิดวันนี้ที่สำคัญอย่าบ้างานจนเกิดเหตุ งานมีไว้ให้ทำเฉย ๆ ไม่ได้มีไว้ให้บ้า หาเวลาดูแลเพศตรงข้ามบ้างและต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้ดีด้วยนะ    ---    นิสัยคนเกิดวันพฤหัสบดี เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีไหวพริบปฏิภาณละเอียดรอบคอบและมีความรับผิดชอบสูง ชอบสั่งคนโน้นสอนคนนี้ ไปเป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นทนายแหละดี ในเรื่องความรักไม่อยากจะพูด จืดสนิทจะหาคำหวานสักนิด...ยากส์ ไม่รู้ว่าเคยได้ยินคำว่า...โรแมนติก กะเขาหรือเปล่า แต่เรื่องเซ็กส์กลับร้อนเป็นไฟ เข้าตำรา เงียบนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่ไฟดี ๆ นี่เอง ทุกที่ทุกทางทุกท่า...มาเถอะอนาคตจะเป็นคนใหญ่คนโต มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตาและมีความสุขในครอบครัว ขอเพียงเลือกคู่ที่จะมาครองให้ดีเท่านั้นเอง    ---    นิสัยคนเกิดวันศุกร์ เป็นคนชอบเพ้อฝัน ชอบจินตนาการ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวลช่างเอาอกเอาใจให้ใครต่อใครลุ่มหลง รักศิลปะ รักสวยรักงาม ทั้งหญิงชายเรียกได้ว่าเป็นวันของคนเจ้าชู้ ดูดี มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของเพื่อนต่างเพศได้มาก ชำนาญและชมชอบเรื่องเซ็กส์มากเสียด้วย แต่คนเกิดวันนี้มีอารมณ์เป็นใหญ่ จะคิดอะไรจะทำอะไรขึ้นอยู่กับอารมณ์ ถ้าระงับอารมณ์เอาไว้ได้อะไรๆ ก็จะดีไปหมดทั้งเรื่องรัก การเงินและการงาน งานที่เหมาะที่สุดก็เป็นพวกสถาปนิก ศิลปิน ครีเอทีฟ    ---    นิสัยคนเกิดวันเสาร์ เป็นคนมั่นใจตัวเองสูงมาก ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ เงียบ ขรึม เก็บตัว ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร เป็นคนชอบคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย แต่ไม่ค่อยคิดถึงใจผู้อื่น ดื้อเงียบและถือดี ดูเหมือนใจเย็น แต่โมโหร้าย แต่หัวดี ฉลาด ความสามารถเพียบ ถ้าเรื่องความรักรักแล้วรักเลย รักมันอยู่นั่นใครจะว่าคนรักของฉันอย่างไรไม่สน คนมันรักโว๊ย และขี้หึงร้ายกาจ มีเซ็กส์แบบไร้ทิศทางเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง คนเกิดวันนี้ถ้าลดความหยิ่งความถือดีในศักดิ์ศรีลงบ้างจะเป็นคนที่มีอนาคต    ---   
รวมทุกกระทู้ กระดานเรื่องทั่วไป กระดานสำหรับหาเพื่อนใหม่ สำหรับเลส กระดานสำหรับวัยทำงาน มุมหนังสือ มุมนี้สำหรับคนอกหัก เรื่องบนเตียง International Friends อาหารและเครื่องดื่ม อาหารและเครื่องดื่ม คุยเรื่องกีฬา ท่องเที่ยว ปรึกษาและขอคำแนะนำด้านกฎหมาย คุยเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ คุยเรื่องการเมือง คุยเรื่องหนัง-เพลง โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เรื่องร้องเรียน
 

Sign In ] [ Register ]

ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
   
วิเคราะห์ความได้เปรียบเสียเปรียบ คดีประวัติศาสตร์พระวิหาร



3ปมน่าห่วงคดีพระวิหาร'ไม่ง่าย...ที่จะชนะ'


เสร็จสิ้นไปแล้วกับทีมทนายไทยขึ้นชี้แจงต่อศาลโลก กรณีกัมพูชายื่นให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี 2505 ถึงขั้นที่หลายคนมั่นใจว่า "งานนี้ชนะแน่" และเท่ากับได้สะสางอดีตอันแสนเจ็บช้ำด้วย

ทว่าในความเห็นของ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ซึ่งเกาะติดข้อพิพาทนี้มาตั้งแต่ต้น กลับเห็นว่ายังมีอีกหลายประเด็นที่สังคมไทยอาจจะหลงลืมหรือมองข้ามไป

"ถึงจุดนี้ยังบอกไม่ได้ว่าเราจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ เพราะกัมพูชาก็มั่นใจในแนวทางของเขา ไม่อย่างนั้นกัมพูชาคงไม่จำเป็นต้องนำเรื่องกลับไปสู่ศาลโลกอีกครั้ง"

หลักฐานค้านล้อมรั้ว

1.ไทยเสนอประเด็นการล้อมรั้วลวดหนามองค์ปราสาทพระวิหารหลังคำพิพากษาปี 2505 เพื่อบอกว่าไทยปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว และว่ากัมพูชาไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้าน และไม่เคยติดใจพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรมาก่อนเลย เพิ่งมาสนใจเมื่อไม่นานมานี้เอง

ประเด็นนี้กัมพูชาได้โต้กลับมา โดยระบุว่า มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่ากัมพูชาเคยประท้วงหรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับการล้อมรั้วลวดหนามของไทย จึงได้ไปตามอ่านต่อว่ากัมพูชาประท้วงอย่างไร สรุปว่าได้มีการแสดงความเห็นผ่านเจ้าหน้าที่ต่างประเทศหลายครั้ง เช่น บันทึกของสถานทูตฝรั่งเศสที่รายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศของตน ก็มีการรายงานว่าทั้งนายกรัฐมนตรีกัมพูชา (ในขณะนั้น) และสมเด็จพระนโรดม สีหนุ (พระมหากษัตริย์กัมพูชา) ได้แถลงการณ์คัดค้าน

หรืออย่างประเด็นการล้อมรั้วลวดหนาม ก็มีปรากฏในรายงานของผู้แทนเลขาธิการยูเอ็น (องค์การสหประชาชาติ) ในขณะนั้นที่ถูกส่งเข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหา ก็ระบุว่าให้ยึดหลักขันติ อดทนอดกลั้น

ในส่วนของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา บอกว่าไทยรุกรานเข้าไปในดินแดนของกัมพูชา ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลโลก ส่วนสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ก่อนที่จะเสด็จไปยังปราสาทพระวิหารก็มีความวิตกจากทางกัมพูชาอย่างมากว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะไทยตรึงกำลังอยู่ และหลังจากที่เสด็จขึ้นไปแล้วก็มีแถลงการณ์คัดค้านออกมา

ประเด็นเหล่านี้กัมพูชามีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรแนบไปด้วย แต่สื่อไทยไม่ค่อยได้เสนอเท่าไร เหมือนกับว่ากัมพูชาไม่ได้โต้แย้งอะไรเลย จึงยากที่จะบอกว่าไทยได้เปรียบทางคดี

นอกจากนั้น ไทยยังเน้นย้ำว่าศาลไม่ควรรับพิจารณาคำร้องของกัมพูชาเพราะไม่มีความขัดแย้งเรื่องการตีความคำพิพากษาของศาล กัมพูชายอมรับเส้นรั้วลวดหนามที่ไทยล้อมเอาไว้ แต่กัมพูชามีหลักฐานว่าการตั้งรั้วลวดหนามของไทยเองก็ไม่ชัดเจน เพราะมีการทำแผนที่ 2 ฉบับเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เลือก และในที่สุด ครม.ไทยก็เลือกพื้นที่เล็ก โดยในบันทึกการประชุม ครม. ไม่ได้อธิบายว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเลือกหรือกำหนดพื้นที่

หักล้างแผนที่มีน้ำหนักจริงหรือ




จากคุณ : .... - [ 21-04-2013 22.01.09 IP:171.98.8.85 ]

ความคิดเห็นที่ 1


2.หลักฐานการทำแผนที่ชุดใหม่ของ อลินา มิรอง ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ หนึ่งในทีมกฎหมายของไทย เพื่อบอกว่าศาลไม่ควรรับพิจารณาคำร้องของกัมพูชา หรือถ้ารับตีความก็ไม่ควรใช้แผนที่ในภาคผนวก 1 ที่ไทยเรียกว่าแผนที่ 1200,000

ประเด็นนี้ไม่แน่ใจว่าศาลจะใช้เป็นข้อพิจารณามากน้อยแค่ไหน เพราะเป็นที่รู้กันว่าเทคโนโลยีในการทำแผนที่ในปัจจุบันดีกว่าเมื่อ 100 ปีที่แล้วมาก ความถูกต้องแม่นยำย่อมเทียบกันไม่ได้ แต่แผนที่ชุดนี้ (ภาคผนวก 1) เป็นหลักฐานสำคัญของการพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 ว่าปราสาทอยู่ใต้อธิปไตยของกัมพูชา จึงไม่แน่ใจว่าแผนที่ใหม่จะทำลายสถานะของแผนที่ภาคผนวก 1 ได้หรือไม่

นอกจากนั้น แผนที่ 1:200,000 ยังถูกนำไปบรรจุในความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543 หรือเอ็มโอยู 43 ด้วย สรุปว่าแผนที่ฉบับนี้มีสถานะทางกฎหมายอยู่ และใช้ในการปักปันเขตแดนกับลาว แผนที่ชุดนี้มี 11 ระวาง โดยระวางดงรักที่มีปัญหากันอยู่เป็นหนึ่งในแผนที่ชุดนี้

vicinity ของไทยยึดหลักอะไร

3.เรื่องบริเวณใกล้เคียงปราสาท หรือ vicinity มีประเด็นคือ หลังฝ่ายไทยแถลงด้วยวาจาจบลงเมื่อวันที่ 17 เมษายน ผู้พิพากษาท่านหนึ่งขอให้ทั้งสองฝ่ายไปทำรายงานมาให้ชัดเจนว่า vicinity ในความเห็นของฝ่ายตนมีขอบเขตแค่ไหน

แน่นอนว่ากัมพูชาต้องบอกว่าขอบเขตของ vicinity คือเส้นที่ปรากฏตามแผนที่ภาคผนวก 1 โดยมีเหตุผลรับรองตามที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 เพราะศาลเขียนไว้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายให้การยอมรับเส้นบนแผนที่ แล้วตัดสินให้ปราสาทอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา สรุปคือกัมพูชาไม่ได้คิดขึ้นมาเอง

แต่ในส่วนของไทย มีความชัดเจนว่า vicinity ที่ไทยต้องการคือเขตที่ล้อมรั้วลวดหนามเอาไว้ แต่ยังไม่เคยได้ยินเหตุผลว่าใช้หลักการอะไรในการกำหนดเขตดังกล่าว ฉะนั้นไทยต้องแสดงเหตุผลที่น่าเชื่อถือให้ศาลยอมรับให้ได้ ซึ่งน่ากังวลอยู่เหมือนกัน

"จากเหตุผลทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า...ไม่ง่ายเลยที่จะบอกว่าเราชนะแน่ บอกได้แต่เพียงว่าเรื่องนี้หิน" รศ.ดร.พวงทอง ระบุ

แนวโน้มหลังจากนี้จึงต้องดูปฏิกิริยาหลังคำพิพากษาของศาลว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าศาลไม่รับพิจารณา อาจจะด้วยเหตุผลว่าคำร้องเกินกว่าคำพิพากษาเดิม และศาลไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน ถ้าออกแนวนี้สำหรับไทยก็ถือว่าเสมอตัว หรือจะบอกว่าชนะก็ได้ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรก็ยังเป็นพื้นที่พิพาทเหมือนเดิม

แต่ก็มีโอกาสที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะสื่อมวลชนจะช่วยกันบอกว่าพื้นที่นี้อยู่ใต้อธิปไตยของประเทศใดประเทศหนึ่งเด็ดขาดแล้วจะเกิดปัญหา ฉะนั้นก็อาจทำเป็นพื้นที่อธิปไตยร่วมกัน บริหารร่วมกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ สันติภาพก็คงมี

เป็นการให้ข้อมูลเพื่อให้สังคมได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ รอบด้าน และเตรียมรับกับคำพิพากษาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอย่างมีสติมากที่สุด

..............................................



จากคุณ : .... - [ 21-04-2013 22.02.50 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 2


ผลออกมาจะเป็นยังไง แพ้หรือชนะ
เราก็คงต้องยอมรับแบบมีสติ เช่นกันคะ


จากคุณ : ............. - [ 21-04-2013 22.09.37 IP:180.183.70.143 ]


ความคิดเห็นที่ 3

Download
ข้อสังเกตเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาของศาลโลกคดีปราสาทพระวิหาร

นิติราษฏร์ ฉบับ ๒๐ (ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช)

ตามที่ข่าวแจ้งว่า รัฐบาลกัมพูชาได้เสนอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลกตีความคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหารที่ตัดสินเมื่อวันที่ 15 เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505) นั้น มีประเด็นข้อกฎหมายที่สมควรกล่าวถึง ดังต่อไปนี้

1. การตีความคำพิพากษาคืออะไร

ในกรณีที่รัฐคู่ความสงสัยในความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษาว่ามีความหมายแคบกว้างเพียงใดหรือมีความหมายว่าอย่างไร รัฐคู่ความก็สามารถร้องขอให้ศาลทำการตีความคำพิพากษาได้ การตีความมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการอธิบาย (explanation) หรือการทำให้กระจ่าง (clarification) ในสิ่งที่ศาลได้มีคำวินิจฉัย...



การตีความคำพิพากษามีอยู่ด้วยกันสองประเภทใหญ่ คือ การตีความโดยศาลที่ได้ตัดสิน และการตีความโดยศาลอื่น การตีความอย่างแรก นักกฎหมายอธิบายว่า เป็นเขตอำนาจของศาลที่จะตีความคำพิพากษาที่ตนเองได้ตัดสิน เขตอำนาจศาลแบบนี้เรียกว่า incidental jurisdiction ส่วนการตีความแบบที่สอง เป็นกรณีที่รัฐคู่พิพาททำความตกลงพิเศษเพื่อเสนอให้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการตี ความคำพิพากษาหรือชี้ขาดซึ่งตัดสินโดยอีกศาลหนึ่ง

2. เงื่อนไขของการตีความคำพิพากษาตามหลักทั่วไป

2.1 ความยินยอมของรัฐ

โดยปกติแล้ว ความยินยอมของรัฐที่จะเสนอข้อพิพาทระหว่างประเทศให้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการตัดสินนั้นเป็นคนละกรณีกับความยินยอมที่จะให้มีการตีความคำพิพากษา กล่าวอีกนัยหนึ่ง การที่รัฐให้ความยินยอมที่จะให้ศาลตัดสินข้อพิพาทระหว่างประเทศ มิได้หมายความว่ารัฐคู่พิพาทประสงค์จะให้รวมถึงหรือขยายไปถึงอำนาจในการตีความคำพิพากษาได้ด้วย หากรัฐคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะให้มีการตีความคำพิพากษา ทั้งสองฝ่ายจะต้องทำความตกลงระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่งเพื่อเสนอให้ศาลได้ตีความคำพิพากษา

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของศาลโลกนั้น ตามธรรมนูญของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (Statute of the International Court of Justice) มาตรา 60 ได้กำหนดวิธีการตีความคำพิพากษาของศาลโลกเป็นการเฉพาะโดยข้อ 60 ซึ่งบัญญัติว่า “คำพิพากษาของศาลเป็นที่สุดและอุทธรณ์ไม่ได้ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลต้องตีความตามคำร้องขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

ประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญมากและเป็นประเด็นที่กำลังมีการถกเถียงกันว่า ฝ่ายกัมพูชาจะเสนอคำร้องให้มีการตีความฝ่ายเดียวได้หรือไม่ หรือฝ่ายไทยจะต้องให้ความยินยอมด้วย หากพิจารณาจากข้อที่ 60 แล้ว ตัวบทใช้คำว่า “คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” (any party) ซึ่งมีนัยว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าฝ่ายที่เป็นโจทก์หรือเป็นผู้ถูกฟ้องก็สามารถร้องขอให้มีการตีความได้ และหากพิจารณา Rules of Court ของศาลโลกประกอบด้วยก็จะเข้าใจมากยิ่งขึ้น โดยข้อที่ 98 ของ Rules of Court ของศาลโลกแบ่งวิธีการร้องขอให้ศาลโลกตีความออกเป็นสองวิธีคือการยื่นคำร้องให้มีการตีความฝ่ายเดียว (an application) กับการแจ้งให้ทราบว่ามีการทำความตกลงพิเศษ (Notification of a Special Agreement) กับรัฐคู่ความเพื่อให้ศาลโลกตีความ นอกจากนี้ ที่ผ่านมาศาลโลกก็เคยวินิจฉัยว่า คู่ความสามารถยื่นคำร้องต่อศาลโลกให้มีการตีความฝ่ายเดียวได้ คดีที่ว่านี้คือคดีระหว่างประเทศตูนีเซียกับลิเบียเกี่ยวกับไหล่ทวีปกรณีที่ตูนีเซียร้องขอต่อศาลโลกให้มีการแก้ไขคำพิพากษาและตีความคำพิพากษา (ต่อไปจะเรียกว่าคดีระหว่างตูนีเซียและลิเบีย) ในคดีนี้ ศาลโลกไม่เห็นด้วยกับการตีความของลิเบียที่ว่า การตีความคำพิพากษาตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาลโลกต้องกระทำโดยสองฝ่าย เนื่องจากการตีความเช่นนี้เท่ากับเป็นการสกัดกั้นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งในการใช้สิทธิที่จะขอให้ศาลโลกตีความหากว่าอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ให้ความร่วมมือ อนึ่ง ที่ผ่านมาในอดีต การตีความคำพิพากษาศาลโลกเกิดจากการร้องขอฝ่ายเดียวของรัฐคู่ความ

นอกจากนี้ นักกฎหมายระหว่างประเทศที่เชี่ยวชาญเรื่องเขตแดนอย่างศาสตราจารย์ Kaiyan Kaikobad เห็นว่า รัฐคู่พิพาทไม่จำเป็นต้องระบุอำนาจของศาลโลกในการตีความไว้ในความตกลงพิเศษที่เสนอให้ศาลโลกระงับข้อพิพาทหรือไม่ต้องทำความตกลงพิเศษขึ้นมาใหม่ กล่าวโดยสรุป การตีความคำพิพากษาของศาลโลกเป็นไปตามมาตรา 60 แห่งธรรมนูญศาลโลกและ Rules of Court ข้อที่ 98 หาได้ขึ้นอยู่กับการทำความตกลงพิเศษของรัฐคู่พิพาทแต่ประการใดไม่อย่างไรก็ดี ศาลจะรับการร้องขอให้มีการตีความคำพิพากษาหรือไม่นั้นเป็นดุลพินิจหรืออำนาจของศาลโลก

2.2 การมีข้อพิพาทเกี่ยวกับขอบเขตหรือความหมายของคำพิพากษา

เป็นที่ยอมรับกันในแนวบรรทัดฐานคำตัดสินของศาลโลกตั้งแต่ศาลโลกเก่า (คือคดี Chorzow Factory) จนถึงศาลโลกใหม่ว่า ขณะที่มีการร้องขอให้ตีความคำพิพากษา จะต้องมีข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจริง (the existence of a actual dispute) ระหว่างรัฐคู่ความเกี่ยวกับขอบเขตหรือความหมายของคำพิพากษา มิใช่เพียงแค่โอกาสความเป็นไปได้ที่จะเกิดหรือมีข้อพิพาท (potential dispute) โดยคำว่า “ข้อพิพาท” (dispute) นี้เป็นถ้อยคำทางกฎหมายที่มีความหมายเฉพาะคือหมายถึงกรณีที่รัฐคู่พิพาทมีความเห็นที่ไม่ตรงกันหรือต่างกัน (divergence of view) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เฉพาะเจาะจงอาจเป็นประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงก็ได้ ฉะนั้น ข้อพิพาทจึงมิได้มีความหมายเพียงแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าใจว่าหรือเห็นว่า คำตัดสินของศาลนั้นไม่ชัดเจนหรือคลุมเครือ ในคำร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดี Asylum นั้น ศาลโลกกล่าวว่า ข้อพิพาทนั้นจะต้องเป็นกรณีที่มีความเห็นที่ไม่เหมือนกันระหว่างรัฐคู่พิพาทในประเด็นที่มีการกำหนดไว้ชัดเจนแน่นอน (A dispute requires a divergence of view between the parties on definite points.)

อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการให้ศาลโลกตีความคำพิพากษา หรือพูดง่ายๆก็คือ ต้องการตัดเขตอำนาจศาลโลกตั้งแต่แรก ก็จะต้องมีการคัดค้านในเบื้องต้นเสียทันทีว่า ไม่มีข้อพิพาทหรือความเห็นที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับขอบเขตหรือความหมายของคำพิพากษาระหว่างรัฐคู่ความ ซึ่งหากขาดเงื่อนไขข้อนี้แล้ว ศาลโลกก็ไม่สามารถที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ เพราะว่าศาลโลกจะตีความได้ก็ต่อเมื่อมีประเด็น “ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจริง” (actual dispute) แล้วเท่านั้น เช่นกรณีคดี Chorzow Factory ที่โปแลนด์ต่อสู้ว่า ไม่มีข้อพิพาทหรือความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความหมายและขอบเขตของคำพิพากษาแต่อย่างใด

2.3 วัตถุแห่งการตีความ

การตีความคำพิพากษาของศาลโลกนั้นจำกัดเฉพาะสิ่งที่ศาลได้ตัดสินในคำพิพากษาเท่านั้น รัฐจะร้องขอให้ศาลโลกตีความในประเด็นที่ศาลโลกมิได้ตัดสินไม่ได้ มิฉะนั้นแล้ว ประเด็นที่ร้องขอให้ศาลตีความอาจเป็น “คำถามใหม่” ในประเด็นนี้ ศาลโลกในคำร้องขอให้ตีความคำพิพากษาในคดี Asylum เมื่อปี ค.ศ. 1950 นั้นศาลโลกได้กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของศาลโลกที่จะตอบคำถามที่ได้กำหนดไว้ในคำแถลงสรุปสุดท้าย (final submission) และงดเว้นที่จะไม่ตัดสินประเด็นที่ไม่ได้กำหนดไว้ในคำแถลงสรุปสุดท้าย และศาลโลกยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลโคลัมเบียเห็นว่าเป็นช่องโหว่ (gap) ของคำพิพากษานั้น แท้จริงเป็น “คำถามใหม่” ซึ่งไม่อาจตัดสินได้ด้วยวิธีการตีความ การตีความไม่อาจเกินไปกว่าคำพิพากษาได้ ซึ่งประเด็นต่างๆนั้นได้ถูกกำหนดไว้แล้วในคำแถลงสรุปสุดท้าย

มีข้อสังเกตว่า ในคำแถลงสรุปที่ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอระหว่างกระบวนพิจารณาภาควาจาที่ได้เพิ่มเข้าอีกสองประเด็นคือ เส้นเขตแดนระหว่างประเทศในบริเวณเทือกเขาดงรักและแผนที่ตอนเขาดงรักเป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นในนามของคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสม ซึ่งคำร้องทั้งสองข้อนี้ศาลโลกไม่รับไว้พิจารณาและมิใช่เป็นข้อเรียกร้องที่จะต้องกล่าวถึงในบทปฏิบัติการของคำพิพากษา ดังนั้น หากกัมพูชาจะร้องขอให้ศาลโลกตีความในสองประเด็นนี้ย่อมมิอาจทำได้เพราะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบทปฏิบัติการแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ประเด็นต่อไปมีว่า การตีความคำพิพากษานั้นจะจำกัดเฉพาะสิ่งที่ศาลโลกได้ตัดสินเท่านั้นที่เรียกว่า “บทปฏิบัติการ” (ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า dispositive) หรือจะขยายไปถึงเหตุผลในคำพิพากษาด้วย ในประเด็นนี้ได้มีการกล่าวถึงในคดีของคำตัดสินระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสเกี่ยวกับไหล่ทวีปที่มีการเสนอให้ศาลของอนุญาโตตุลาการ (the Court of Arbitration) ตีความโดยฝรั่งเศสเห็นว่า การตีความคำพิพากษาของศาลจำกัดเฉพาะบทปฏิบัติการอันเป็นส่วนที่ได้มีคำวินิจฉัยเท่านั้นจะขยายไปยังส่วนอื่นๆของคำพิพากษาไม่ได้ ในขณะที่อังกฤษเห็นว่า การตีความไม่ควรจำกัดเฉพาะคำตัดสินในบทปฏิบัติการเท่านั้นแต่รวมถึงวรรคอื่นๆที่เป็นเหตุผลทางกฎหมาย (reasoning) ด้วยหากว่าวรรคอื่นๆในอยู่ในคำพิพากษาเป็นส่วนสำคัญหรือมีความสัมพันธ์อย่างมากกับคำตัดสินในบทปฏิบัติการ ซึ่งในกรณีนี้ Court of Arbitration เห็นด้วยกับการตีความของอังกฤษ เช่นเดียวกันกับศาลโลก ในคดีข้อพิพาททางเขตแดนทางบกและทางทะเลระหว่างคาเมอรูนกับไนจีเรีย คาเมอรูนได้ร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษา ซึ่งในคดีนี้ศาลโลกได้กล่าวว่า การตีความคำพิพากษาตามข้อที่ 60 ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้นต้องเกี่ยวข้องกับบทปฏิบัติการของคำตัดสินเท่านั้น จะร้องขอให้มีการตีความเหตุผลของคำพิพากษาไม่ได้เว้นแต่เหตุผลของคำตัดสินนั้นไม่สามารถแยกออกจากบทปฏิบัติการได้ (any request for interpretation must relate the operative part of the judgment and cannot concern the reasons for the judgment except in so far as these are inseparable from the operative part)

2.4 เงื่อนไขด้านเวลา

โดยปกติแล้ว การตีความคำพิพากษาหรือคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมักจะระบุเงื่อนไขด้านเวลาไว้ว่า รัฐคู่พิพาทจะสามารถร้องขอให้มีการตีความคำพิพากษาได้ต่อเมื่อพ้นช่วงเวลาหลังจากที่ศาลหรืออนุญาโตตุลาการได้ตัดสินซึ่งอาจเป็นเวลา 3 เดือนหรือมากกว่านั้นก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีของศาลโลกนั้น ข้อที่ 60 มิได้กำหนดเงื่อนไขเรื่องกำหนดเวลาไว้ว่ารัฐคู่พิพาทต้องยื่นคำร้องให้ศาลโลกตีความภายในกำหนดเวลาเท่าใดซึ่งต่างจากการขอให้มีการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งต้องทำภายในหกเดือนนับแต่วันค้นพบข้อเท็จจริงใหม่หรือภายใน 10 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ดังนั้น การให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาจึงไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนเวลา กล่าวอีกนัยหนึ่ง การให้ศาลโลกตีความคำพิพากษานั้นมีลักษณะเป็น open- ended

คำถามมีว่า แล้วคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารซึ่งตัดสินมานาน 50 ปีจนองค์คณะเดิมที่ตัดสินคดีนี้ต่างก็ไม่อยู่แล้ว ศาลโลกองค์คณะใหม่จะรับคำร้องหรือไม่ อย่างไรก็ดี ในอดีต อาร์เจนติน่ากับชิลีเคยทำความตกลงพิเศษเมื่อค.ศ. 1991 เสนอให้อนุญาโตตุลาการตัดสินคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่เคยชี้ขาดเมื่อ ค.ศ. 1902

3. วัตถุประสงค์ของการตีความคำพิพากษา

การตีความคำพิพากษาจะต้องรักษาความเป็นที่สุดของคำตัดสินของศาลที่มีผลผูกพันคู่ความไว้ การตีความคำพิพากษาจึงไม่อาจมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำตัดสินหรือขยายไปยังประเด็นอื่นที่ศาลมิได้ตัดสินไว้

4. ตัวอย่างของการตีความคำพิพากษาศาลโลก

ในอดีต รัฐคู่พิพาทเคยใช้สิทธิตามมาตรา 60 ขอให้ศาลโลกตีความขอบเขตหรือความหมายของคำพิพากษาของศาลโลกหลายคดี โดยเรียงตามลำดับเวลาล่าสุด ดังนี้

1) คำร้องขอให้มีการตีความคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ปีค.ศ. 2004 (Request for Interpretation of the Judgment of 31 March 2004 in the Case concerning Avena and Other Mexican Nationals (Mexico v. United States of America) (Mexico v. United States of America)

2) คำร้องขอให้มีการตีความคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ปีค.ศ. 1998 (Request for Interpretation of the Judgment of 11 June 1998 in the Case concerning the Land and Maritime Boundary between Cameroon and Nigeria (Cameroon v. Nigeria), Preliminary Objections (Nigeria v. Cameroon)

3) คำร้องขอให้มีการตีความคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปีค.ศ. 1982 Application for Revision and Interpretation of the Judgment of 24 February 1982 in the Case concerning the Continental Shelf (Tunisia/Libyan Arab Jamahiriya) (Tunisia v. Libyan Arab Jamahiriya) (1984)

4) คำร้องขอให้มีการตีความคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ปีค.ศ. 1950 Request for Interpretation of the Judgment of 20 November 1950 in the Asylum Case (Colombia/Peru) (1950)

5) Factory at Chorzow, Application for Revision and Interpretation of the Judgment of 24 February

5. ประเด็นการตีความกรณีคดีปราสาทพระวิหาร

สำหรับกรณีคดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลโลกตัดสินไว้ 3 ประเด็น นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า อาจมีการเสนอให้ศาลโลกตีความในประเด็นที่สองของบทปฎิบัติการซึ่งเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณรอบๆปราสาทพระวิหาร (vicinity)

บทส่งท้าย

การที่กัมพูชายื่นคำร้องให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารนั้นไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่ชัดว่าผลจะเป็นอย่างไร ศาลโลกอาจรับหรือไม่รับพิจารณาคำร้องของกัมพูชาก็ได้ หรือหากศาลโลกรับไว้พิจารณาก็ไม่มีใครคาดหมายว่าผลของการตัดสินจะออกมาเป็นคุณกับฝ่ายใด ดังนั้น การเตรียมการต่อสู้คดีเป็นเรื่องสำคัญซึ่งรัฐบาลไทยได้แจ้งว่าได้เตรียมนักกฎหมายไว้ต่อสู้แล้ว อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยอาจต้องเตรียมเรื่องการแต่งตั้ง “ผู้พิพากษาเฉพาะคดี” (judge ad hoc) ด้วยเพราะว่าธรรมนูญศาลโลกข้อที่ 31 วรรค 3 เปิดช่องให้มีการเสนอชื่อผู้พิพากษาเฉพาะคดีได้หากว่าองค์คณะปัจจุบันของศาลโลกไม่มีผู้พิพากษาที่มีสัญชาติเดียวกับรัฐคู่พิพาทโดยสถานะของผู้พิพากษาเฉพาะคดีนั้นมีศักดิ์และสถานะเท่าเทียมกับผู้พิพากษาประจำ.


โดย สาวตรี สุขศรี | tags ข่าวสาร นิติราษฎร์
http://www.enlightened-jurists.com/blog/33



จากคุณ : .... - [ 21-04-2013 22.27.15 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 4


ปรมาจารย์กฎหมายระหว่างประเทศ

18 March 2011 by n/e

จุดยืนที่เหนือกว่า โดย ศ.ดร. สมปอง สุจริตกุล


ฟิฟทีนมูฟ – ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล เขียนบทความ “จุดยืนที่เหนือกว่า” เตือนรัฐสภาก่อนลงมติรับรองผ่านบันทึกข้อตกลงเจบีซี ๓ ฉบับ ขณะ MOU43 ซุกแผนที่ ๑: ๒๐๐,๐๐๐ ที่จะเป็นมหันตภัยใหญ่หลวงนำไปสู่การเสียดินแดน ย้ำไทยกับเขมรปักปันเขตเสร็จสิ้นแล้วเมื่อ ๑๐๓ ปีก่อน แผนที่ฯ ไม่ถูกต้องและศาลโลกไม่เคยรับรอง พื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. เป็นของไทย ไม่มีส่วนใดทั้งทางบกและทะเลที่จะเรียกว่าพื้นที่พิพาทได้ และเจบีซี-จีบีซีมีหน้าที่เพียงตรวจสอบหลักเขตไม่ใช่คณะกรรมการปักปัน


ศ.ดร. สมปอง สุจริตกุล ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ ทนายประสานงานคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๕



——————————————————

จุดยืนที่เหนือกว่า

ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อซึ่งฝ่ายบริหารกำลังจะเสนอรายงานของ JBC ไทย-กัมพูชา เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติอันได้แก่รัฐสภาไทยรับรองให้ความเห็นชอบนั้น ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารดังกล่าวได้ซ่อนเงื่อนงำอันจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างร้ายแรงของประเทศชาติ โดยสุ่มเสี่ยงต่อการหยิบยื่นดินแดนไทยทั้งหมดในบริเวณเขาบรรทัดซึ่งกำหนดให้เส้นสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตธรรมชาติตามความตกลงระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และได้มีการยืนยันโดยสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗

ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชานั้น ได้กระทำเสร็จสิ้นไปแล้วทุกขั้นตอนโดยคณะกรรมการปักปัน เขตแดน ๒ ชุด ในการประชุมกรรมการชุดแรกในปี ค.ศ. ๑๙๐๕-๑๙๐๖ และในปี ค.ศ. ๑๙๐๗ กรรมการชุดที่สองได้ปักหลักเขตไว้เป็นที่เรียบร้อย โดยฝ่ายไทยได้เสียดินแดนเพิ่มเติม จากเดิมที่ทะเลสาบเป็นของไทยตั้งแต่แม่น้ำโรลูออส (สตรึง โรลูออส) และครึ่งหนึ่งของทะเลสาบ รวมทั้งเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ

ในปี ค.ศ. ๑๙๐๗ คณะกรรมการชุดที่สองได้ยืนยันเขตแดนธรรมชาติโดยใช้สันปันน้ำตามที่ได้ตกลงกันเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๐๔ ตลอดแนวทิวเขาบรรทัด (เขาดงรัก) ๑๙๕ กิโลเมตร ตั้งแต่ช่องบกถึงช่องสะงำ และได้ปักหลักเขตแดนเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่หลักที่ ๑ ที่ช่องสะงำจนถึงหลัก ๗๓ ที่หาดเล็ก เดิมใช้หลักไม้ (ค.ศ. ๑๙๐๗) ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นหลักหินเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๑๘ รวมทั้งสิ้น ๗๓ หลัก เป็นระยะทาง ๖๐๓ กิโลเมตรโดยประมาณ กับบริเวณสันปันน้ำ ๑๙๕ กิโลเมตรซึ่งเป็นเขตแดนธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องปักหลัก รวมทั้งสิ้น ๗๙๘ กิโลเมตร

หลัก ๗๓ ซึ่งเป็นหลักเขตสุดท้ายมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คณะกรรมการปักปันได้ยึดถือตามพิกัดที่เล็งจากยอดเขาสูงสุดที่เกาะกูดมายังชายทะเลในอ่าวไทยทางทิศตะวันออกเป็นหลักเขตที่ ๗๓ ตามรายงานปรากฏว่าฝ่ายฝรั่งเศสได้ขอให้เลื่อนไปอีกเล็กน้อยเนื่องจากหลักที่ ๗๓ ซึ่งกำหนดไว้เดิมอยู่กลางหมู่บ้านของชาวกัมพูชา ไทยก็อนุโลมโดยขยับหลักที่ ๗๓ พอให้พ้นบริเวณดังกล่าว ฉะนั้น การปักปันเขตแดนและปักหลักเขตที่แน่นอน (demarcation) จึงแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ ปี ค.ศ. ๑๙๐๘

เพราะฉะนั้น เมื่อเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสก่อนที่จะเป็นประเทศกัมพูชา แล้วเสร็จมากว่า ๑๐๓ ปีแล้ว จึงไม่มีปัญหาเรื่องการปักปันหลงเหลืออยู่อีกต่อไป คณะกรรมการ JBC และ GBC ก็ไม่ใช่ “กรรมการปักปันเขตแดน” แต่เป็นเพียงคณะกรรมการ “ตรวจสอบ” หลักเขตแดนที่อาจชำรุดหรือสูญหายไปตามกาลเวลา อนึ่ง ในบริเวณ ๑๙๕ กิโลเมตรที่ใช้สันเขาหรือสันปันน้ำเป็นเครื่องแสดงเขตแดนนั้น เนื่องจากสันปันน้ำเป็นหินธรรมชาติที่ชัดเจนและไม่มีวันเสื่อมสลาย จึงไม่มีปัญหาหรือข้อสงสัยหลงเหลืออยู่ทั้งฝั่งไทยและฝั่งฝรั่งเศสหรือผู้สืบสิทธิ์คือกัมพูชา

ปัญหาที่ตามมาคือ MOU 43 ซึ่งเป็นมหันตโทษต่อประเทศชาติ เนื่องจากเอกสารดังกล่าวมีเงื่อนงำซ่อนเร้นและหมกเม็ดแผนที่ระวางดงรัก ๑: ๒๐๐,๐๐๐ จัดทำโดยฝรั่งเศสฝ่ายเดียวในปี ค.ศ. ๑๙๐๗ ในนามคณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศสโดยไทยมิได้มีส่วนร่วม ฝรั่งเศสได้รวมดินแดนในมลฑลบูรพา กล่าวคือ พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ไว้ล่วงหน้าในแผนที่ดังกล่าว และจัดพิมพ์ขึ้นที่กรุงปารีสเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๙๐๘ ก่อนที่คณะกรรมการปักปันชุดที่สองปักหลักเขตแดนแล้วเสร็จ แผนที่ฉบับนี้เป็นผลงานของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสด้วยวิธีการลากเส้นเขตแดนตามใจชอบโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและข้อบทแห่งสนธิสัญญา จึงผิดเพี้ยนจากเส้นเขตแดนที่แท้จริงและขาดความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง

อนึ่ง แผนที่ระวาง ๑๒๐๐,๐๐๐ เป็นเพียงแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา เมื่อกัมพูชาพยายามขยายคำฟ้องโดยร้องขอให้ศาลพิจารณาสถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ และความถูกต้องของเส้นเขตแดนบนแผนที่ดังกล่าว ศาลจึงไม่พิจารณา แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้พิพากษา ๓ ท่านยังได้วินิจฉัยในคำพิพากษาแย้ง และอีก ๑ ท่านในคำพิพากษาเอกเทศว่าแผนที่ดังกล่าวไม่ถูกต้องด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ คำพิพากษาแย้งและเอกเทศนั้น ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา หาใช่เพียงความเห็นดังที่หลายท่านเข้าใจ และเป็นการยืนยันว่าแผนที่นั้นผิด ไทยน่าจะใช้ความผิดพลาดของแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ให้เป็นประโยชน์โดยเปิดเผยและตอกย้ำให้เป็นที่ทราบทั่วกันในทุกเวทีทั้งในและนอกประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ไม่ว่าโดยเสียดินแดนทางบกเพิ่มเติมอีกกี่ล้านไร่ หากหลักเขตที่ ๗๓ ยังคงเดิม ไม่มีการเคลื่อนย้ายหรือรื้อถอน ความผิดพลาดของแผนที่ทางบกหาได้กระทบกระเทือนเขตแดนทางทะเลแต่ประการใด เขตแดนทางทะเลของไทยไม่มีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะเส้นเขตแดนที่กัมพูชากำหนดขึ้นโดยลากเส้นจากหลักเขตที่ ๗๓ ผ่านเกาะกูดนั้น เป็นเส้นที่ปราศจากหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย ปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยจึงไม่มี ไทยมิบังควรยอมรับเส้นเขตแดนไม่ว่าทางบกหรือทางทะเลที่กัมพูชาลากขึ้นโดยพลการ เพราะการกระทำดังกล่าวจะเป็นการหยิบยื่นแผ่นดินไทยให้ผู้รุกรานโดยปราศจากการต่อสู้ทั้ง ๆ ที่หลักฐาน ข้อเท็จจริงและอำนาจต่อรองทั้งหมด รวมทั้งกำลังทหารที่เหนือกว่าอยู่ในมือ

ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล
๑๘ มีนาคม ๒๕๕๔

http://www.15thmove.net/article/higher-standing-point-sompong-sucharitkul/


จากคุณ : .... - [ 21-04-2013 22.40.04 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 5


ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์

หัวข้อน่าอ่าน

1 ปราสาทพระวิหารควรเป็นของใคร (NEW) 16745
2 ยกเลิก MOU 2543 ! 15444
3 บทความใหม่เรื่อง "ปราสาทพระวิหาร" ของ ดร. สมปอง สุจริตกุล วันที่ 31 ส.ค. 2552 (NEW) 8284
4 ยกเลิก MOU 2544...เพราะละเมิดพันธกรณีอย่างร้ายแรง (NEW) 7348
5 สรุป กรณีพิพาท"เขาพระวิหาร" เกือบ50 ปี...ฝันร้ายแห่งสยาม 7299
6 ตรวจสอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (JBC) และการเจรจา (ตอนที่ 1) (NEW) 6912
7 น้ำมันอ่าวไทย สัมปทานน้ำมันเขตทับซ้อนอ่าวไทย กับกัมพูชา 6905
8 ตรวจสอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา JBC และการเจรจา ตอนที่ 2 (NEW) 6217
9 MOU 2543 เป็นโมฆะ 6165
10 รู้เท่าทันกระบวนการรับรองแผนที่ 1: 200,000 6124
11 ศาลโลกกับคดีปราสาทพระวิหาร โดย ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล ทนายความในคดีปราสาทพระวิหาร ปี 2502-2505 5913
12 MOU43 มาจากไหน และจะพาประเทศไทยไปไม่รอดอย่างไร 4390
13 หยุด JBC ! 4299 14 เอกสารเผยแพร่ "แผ่นดินเขาพระวิหาร 4.6 ตร.กม. แผ่นดินไทยที่กัมพูชายึดครอง" (NEW) 4007
15 เอกสารเผยแพร่ความรู้ คดีพิพาทปราสาทพระวิหาร และ เหตุผลที่ไม่ควรร่วมขึ้นมรดกโลก 3681
16 พ่อค้าเนื้อ กำลังจะลงมีด...เฉือนแผ่นดินไทยให้เขมร 3051
17 ขอของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล! 2461
18 พรรคประชาธิปัตย์ จุด จุด จุด ถ้า จุด จุด จุด โดย ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ 2408 19 ข้อตกลงชั่วคราว ไทย-กัมพูชา ก็คือแถลงการณ์ร่วม ฉบับบนพดล ปัทมะ นั้นเอง (NEW) 2067
20 จดหมายร้องเรียนให้ UN ตั้งคณะกรรมการสอบองค์กร และบุคคล องค์การยูเนสโก


อ่านได้ตามลิงค์นี้ค่ะ

http://www.praviharn.net/index.php?option=com_content&view=category&id=35&Itemid=99


จากคุณ : .... - [ 21-04-2013 22.54.10 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 6







นายวีรชัย พลาศรัย ในฐานะตัวแทนราชอาณาจักรไทย แถลงปิดคดีปราสาทพระวิหาร ย้ำศาลโลกว่า ปัญหาเขตแดนอยู่นอกเหนือคำพิพากษา เป็นเรื่องที่คู่ความต้องตกลงกันเอง การปฏิบัติของไทยเป็นไปตามคำพิพากษา หากให้ตามคำขอของกัมพูชา จะทำให้เกิดข้อขัดแย้งในบูรณภาพดินแดน

โดยศาตราจารย์อแลง แปลเล่ต์ ระบุว่า อำนาจศาลกรณีการขอตีความต้องมีเหตุผลประกอบ หรือ เกี่ยวข้องกับสาระสำคัญของคำพิพากษา กัมพูชาไม่สามารถร้องขอให้ตีความได้ เพราะศาลได้พิพากษาไปแล้วตามบทปฏิบัติการ ซึ่งกัมพูชาพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประเทศไทยต้องถอนกำลัง แต่ประเทศได้ถอนกำลังออกไปแล้ว ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องเคารพอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ทั้งนี้ ปี 2505 ศาลได้ตัดสินว่า อำนาจเหนืออธิปไตยปราสาทอยู่ในดินแดนของกัมพูชา และศาลได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน ที่จะยืนยันคำอ้างของกัมพูชาเรื่องเขตแดน ดังนั้น ศาลจึงไม่ควรรับฟังคำร้องขอให้ตีความของกัมพูชา

ส่วนนางอลินา มิรอง กล่าวว่า ในปี 2505 กัมพูชาได้ใช้แผนที่ โดยไม่ได้สนใจพื้นที่ทางตะวันตกของปราสาท สนใจเฉพาะพื้นที่ปราสาท แต่ครั้งนี้กัมพูชากลับสนใจ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และภูมะเขือ จึงเป็นข้อพิพาทใหม่ ไม่ใช่ข้อพาทเดิม ส่วนเส้นในแผนที่ภาคผนวก 1 เกิดผิดพลาดจากความเป็นจริง กัมพูชาใช้แผนที่โดยไม่สนใจสันปันน้ำตามลักษณะภูมิศาสตร์ แต่เราอยู่ในโลกความเป็นจริง ไม่ได้อยู่ในโลกจินตนาการ จึงต้องใช้แผนที่ถูกต้องตามหน่วยวิจัยเขตแดนระหว่างประเทศ (IBRU)

ด้านศาตราจารย์โดนัลด์ แมคเรย์ ชี้แจงว่า กัมพูชาไม่ได้เผชิญหน้ากับความจริง เพราะขอบเขตดินแดนไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีในปี 2505 เป็นเพียงแค่การพิจารณาเฉพาะอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร ซึ่งประเทศไทยได้ถอนกำลังทหารตามพันธกรณีแล้ว แต่กัมพูชามีความพยายามที่ซ่อนเร้น ที่อ้างถึงแผนที่รอบใหม่

ขณะที่ศาตราจารย์เจมส์ ครอว์ฟอร์ด กล่าวว่า การเสด็จไปของสมเด็จพระนโรดมสีหนุ ที่ปราสาทพระวิหาร ก็ได้เห็นทหารฝ่ายไทย ซึ่งก็เป็นทหารที่ได้ถอนกำลังออกไปแล้ว เป็นเรื่องแปลกประหลาด ที่กัมพูชาจะให้ศาลตีความขอบเขตและความหมายของคำพิพากษา ซึ่งทำได้เฉพาะข้อพิพาท หรือ ขอบเขตของความหมายในปฏิบัติการ แต่ไม่ได้อนุญาตให้ตีความถึงอำนาจขอบเขตหรือดินแดน โดยศาลจะอยู่ในสถานะลำบากหากจะใช้อำนาจตีความ เกินเขตอำนาจของศาล

ขณะเดียวกันนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ไทย ยืนยันมาตลอดว่า ปัญหาเขตแดนอยู่นอกเหนือคำพิพากษา 2505 เป็นเรื่องของคู่ความที่ต้องตกลงกันเอง ซึ่งกัมพูชานำหลักฐานของไทยไปใช้ และมีความลังเล สับสนอย่างไม่แน่นอนมาตลอด และไม่เคยมีความชัดเจน ในเรื่องเส้นเขตแดน กลับมาวันนี้จะอ้างถึง พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งวันนี้จินตนาการของกัมพูชา ก็กลับมาเป็นข้อเรียกร้องของฝ่ายกัมพูชา ขณะที่การปฏิบัติของไทยเป็นไปตามคำพิพากษา หากให้ตามคำขอของกัมพูชา ก็จะทำให้เกิดข้อขัดแย้งในบูรณภาพดินแดน หลังจากเวลาผ่านมาแล้ว 50 ปี ทั้งนี้ ไทยยอมรับตำนานของอาณานิคมเอเซียอาคเนย์ แต่ก็จะมีอนาคตร่วมกัน 2 ประเทศกับกัมพูชา เพื่อเป็นพี่น้องในอาเซียนภายใต้หลักนิติธรรม เพื่อให้มีสันติภาพที่นั่งยืน


ศาลโลกจะพิจารณาและตัดสินคดีปราสาทพระวิหารในเวลาที่เหมาะสม หลังเสร็จสิ้นการแถลงด้วยวาจาปิดคดีของฝ่ายไทยและกัมพูชา ระหว่างวันที่ 15-19 เมษายน ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ โฟนอินสัมภาษณ์ผ่านรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน พอใจผลการชี้แจงต่อศาลและย้ำทำหน้าที่อย่างเต็มที่


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พร้อมนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะผู้นำคณะฝ่ายไทยต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ จากกรุงเฮก ซึ่งนอกจากการยืนยันถึงการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยทีมทนายชุดเดิมแล้ว นายสุรพงษ์ ยังชี้แจงข้อกล่าวหาไม่เคยเอาเรื่องของประเทศชาติเป็นเกมการเมือง โดยสิ่งที่เคยกล่าวว่า คดีนี้เสมอตัว คือหากศาลไม่รับตีความ ทุกอย่างกลับไปเหมือนปี 2505 กลับไปอยู่แบบเดิม ไทยและกัมพูชาก็จะพัฒนาพื้นที่พระวิหารร่วมกับพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมั่นใจว่าผลการตัดสินของศาลจะไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ



ขณะที่นายวีรชัย ระบุ ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร คงไม่ไปก้าวล่วงอำนาจศาล แต่สิ่งที่ดำเนินการไปย้ำว่าทำดีที่สุด และละเอียดที่สุดแล้ว ผลจะออกมาอย่างไรก็สบายใจ พร้อมยืนยันการทำงานคดีนี้กับ 2 รัฐบาล ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ไม่แตกต่างกัน


สำหรับคดีปราสาทพระวิหาร หลังแถลงปิดคดีเสร็จสิ้นทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศขอให้ทั้ง 2 ประเทศส่งข้อมูลที่ขอเพิ่มเติม คือ พิกัด แผนที่ที่ชัดเจนของพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหารตามความเห็นของแต่ละฝ่าย ตามกำหนดเวลาวันที่ 26 เมษายน และครั้งนี้ถือเป็นการให้การครั้งสุดท้าย โดยศาลจะไม่ขอเอกสารหรือให้การเพิ่มอีก และจะพิจารณาและตัดสินในเวลาที่เหมาะสมต่อไป

http://news.thaipbs.or.th/content/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99


จากคุณ : .... - [ 21-04-2013 23.37.28 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 7


ความคิดเห็นที่ 2

ผลออกมาจะเป็นยังไง แพ้หรือชนะ
เราก็คงต้องยอมรับแบบมีสติ เช่นกันคะ


ในคำแถลงการณ์ปิดท้ายคดีของ ท่านทูต วีระชัย พลาศัย
กับข้อต่อสู้ของทีมทนายไทย ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแผนที่ภาคผนวก 1 หรือระวางดงรัก
ที่เป็นปัญหามายาวนาน จขกท.พยายามจะนำข้อมูลข้อเท็จจริง มาแปะรวมๆไว้
ก็ด้วยอยากจะให้ได้เห็นกรณีศึกษาของนักวิชาการท่านต่างๆได้สรุปวิเคราะห์ให้ฟังกัน

เมื่อเราได้ทราบได้เห็นตั้งแต่ข้อกฎหมายยันข้อเท็จจริงเหนือสันปันน้ำรวมถึงการกระทำ
อันเล่ห์เก๊หลอกลวงที่ถูกกระพือจนดังกระฉ่อน พร้อมประโยคหนึ่งที่ท่านทูต วีระชัย พลาศัย
ท่านได้กล่าวไว้ ว่า สู้ด้วยข้อเท็จจริงไม่ได้ก็เอาข้อกฎหมายมาสู้ การตีแผ่พฤติกรรมของเขมร
ให้ประชาคมโลกได้รับรู้เช่นนี้ของไทย กับคำตัดสินที่ผิดไปจากความจริง ในปี 2505
ซึ่งนำมาด้วยอาการโต้แย้งและคำสงวนสิทธิ์ ที่จะทวงคืน ถึงแม้ว่าโดยความเป็นจริง ทำไม่ได้

(ตามภาพข้างบน อันเป็นหลักสากลของการแบ่งเส้นเขตแดน โดยถือเป็นกำแพงธรรมชาติที่นานาอารยะประเทศยอมรับ จุดที่แหว่งไปของปราสาทเขาพระวิหาร เราเห็นอะไรจากศาลโลกบ้าง)

จขกท.เองก็อยากเรียนถามคนไทยด้วยกันค่ะว่า ท่าน ศ.ดร. สมปอง สุจริตกุล
พยายามบอกกับเราว่า

แผนที่ระวางดงรัก ๑: ๒๐๐,๐๐๐ จัดทำโดยฝรั่งเศสฝ่ายเดียวในปี ค.ศ. ๑๙๐๗ ในนามคณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศสโดยไทยมิได้มีส่วนร่วม ฝรั่งเศสได้รวมดินแดนในมลฑลบูรพา กล่าวคือ พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ไว้ล่วงหน้าในแผนที่ดังกล่าว และจัดพิมพ์ขึ้นที่กรุงปารีสเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๙๐๘ ก่อนที่คณะกรรมการปักปันชุดที่สองปักหลักเขตแดนแล้วเสร็จ (ไทยใช้ประกอบการพิจารณาในศาล)

แผนที่ฉบับนี้เป็นผลงานของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสด้วยวิธีการลากเส้นเขตแดนตามใจชอบโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและข้อบทแห่งสนธิสัญญา จึงผิดเพี้ยนจากเส้นเขตแดนที่แท้จริงและขาดความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิงอนึ่ง

แผนที่ระวาง ๑๒๐๐,๐๐๐ เป็นเพียงแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา เมื่อกัมพูชาพยายามขยายคำฟ้องโดยร้องขอให้ศาลพิจารณาสถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ และความถูกต้องของเส้นเขตแดนบนแผนที่ดังกล่าว ศาลจึงไม่พิจารณา แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้พิพากษา ๓ ท่านยังได้วินิจฉัยในคำพิพากษาแย้ง และอีก ๑ ท่านในคำพิพากษาเอกเทศว่าแผนที่ดังกล่าวไม่ถูกต้องด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ คำพิพากษาแย้งและเอกเทศนั้น ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา หาใช่เพียงความเห็นดังที่หลายท่านเข้าใจ และเป็นการยืนยันว่าแผนที่นั้นผิด ไทยน่าจะใช้ความผิดพลาดของแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ให้เป็นประโยชน์โดยเปิดเผยและตอกย้ำให้เป็นที่ทราบทั่วกันในทุกเวทีทั้งในและนอกประเทศ


เมื่อเป็นทีทราบกันในนานาอารยะประเทศตามทิศทางที่ไทยดำเนินการต่อสู้อยู่

คำถามคือ อะไรคือการยอมรับแบบมีสติ ? ^^

ข้อเท็จจริงที่บิดเบือนไปเพราะข้อกฎหมาย มันจะเป็นความยุติธรรมชนิดไหน?

ความยุติธรรมบนโลกของจินตนาการ หรือ ความยุติธรรมของโลกแห่งความเป็นจริง



จากคุณ : .... - [ 22-04-2013 01.30.26 IP:171.98.8.85 ]


ความคิดเห็นที่ 8



นายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ
ผู้พิพากษาศาลโลกชาวโซมาเลีย
(ภาพจากเฟซบุ๊ก Sermsuk Kasitipradit)



ผู้พิพากษาศาลโลก ชาวโซมาเลีย เป็นใคร? จะทำให้ไทยเสียดินแดน

บทความ นาย สุวิทย์ คุณกิตติ

ในการแถลงด้วยวาจาต่อศาลโลกเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผู้พิพากษาที่ชื่อนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ ชาวโซมาเลีย ได้ขอให้ไทยและเขมรชี้ให้ชัดเจนว่าพื้นที่บริเวณรอบปราสาท(vicinity)มีอาณาเขตแค่ไหนอย่างไรแล้วรีบเสนอด่วนที่สุดภายในวันศุกร์นี้โบราณบอกว่า”ต้องรู้เขารู้เรา จึงจะรบชนะ”

เริ่มตั้งแต่ศาลโลกหรือชื่อเต็มคือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(International Court of Justice)ซึ่งคำว่าศาลยุติธรรมทำให้เราเข้าใจว่าน่าจะเป็นศาลยุติธรรมแบบศาลยุติธรรมของเรา แต่ไม่ใช้เพราะศาลโลกตั้งตามกฎบัตรองค์การสหประชาชาติ(UN)เป็นศาลที่ผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติ(General Assembly) ดังนั้นจึงเป็นศาลการเมืองไม่ใช่ศาลยุติธรรมเพราะการเลือกตั้งต้องมีการหาเสียงสนับสนุนมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มีการลอบบี้อย่างรุนแรง ดังนั้นถ้าเราจะคาดหวังว่าศาลโลกจะมีความยุติธรรมเหมือนศาลยุติธรรมในความเข้าใจก็ไม่น่าจะใช่ เมื่อผู้พิพากษามาจากการลอบบี้การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ การพิจารณาคดีก็คงไม่แตกต่างกัน

เรื่องการลอบบี้ระหว่างประเทศเขมรมีความสามารถพิเศษตั้งแต่ยุคสงครามเย็นและสงครามกลางเมืองภายในประเทศเขมร รัฐบาลเขมรชุดนี้ทำงานนี้อย่างต่อเนื่องโดยคนชุดเดียวกันมานานถึง ๖๐ปีต่างจากไทยที่เปลี่ยนคนทำงานเป็นประจำทำให้ขาดความต่อเนื่อง เพราะความต่อเนื่องจึงทำให้เขมรทำจนประสบความสำเร็จ ทำให้นานาชาติรวมทั้งไทยได้เข้าไปช่วยเหลือจนรวมเขมรสามฝ่ายและยุติสงครามกลางเมืองได้ นอกจากนั้นยังลอบบี้เอาความช่วยเหลือจากนานาประเทศมาพัฒนาประเทศจนจะล้ำหน้าไทยแล้ว

คำถามคือเราได้ลอบบี้บางหรือไม่ ได้ศึกษาที่มาที่ไปแนวทางความคิดของผู้พิพากษาหรือเปล่า เพราะเขมรต้องศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องการนำคดีเขาพระวิหารขึ้นสู่ศาลโลกมานานและลอบบี้จนมีความมั่นใจว่าจะชนะคดีได้จึงได้ฟ้องไทย ที่มั่นใจว่าเขมรทำเช่นนี้เพราะเห็นการทำงานของทีมงานเขมรในการต่อสู้กรณีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่เขาได้ปูพื้นมานานก่อนที่จะลอบบี้จนสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าไทยจะคัดค้านเพราะการขึ้นทะเบียนไม่ถูกต้องเนื่องจากไม่ได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขกฎกติกาและวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบกติกา กฎหมายและข้อมติต่างๆ ภายใต้อนุสัญญามรดกโลก ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นให้สามารถทำได้แต่เขมรก็ยังลอบบี้จนผ่านไปแบบไม่ถูกต้องได้ แล้วทำไมกรณีศาลโลกเขมรจะทำอีกไม่ได้เหมือนเช่นในอดีตที่ไทยต้องสูญเสียปราสาทพระวิหารไปทั้งที่ทางขึ้นปราสาทก็ขึ้นได้จากทางไทยเท่านั้นทางเขมรต้องปีนหน้าผาขึ้นมา แต่ศาลโลกยังตัดสินให้เป็นของเขมร จนเราเคยประกาศว่าเราไม่ยอนรับอำนาจศาลโลก แล้วครั้งนี้คนไทยจะรอให้ศาลการเมืองโลกตัดสินแบบเดิมเสียก่อน แล้วมาร้องไห้เสียใจที่จะต้องเสียอำนาจอธิปไตยและดินแดนไทยให้เขมรเพิ่มเติมอีกครั้งหรืออย่างไร

ที่สำคัญเมื่อรู้ว่า ผู้พิพากษาศาลโลกมาจากการเมืองระหว่างประเทศ มีการลอบบี้จนได้รับเลือกตั้งมา เพราะฉะนั้น ผู้พิพากษาจะมีความยุติธรรมจริงหรือไม่ กรณีนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ ชาวโซมาเลีย ผู้พิพากษาที่ได้ขอให้ไทยและเขมรส่งรายละเอียดพื้นที่รอบตัวปราสาท(VICINITY)ให้ภายในวันศุกร์นั้น จริงแล้วก็เป็นการเร่งรัดเกินเหตุอาจทำให้การดำเนินการไม่รอบคอบแต่ก็เป็นความตั้งใจของนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบที่จะวางกับดักและจะใช้ข้อมูลนี้ในการลอบบี้ผู้พิพากษาด้วยกัน เพราะหากรู้จักนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ ชาวโซมาเลีย ก็จะรู้ที่มาของคำถามนี้

จากการที่ได้ไปประชุมและต่อสู้กับเขมรกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกหลายครั้งรวมทั้งการลอบบี้ประสานงานหาเสียงและหาข้อมูล จึงได้ทราบว่านายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ เคยเป็นนักกฎหมายอาวุโสของศูนย์มรดกโลกและยูเนสโก ซึ่งน่าจะมีบทบาทสำคัญในการแนะนำชี้ช่องทางและช่วยเหลือเขมรในการผลักดันให้เกิดการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวโดยไม่ชอบ ก่อนได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลโลก หลังจากได้รับเลือกตั้งแล้วก็พูดโดยเปิดเผยอยู่เสมอว่าไทยไม่ได้สนับสนุนและต่อต้านเขา(your country against me) จะเห็นได้ว่าผู้พิพากษาท่านอื่นไม่มีใครถามหรือขอให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมเลยมีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ ประเด็นที่เขาถามก็เป็นประเด็นสำคัญเพราะคำว่า vicinity หรือ บริเวณรอบตัวปราสาท ที่ราจะต้องแจ้งเขาไปภายในวันศุกร์นี้ จะเป็นตัวชี้ว่าเราอาจต้องเสียดินแดนให้เขมร หากดูจากข่าวที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้เส้นตามมติครม.ปี ๒๕๐๕ เพื่อกำหนดขอบเขตบริเวณโดยรอบตัวปราสาทเพื่อแจ้งไปยังศาลโลก ก็น่าเป็นห่วงเพราะเส้นที่กำหนดไว้นั้นเป็นเรื่องของไทยเองเพื่อการปฏิบัติการไม่ใช้เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับเขมรและยังกินบริเวณออกมาจากตัวปราสาทมากกว่าคำพิพากษาของศาลโลกที่ให้เฉพาะตัวปราสาทเป็นของเขมร หากเป็นเช่นนั้นการมีมติครม.ดังกล่าวเสี่ยงต่อการตีความว่าครม.ไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือมีมติใดใดเพราะมติเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อเขตแดนและอำนาจอธิปไตย ทางที่ดีที่สุดควรจะแจ้งศาลโลกไปว่า vicinity ของเขมรมีเพียงตัวปราสาทตามคำพิพากษาของศาลโลกเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อรู้จักนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ แล้ว การที่นายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ รับลูกเรื่องพื้นที่บริเวณรอบตัวปราสาทจากเขมรนั้นน่าจะชัดเจนว่านายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ อาจใช้ประเด็นนี้ช่วยเขมรลอบบี้ผู้พิพากษาท่านอื่นในฐานะผู้ที่รู้เรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นอย่างดี เพราะถึงแม้ว่าศาลโลกจะไม่มีอำนาจในการตัดสินเรื่องเขตแดนแต่อาจตัดสินว่า vicinity หรือบริเวณรอบตัวปราสาทที่ไทยเสนอไปเป็นอาณาเขตของตัวปราสาทตามคำพิพากษาของศาลโลก โดยไม่ต้องกล่าวถึงเขตแดนซึ่งศาลโลกไม่มีอำนาจในการชี้ขาด

เชื่อว่าคนไทยทุกคนเป็นห่วงเรื่องนี้และไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่ศาลโลกเคยตัดสินยกปราสาทพระวิหารโดยหลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึงเรื่องเขตแดนแต่ใช้กฎหมายปิดปากแทนและในคราวนี้ก็อาจเป็นเช่นเดียวกันที่ศาลโลกอาจใช้วิธีการเดียวกันในการตัดสินโดยอ้างข้อมูลเรื่องพื้นที่รอบบริเวณปราสาท หรือ vicinity ที่ไทยแจ้งไป ในการตัดสินจนทำให้ไทยต้องเสียดินแดนอีกครั้งหนึ่ง

เชื่อว่าคณะผู้แทนไทยคงไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ ชาวโซมาเลีย ผู้พิพากษาคนนี้

ขอให้รัฐบาลได้พิจารณาทบทวนให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่งเพราะที่ทำมาก็น่าชมเชยอยู่แล้ว


http://www.naewna.com/politic/49649


จากคุณ : .... - [ 26-04-2013 20.12.48 IP:192.168.2.121, 119.42.87.129 ]


ความคิดเห็นที่ 9



จากการที่ได้ไปประชุมและต่อสู้กับเขมรกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกหลายครั้งรวมทั้งการลอบบี้ประสานงานหาเสียงและหาข้อมูล จึงได้ทราบว่านายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ เคยเป็นนักกฎหมายอาวุโสของศูนย์มรดกโลกและยูเนสโก ซึ่งน่าจะมีบทบาทสำคัญในการแนะนำชี้ช่องทางและช่วยเหลือเขมรในการผลักดันให้เกิดการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวโดยไม่ชอบ ก่อนได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลโลก หลังจากได้รับเลือกตั้งแล้วก็พูดโดยเปิดเผยอยู่เสมอว่าไทยไม่ได้สนับสนุนและต่อต้านเขา(your country against me) จะเห็นได้ว่าผู้พิพากษาท่านอื่นไม่มีใครถามหรือขอให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมเลยมีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ ประเด็นที่เขาถามก็เป็นประเด็นสำคัญเพราะคำว่า vicinity หรือ บริเวณรอบตัวปราสาท ที่ราจะต้องแจ้งเขาไปภายในวันศุกร์นี้ จะเป็นตัวชี้ว่าเราอาจต้องเสียดินแดนให้เขมร หากดูจากข่าวที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้เส้นตามมติครม.ปี ๒๕๐๕ เพื่อกำหนดขอบเขตบริเวณโดยรอบตัวปราสาทเพื่อแจ้งไปยังศาลโลก ก็น่าเป็นห่วงเพราะเส้นที่กำหนดไว้นั้นเป็นเรื่องของไทยเองเพื่อการปฏิบัติการไม่ใช้เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับเขมรและยังกินบริเวณออกมาจากตัวปราสาทมากกว่าคำพิพากษาของศาลโลกที่ให้เฉพาะตัวปราสาทเป็นของเขมร หากเป็นเช่นนั้นการมีมติครม.ดังกล่าวเสี่ยงต่อการตีความว่าครม.ไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือมีมติใดใดเพราะมติเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อเขตแดนและอำนาจอธิปไตย ทางที่ดีที่สุดควรจะแจ้งศาลโลกไปว่า vicinity ของเขมรมีเพียงตัวปราสาทตามคำพิพากษาของศาลโลกเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อรู้จักนายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ แล้ว การที่นายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ รับลูกเรื่องพื้นที่บริเวณรอบตัวปราสาทจากเขมรนั้นน่าจะชัดเจนว่านายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ อาจใช้ประเด็นนี้ช่วยเขมรลอบบี้ผู้พิพากษาท่านอื่นในฐานะผู้ที่รู้เรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นอย่างดี เพราะถึงแม้ว่าศาลโลกจะไม่มีอำนาจในการตัดสินเรื่องเขตแดนแต่อาจตัดสินว่า vicinity หรือบริเวณรอบตัวปราสาทที่ไทยเสนอไปเป็นอาณาเขตของตัวปราสาทตามคำพิพากษาของศาลโลก โดยไม่ต้องกล่าวถึงเขตแดนซึ่งศาลโลกไม่มีอำนาจในการชี้ขาด


จากคุณ : .... - [ 26-04-2013 20.15.55 IP:192.168.2.121, 119.42.87.129 ]


ความคิดเห็นที่ 10



นาย สุวิทย์ คุณกิตติ

อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เขียนบทความฉะผู้พิพากษาศาลโลก “อับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ” ชาวโซมาเลีย ร้องขอให้ไทยและเขมรชี้อาณาเขตบริเวณรอบปราสาท อาจเป็นเกมล็อบบี้เขมรให้ไทยเสียดินแดน แฉเคยเป็นนักกฎหมายอาวุโสของยูเนสโกส่อ ชี้ช่องขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรแต่เพียงฝ่ายเดียว ร้องขอให้รัฐบาลทบทวน เชื่อคณะผู้แทนไทยไม่ทราบ

วันนี้ (25 เม.ย.) เว็บไซต์แนวหน้าออนไลน์ ได้ตีพิมพ์บทความของนายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตหัวหน้าคณะเจรจามรดกโลกฝ่ายรัฐบาลไทย ในหัวข้อ “ผู้พิพากษาศาลโลก ชาวโซมาเลีย เป็นใคร? จะทำให้ไทยเสียดินแดน” ระบุว่า การแถลงคดีด้วยวาจา กรณีคำร้องขอให้ศาลตีความคดีปราสาทพระวิหาร ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือไอซีเจ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในช่วงที่ผ่านมานั้น นายอับดุลกาวี อาเหม็ด ยูซุบ ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ชาวโซมาเลีย ได้ขอให้ไทยและกัมพูชาชี้ให้ชัดเจนว่าพื้นที่บริเวณรอบปราสาทมีอาณาเขตแค่ไหนอย่างไรแล้วรีบเสนอด่วนที่สุดนั้น เป็นการเร่งรัดเกินเหตุอาจทำให้การดำเนินการไม่รอบคอบ แต่ก็เป็นการตั้งใจที่จะวางกับดักและจะใช้ข้อมูลนี้ในการลอบบี้ผู้พิพากษาด้วยกัน

ทั้งนี้ นายอับดุลกาวีเคยเป็นนักกฎหมายอาวุโสของศูนย์มรดกโลกและยูเนสโก น่าจะมีบทบาทสำคัญในการแนะนำชี้ช่องทางและช่วยเหลือกัมพูชาในการผลักดันให้เกิดการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวโดยไม่ชอบ ที่ผ่านมาพูดโดยเปิดเผยอยู่เสมอว่าไทยไม่ได้สนับสนุนและต่อต้านเขา ซึ่งประเด็นการขอสอบถามพิ้นที่อาณาเขตบริเวณรอบปราสาทเป็นตัวชี้ว่าเราอาจต้องเสียดินแดนให้กัมพูชา ซึ่งอาจใช้ประเด็นนี้ช่วยกัมพูชาลอบบี้ผู้พิพากษาคนอื่น ในฐานะผู้ที่รู้เรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นอย่างดี เพราะถึงแม้ว่าศาลโลกจะไม่มีอำนาจในการตัดสินเรื่องเขตแดนแต่อาจตัดสินว่าบริเวณรอบตัวปราสาทที่ไทยเสนอไปเป็นอาณาเขตของตัวปราสาทตามคำพิพากษาของศาลโลก โดยไม่ต้องกล่าวถึงเขตแดนซึ่งศาลโลกไม่มีอำนาจในการชี้ขาด

“หากดูจากข่าวที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้เส้นตามมติครม.ปี 2505 เพื่อกำหนดขอบเขตบริเวณโดยรอบตัวปราสาทเพื่อแจ้งไปยังศาลโลก ก็น่าเป็นห่วงเพราะเส้นที่กำหนดไว้นั้นเป็นเรื่องของไทยเองเพื่อการปฏิบัติการไม่ใช้เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับเขมรและยังกินบริเวณออกมาจากตัวปราสาทมากกว่าคำพิพากษาของศาลโลกที่ให้เฉพาะตัวปราสาทเป็นของเขมร หากเป็นเช่นนั้นการมีมติครม.ดังกล่าวเสี่ยงต่อการตีความว่าครม.ไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือมีมติใดใดเพราะมติเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อเขตแดนและอำนาจอธิปไตย ทางที่ดีที่สุดควรจะแจ้งศาลโลกไปว่า vicinity ของเขมรมีเพียงตัวปราสาทตามคำพิพากษาของศาลโลกเท่านั้น” นายสุวิทย์ ระบุ

นายสุวิทย์ยังกล่าวถึงที่มาที่ไปของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ว่าตั้งตามกฎบัตรองค์การสหประชาชาติ ผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติ ดังนั้นจึงเป็นศาลการเมืองไม่ใช่ศาลยุติธรรมเพราะการเลือกตั้งต้องมีการหาเสียงสนับสนุนมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มีการลอบบี้อย่างรุนแรง ถ้าจะคาดหวังว่าศาลโลกจะมีความยุติธรรมเหมือนศาลยุติธรรมในความเข้าใจก็ไม่น่าจะใช่ เมื่อผู้พิพากษามาจากการลอบบี้การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ การพิจารณาคดีก็คงไม่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเชื่อว่าคณะผู้แทนไทยคงไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับนายอับดุลกาวี และขอให้รัฐบาลได้พิจารณาทบทวนให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000050286


จากคุณ : .... - [ 26-04-2013 20.21.55 IP:192.168.2.121, 119.42.87.129 ]


ความคิดเห็นที่ 11
เอาแบบสั้นๆ นะ

ในทางวิชาการ ทางแถลงคดีทางเราค่อนข้างได้เปรียบอยู่ตามที่บรรดานักวิชาการออกมาพูดกัน

แต่ในทางปฏิบัติ และในทางประวัติศาสตร์ชาติเขมร...
เขมรได้เปรียบ เพราะคนที่เขียนแผนที่เป็นชาวฝรั่งเศส ซึ่งเขมรเคยเป็นเมืองขึ้น คิดว่าเขาจะตีความตามความคิดแบบฝรั่งเศสไหมคะ

ทนายความที่ไทยจ้าง ก็เป็นทนายความชาวฝรั่งเศส คิดว่าเขาจะตีความแบบฝรั่งเศสไหมคะ

ที่สำคัญ ผู้พิพากษาก็เป็นชาวฝรั่งเศส แล้วเขาจะตัดสินแบบฝรั่งเศสไหมคะ

พื้นที่เขาพระวิหารเคยเป็นของฝรั่งเศส เขมรเคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส คนเขียนแผนที่ในสมัยก่อนก็เป็นคนฝรั่งเศส สาระพัดฝรั่งเศสฯลฯ ในขณะที่ไทยไม่ใช่อะไรเลย

คิดว่าเราได้เปรียบไหมคะ


จากคุณ : Toon - [ 27-04-2013 21.30.43 IP:14.207.85.49 ]


ความคิดเห็นที่ 12
ขอยาวหน่อยละกันค่ะ


- รัฐบาลเพื่อไทย นาย นภดล ปัทมะ นำพื้นที่ 4.6 ตรกม. ไปให้เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว
โดยไม่ผ่านรัฐสภา ถูกฟ้องดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้

- รัฐบาลประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่งทีมนักกฎหมายต่อสู้คดี
กรณีเขมรยื่นตีความคำพิพากษาในปี 2505 เมินเฉยต่อคำทักท้วงของนักวิชาการด้านกฎหมาย
ว่า ไทยไม่ได้ต่ออนุสัญญาภาคีสมาชิก ภายหลังคำพิพากษา ปี 2505 นั่นหมายความว่า ไทยไม่มีพันธกรณี
ที่จะต้องไปขึ้นศาล และไม่มีพันธกรณีที่จะต้องยอมรับคำตัดสินใดๆที่จะมีขึ้น กรณีเขมรยื่นตีความแม้
จะเป็นการตีความในคดีเดิมก็ตาม เพราะสุ่มเสี่ยงที่เราจะเสียดินแดนเพิ่ม แล้วเป็นอย่างไร?


- 3 รัฐมนตรีไทย นำโดย นาย สุรพงษ์ โตวิจักขณ์ชัยกุล กระพุ่มมือไหว้ ฮอร์ นัม ฮง คู่คดี ผู้แทนฝ่ายเขมร
อย่างนอบน้อม ในเวทีศาลโลก ให้เกิดอาการท้องอืดเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยว ขยักขย้อนต่อผู้ชมทางบ้าน
จนต้องออกปากว่า อะไรจะต้องเคารพนบนอบกันขนาดนั้น


- ลูกสาว แดง ซาลาเปากำลังจะดองกับฮวยเซง ท่ามกลาง คดีประวัติศาสตร์ เรื่องชาติ เรื่องแผ่นดิน

- ยูซุป ขอพิกัดแผนที่สองฝ่าย กระจอกข่าวตีแผ่ ว่าลางไม่ดี เพราะเมื่อเขมรกล่าวถึง vicinity (อาณาบริเวณโดยรอบ) ควรมีขนาดไหน ยูซุป ก็จัดไปทันที
คาดเดากันในหมู่นักกฎหมายว่าศาลจะกำหนด vicinity ขึ้นมาใหม่ ตามคำขอตีความของเขมร

อาจจะไม่เสียทีเดียว 4.6 ตรกม. ประมาณการกันว่าน่าจะเป็นครึ่งเดียว หรือ 2.2 ตร.กม
เรียกได้ว่าเราจะเสียดินแดนกันอีกครั้งล่ะ จำนวน 2 ตร.กม.กว่าๆ


ที่น่าหัวเราะแต่ขำไม่ออกคือ
ไทยชี้ชัดว่าคำพิพากษาตัวปราสาท เมื่อปี 2505 นั้นผิดพลาด แผนที่ตามหลักวิชาการที่ถูกต้องในปัจจุบัน
นั้น เขาพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย พิกัดภูมิศาสตร์ ตามแผนที่ระวาง 1/200000 ไม่อาจใช้ระบุ
พื้นที่จริงได้ อีกทั้งเขมรได้ปลอมแผนที่ขึ้นเพื่อใช้ยื่นเป็นหลักฐานต่อศาล โดยเทียบกับหลักฐานที่ได้ยื่นไว้
เดิมเมื่อปี 2505 ซึ่ง ข้อสำคัญแผนที่นี้ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวในยุคล่าอาณานิคม
(หาอ่านดูได้ สำหรับคำให้การต่อสู้คดี ของ คุณ อลินา มีรอง ว่าสับแผนที่นี้ได้เละขนาดไหน)

ถ้าหากนำมาใช้ กำหนด vicinity ให้เขมรอีกแบบรู้ทั้งรู้ มันจะงงๆไหม
สำหรับ แผนที่ 1/200000นั้นกินอาณาบริเวณ1.8 ล้านไร่ เท่ากับ พื้นที่ 7 จังหวัดของไทย
แม้คำตัดสินจะกล่าวเฉพาะตัวปราสาท เขมรก็พยายามต่อสู้ ว่าเหตุผล ( ที่ใช้ตัดสินตัวปราสาท)
ไม่อาจแบ่งแยกกับคำสั่งปฏิบัติการได้ เป็นเหตุผลให้ศาลมีอำนาจตีความ ตามแผนที่ 1/200000


ถ้าศาล ไม่พิพากษาให้เขมรไปเลย 1.8 ล้านไร่
แต่กลับพิพากษา 2.2 ตร.กม. ตามการคาดคะเน

ก็งงๆ จะคอยดูว่าศาลจะใช้เหตุผลอะไร กับแผนที่ที่ถูกตีแผ่ ว่าทั้งผิดพลาด ทั้งปลอมแปลง
และใช้ไม่ได้จริงคลาดเคลื่อนจากพิกัดทางภูมิศาสตร์ จนไม่เป็นที่ยอมรับของนักวิชาการด้านแผนที่


- ข้อต่อสู้ฝ่ายไทย ใช้ Mou 2543 โต้ตอบประเด็นว่า ไทยกัมพูชา มีข้อตกลงร่วมเกี่ยวกับเชตแดนอยุ่แล้ว
ไม่มีปัญหาข้อพิพาท ใน mou 2543 บรรจุทั้ง แผนที่ 1/50000 ของฝ่ายไทย และ
แผนที่ 1/200000 ของเขมร ซึ่งมีคำพิพากษา 2505 กำกับมาด้วย
สารพัดข้อท้วงติงต่อ mou 2543 ของนักกฎหมาย ที่ดาหน้ากันออกมาชี้แจง

ถ้าจะมองในสายตาศาล
ไม่ต้องเป็นนักกฎหมายกันหรอกค่ะ ถามง่ายๆกับคุณๆเนี่ยแหละว่า ข้อตกลงเจรจาสองฝ่ายนี้
คุณมองว่าคู่เจรจานี้ มีปัญหาหรือไม่มีปัญหากัน เรื่องเขตแดน เหตุพิพาทจะยุติไหม ถ้าใช้ mou นี้


ฝากคำถามทิ้งไว้เหมือนคุณ Toon แล้วกันค่ะ ^^


จากคุณ : .... - [ 30-04-2013 01.42.37 IP:171.98.8.125 ]




ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
ความคิดเห็น
Embed
ไฟล์ประกอบ
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
ชื่อ
แจ้งทางอีเมล์
เมื่อมีผู้ตอบ
ไม่ต้องแจ้ง แจ้ง  ที่อีเมล์
ตัวอักษรที่คุณเห็น
 
Webmaster และผู้ดูแลจะลบกระทู้หรือข้อความในกระดาน ด้วยวิจารณญาณและเหตุผลหลักดังต่อไปนี้
  • ห้ามมีการกล่าวร้ายกัน ด่าทอ กล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี หรือให้ร้าย เพื่อเป็นการทำลายชื่อเสียงต่อบุคคลหรือองค์กรใดๆ
  • ห้ามมีการใช้คำหยาบคาย คำเสียดสี หรือคำที่มีความหมายไม่เหมาะสม ที่จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคมนี้
  • สามารถร้องขอให้ลบกระทู้หรือคำตอบได้ โดยผู้ตั้งกระทู้หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึงจนทำให้เสียหาย
  • ห้ามการโฆษณาซึ่งให้ประโยชน์ทางการค้ากับต่อเจ้าของสินค้าหรือสถานที่นั้น ไม่ว่ากรณีใด
  • ห้ามมีการก่อกวนหรือทำลายบรรยากาศที่ดีของเวบบอร์ดนี้ในทุกกรณี
  • ห้ามโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

    contact us: 089-2189119 Email: webmaster@lesla.com