LESLA : คุยเรื่องการเมืองอย่างสร้างสรร ด้วยการเปิดใจรับฟังทุกฝ่าย เพิ่มเติมข้อมูลในมุมมทุกด้าน เพื่อสร้างความสามัคคีในสังคมไทย
บ้านนี้ของทุกคนมีความรักรูปแบบเดียวกัน พวกเราอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความอบอุ่น ทำให้สายใยที่มีให้กันเข้มแข็ง ถึงจะห่างหายกันไประยะหนึ่งความคิดถึงยังมีให้กันตลอดมา พื้นฐานจิตใจที่มีแต่ความรักของชาว Lesla จะเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยสร้างสังคมไทยให้เอื้ออาทรต่อกัน

 ร่วมแสดงพลังความรักของคนไทย ให้รู้ว่าพวกเรารักในหลวงมากแค่ไหน คลิกตรงนี้
 Lesla Horoscopes ดูดวงปี 2553 และพยากรณ์ต่างๆ  คลิกตรงนี้

ใจเย็นๆ นะคะ กำลังทำให้ Lesla ของพวกเราค่อยๆ สมบูรณ์ ยินดีรับคำแนะนำเพื่อช่วยกันให้มีทุกสิ่งที่ทุกคนต้องการ Email มาได้ที่ webmaster@lesla.com
Message : นิสัยคนเกิดวันอาทิตย์  มีความเป็นผู้นำสูง ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใจร้อนวู่วามไปบ้างนิดหน่อย แต่สติปัญญาดีนะ จะได้ดีเพราะปากเป็นคนพูดจามัดใจคนเก่ง ในเรื่องความรักมักรีบเร่งเร้ารุนแรงและหลากหลาย มีเซ็กส์แบบถึงไหนถึงกันไม่หวั่นและไม่ค่อยจะแคร์ใคร ไม่ว่าชายหรือหญิงที่เกิดวันนี้มีดีและจะประสบความสำเร็จแบบเวิร์คสุดสุดเชียวแหละ ขอเพียงเอาความสามารถที่มีอยู่ใช้ให้ถูกที่ถูกทางเถอะ    ---    นิสัยคนเกิดวันจันทร์ เป็นคนปากหวาน พูดเก่งช่างจ้อช่างเม้าท์ ช่างเอาอกเอาใจ เขาเรียกว่าคนปากดีแต่ขี้น้อยใจ งอนเก่ง แต่หายไว ในเรื่องความรักทั้งหญิงและชายร้ายพอๆ กัน ซู่ซ่าๆ แว๊บมาแว๊บไป ไม่ทิ้งเขาก็ถูกเขาทิ้ง เพราะเป็นคนช่างเลือกเรื่องมากและมากเรื่องขี้รำคาญ ชอบคิดซับคิดซ้อน พอๆ กับรักซ้อนซ่อนรักนั่นแหละ ถ้านำพรสวรรค์ในเรื่องของการพูดไปใช้ในทางที่ดี รับรองจะไปโลดในหน้าที่การงาน แต่ถ้าจะให้เหมาะน่าจะทำงานด้านการขาย ขายอะไรก็ได้ รับรองรุ่งสุด ๆ ขออย่างเดียวอย่าเจ้าเล่ห์มากนักเป็นพอ    ---    นิสัยคนเกิดวันอังคาร เป็นคนขยันยันแข็ง คล่องแคล้ว ว่องไว มีไฟฝันแรงกล้าทะเยอทะยานและดันทุรังสูง เรื่องรักค่อนข้างจะหลายใจ พูดง่ายๆ ก็เจ้าชู้ไง มีคนเข้ามาพัวพันไม่ขาดระยะ แต่ไม่ยักอยู่ยาวนาน ก็ใครจะไปทนทานความเจ้าชู้ของคุณได้ถ้าไม่ใช่คนเกิดวันพฤหัส แต่ต้องระวังคำพูดคำจาบ้าง ประชดประชันกันมากเกินไปวันไหน ๆ ก็ทนคุณไม่ได้หรอก เรื่องเซ็กส์ค่อนข้างใจร้อนและเอาแต่ใจตัวเอง เกรงใจคนอื่นเขาบ้างสิคุณก็นอนด้วยกันนะ หญิงชายเกิดวันนี้น่าจะรับราชการหรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอะไรประเภทนี้จะดีกว่าไปทำอย่างอื่น ถ้าลดเรื่องการเอาแต่ใจตัวเองลงได้บ้าง รับรองตำแหน่งการงานไม่น้อยหน้าใครหรอก    ---    นิสัยคนเกิดวันพุธ มีความกระตือรือร้นและอดทนเหลือหลาย แต่ไม่ค่อยจะรอบคอบ เป็นคนทำมาหากินเก่งพูดจาดี มีความรอบรู้ ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูและคอยช่วยเหลือ อนาคตจึงค่อนข้างสดใสไปได้ดีในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตรักกลับไม่ค่อยดีนัก ก็มัวแต่ทำงานไง จึงไม่ค่อยมีโอกาสเลือกมากนัก คนเกิดวันนี้จะได้เข้าพิธีวิวาห์ก็ปาเข้าไปวัยเลขสามขึ้นหน้า เป็นชายไม่เท่าไหร่ แต่เป็นหญิงแล้วไซร้โอกาสสัมผัสคานทองนิเวศน์สูง เรื่องเซ็กส์อบอุ่นนุ่มนวลละมุนละไมน่าหลงใหลไม่เบา คนเกิดวันนี้ที่สำคัญอย่าบ้างานจนเกิดเหตุ งานมีไว้ให้ทำเฉย ๆ ไม่ได้มีไว้ให้บ้า หาเวลาดูแลเพศตรงข้ามบ้างและต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้ดีด้วยนะ    ---    นิสัยคนเกิดวันพฤหัสบดี เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีไหวพริบปฏิภาณละเอียดรอบคอบและมีความรับผิดชอบสูง ชอบสั่งคนโน้นสอนคนนี้ ไปเป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นทนายแหละดี ในเรื่องความรักไม่อยากจะพูด จืดสนิทจะหาคำหวานสักนิด...ยากส์ ไม่รู้ว่าเคยได้ยินคำว่า...โรแมนติก กะเขาหรือเปล่า แต่เรื่องเซ็กส์กลับร้อนเป็นไฟ เข้าตำรา เงียบนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่ไฟดี ๆ นี่เอง ทุกที่ทุกทางทุกท่า...มาเถอะอนาคตจะเป็นคนใหญ่คนโต มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตาและมีความสุขในครอบครัว ขอเพียงเลือกคู่ที่จะมาครองให้ดีเท่านั้นเอง    ---    นิสัยคนเกิดวันศุกร์ เป็นคนชอบเพ้อฝัน ชอบจินตนาการ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวลช่างเอาอกเอาใจให้ใครต่อใครลุ่มหลง รักศิลปะ รักสวยรักงาม ทั้งหญิงชายเรียกได้ว่าเป็นวันของคนเจ้าชู้ ดูดี มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของเพื่อนต่างเพศได้มาก ชำนาญและชมชอบเรื่องเซ็กส์มากเสียด้วย แต่คนเกิดวันนี้มีอารมณ์เป็นใหญ่ จะคิดอะไรจะทำอะไรขึ้นอยู่กับอารมณ์ ถ้าระงับอารมณ์เอาไว้ได้อะไรๆ ก็จะดีไปหมดทั้งเรื่องรัก การเงินและการงาน งานที่เหมาะที่สุดก็เป็นพวกสถาปนิก ศิลปิน ครีเอทีฟ    ---    นิสัยคนเกิดวันเสาร์ เป็นคนมั่นใจตัวเองสูงมาก ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ เงียบ ขรึม เก็บตัว ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร เป็นคนชอบคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย แต่ไม่ค่อยคิดถึงใจผู้อื่น ดื้อเงียบและถือดี ดูเหมือนใจเย็น แต่โมโหร้าย แต่หัวดี ฉลาด ความสามารถเพียบ ถ้าเรื่องความรักรักแล้วรักเลย รักมันอยู่นั่นใครจะว่าคนรักของฉันอย่างไรไม่สน คนมันรักโว๊ย และขี้หึงร้ายกาจ มีเซ็กส์แบบไร้ทิศทางเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง คนเกิดวันนี้ถ้าลดความหยิ่งความถือดีในศักดิ์ศรีลงบ้างจะเป็นคนที่มีอนาคต    ---   
รวมทุกกระทู้ กระดานเรื่องทั่วไป กระดานสำหรับหาเพื่อนใหม่ สำหรับเลส กระดานสำหรับวัยทำงาน มุมหนังสือ มุมนี้สำหรับคนอกหัก เรื่องบนเตียง International Friends อาหารและเครื่องดื่ม อาหารและเครื่องดื่ม คุยเรื่องกีฬา ท่องเที่ยว ปรึกษาและขอคำแนะนำด้านกฎหมาย คุยเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ คุยเรื่องการเมือง คุยเรื่องหนัง-เพลง โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เรื่องร้องเรียน
 

Sign In ] [ Register ]

ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
   
หลักสูตรลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ

ชื่อหลักสูตร ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ

ระยะเวลา 8 ชั่วโมง
ระหว่าง 09.00-17.00 น. ในวันเสาร์ต้นเดือน

ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคนทำงานออฟฟิศ หรือมนุษย์เงินเดือน 20 คน ซึ่งถูกกำหนดเงื่อนไขให้ได้เรียนรู้แบบแสบๆคันๆหัวเราะไม่ออก

ขอทุกคนโปรดงดอาหารเช้า แล้วมาพบกันที่หน้าห้างใหญ่ ย่านสยามสแควร์
เงินทอง บัตรเอทีเอ็ม มือถือ ที่พกมาโปรดฝากไว้ที่อาจารย์ ตอนเย็นจะคืนให้

แต่ทุกคนต้องหาวิธีไปถึงจุดนัดพบ ที่หน้าห้างใหญ่ตรงแยกลาดพร้าวในเวลา 17.00 น.
ทุกคนปฏิบัติการด้วยท้องที่หิว ต่างนำพาตัวเองสู่จุดนัดหมาย ด้วยประสบการณ์เฉพาะตนที่ยากจะลืมเลือน

แดง เล่าว่า

เธอพยายามรวบรวมความกล้าไปขอเงินค่ารถเมล์ แต่ใจไม่กล้าพอ เพราะรูปร่างหน้าตาแบบเธอนี่ ใครเขาจะเชื่อว่าไม่มีเงินเลยสักบาท แต่ด้วยความมุ่งมั่น แดงเดินจากสยามไปถึงแยกลาดพร้าว โดยไม่มีอาหารและน้ำ ตกถึงท้อง

แดง สรุปวีรกรรมของเธอว่าเป็นเรื่อง " ศักดิ์ศรี " ล้วนๆ

เพื่อนๆจึงแถมด้วยว่า " ไม่ฉลาด " เพราะไม่รู้จักขึ้นรถเมล์ฟรีสำหรับประชาชน

ต้อย

แก้โจทย์แรกทำอย่างไรจึงหายหิว ต้อยเล็งแม่ค้าหมูปิ้งท่าทางมีเมตตา ต้อยเริ่มบรรยายว่าเธอไม่ได้กินข้าวเช้า กำลังจะเป็นลมแล้ว แม่ค้าสงสารยื่นหมูปิ้งให้สองไม้แถมข้าวเหนียวอีกห่อ
ณ นาทีนั้น ต้อยสัญญากับตัวเองว่า ทันทีที่ภารกิจเสร็จ ได้กระเป๋าสตางค์ของตนคืน จะมาเหมาหมูปิ้งหมดเลย
แต่พอถึงตอนเดินไปขอใช้โทรศัพท์มือถือ จากผู้ที่เดินผ่านไปมา สายตาที่มองต้อยหัวจรดเท้าหรือท่าทีธุระไม่ใช่ของคนเหล่านี้

ต้อยสรุปว่า น้ำใจแห้งแล้งกว่าแม่ค้าหมูปิ้งยิ่งนัก ต้อยบากหน้าขอยืมมือถือกว่าสิบราย
แต่สุดท้ายมีหญิงวัยกลางคนให้เธอยืมมือถือมาโทรฯ ได้สำเร็จ
ต้อยสัญญากับตัวเองเป็นคำรบสองว่าต่อจากนี้ไป ใครมาขอยืมใช้โทรศัพท์มือถือ เธอจะเต็มใจให้ใช้ โดยไม่เกี่ยงงอนใดๆเลย
นี่คือ คำสัญญาจากต้อย

เอก

พยายามทดสอบน้ำใจผู้คน แต่ไม่มีใครเชื่อว่าชายครบสามสิบสอง ไม่พิกลพิการจะมีหน้ามาแบมือขอเงิน เอกต้องทนหิวถึงบ่ายแก่ๆ ไปขอเงินจากนักศึกษาสาวที่มองเอกอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป

ราวสิบนาทีต่อมา เธอยื่นถุงจากร้านสะดวกซื้อให้เอกโดยไม่พูดสักคำ

เอกรับมาเปิดดู มีเครื่องดื่มเย็นๆสองขวด
แซนวิช และธนบัตรหนึ่งร้อยบาทในถุงนั้น
เอกเล่าว่าอยากจะวิ่งไปขอบคุณนักศึกษาสาวผู้นั้น แต่เธอเดินลับหายไปในฝูงชน บุญคุณครั้งนี้เอกจะไม่ลืม
เงินร้อยบาทที่ได้มาเป็นเงินที่มีค่ากว่าเงินเดือนหลายหมื่นที่ฝ่ายการเงิน โอนเข้าบัญชีของเอกทุกเดือนซะอีก

เอกกำลังคิดว่า ตนจะตอบแทนสังคมที่มีผู้มีน้ำใจได้อย่างไร

วิทยา

เป็นวิทยากรกระบวนการหลักสูตรนี้ แต่ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินและมือถือเช่นเดียวกันกับคนอื่น
วิทยาปล่อยวางและเล่น "เกม" นี้อย่างไม่กดดันตัวเอง แต่พยายามเข้าใจปฏิกิริยาของคนที่เขาไปขอเงิน
และพยายามเชื่อมโยงเหตุผลที่ทำให้บางคน " มีน้ำใจ " กว่าคนอื่น
วิทยาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ใส่ใจรับฟัง หรือจ้องมองดวงตาของวิทยา
แต่ผู้คนที่เร่งรีบไม่มีเวลาแม้แต่หยุดฟัง มักเชิดหน้าผ่านไปพร้อมส่งสัญญาณอำมหิต
แปลความได้ว่า...ชีวิตใคร ชีวิตมัน อย่ามายุ่งกับข้า…

ผู้เข้าร่วมทั้ง 20 คนมาถึงจุดนัดหมายด้วย " ตัวช่วย " ต่างกัน

แต่ทุกคนสรุปตรงกันว่า ต่อไปตนจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้อย่างเต็มใจเมื่อมีผู้ร้องขอ
เพราะถ้าเราไม่ให้ ไม่ช่วยคนในสังคมแล้ว สังคมที่เราอยู่ร่วมกันนี้ก็คงไม่มีการให้ มีแต่ความเป็นตัวใคร ตัวมัน

หลักสูตรครึ่งวันนี้ได้ชี้ทางว่า เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร ?
--------------------------------------------------------------
จาก หนังสือ สานพลัง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คอลัมน์ เล็กไปใหญ่ โดย นายแพทย์ ชาตรี เจริญศิริ
--------------------------------------------------------------
เอามาจากเวป http://www.oknation.net/blog/monchai83/2011/08/05/entry-1


จากคุณ : โตไป..ไม่โกง - [ 21-12-2012 16.18.23 IP:58.11.232.239 ]

ความคิดเห็นที่ 1
ความสุขจากการไม่มี



วันนี้ ขอชวนคุณผู้อ่านทุกท่านลองสำรวจข้าวของ และทรัพย์สินต่างๆ ที่ท่านมีอยู่ในความครอบครอง ลองมองไปรอบๆ ตัวเองดูนะคะว่า ในบ้านของเรา ที่โต๊ะทำงานของเรา หรือในรถของเรามีข้าวของอะไรอยู่บ้าง ทีวี ตู้เย็น วิดีโอ ซีดี ดีวีดี พัดลม โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน เครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ ตู้ โต๊ะ เตียง รวมไปถึงเสบียงอาหาร สบู่ แชมพู ยาสีฟัน เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของตกแต่ง จิปาถะ ก็คงต้องยอมรับแต่โดยดีว่าเรามีข้าวของเครื่องใช้เยอะแยะมากมายเหลือเกิน สารพัดสารพัน จนลิสต์กันไม่หวาดไม่ไหว

ทีนี้ ลองสำรวจเพิ่มอีกนิดนะคะว่า แล้วเรามีโทรทัศน์กี่เครื่อง มีโทรศัพท์กี่รุ่น มีเสื้อผ้ากี่ชุด มีนาฬิกากี่เรือน มีรองเท้ากี่คู่ มีชุดรับแขกกี่ชุด มีรถยนต์กี่คัน เพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่? แปลกแต่จริง ทั้งที่เราก็มีข้าวของ มีเครื่องใช้ไม้สอยมากมาย เรากลับรู้สึกว่ายังมีข้าวของไม่เคยพอ ทั้งที่หากพิจารณาตามการใช้งานจริง เราน่าจะมีข้าวของเกินความจำเป็นกันแทบทุกบ้าน ทำไมเรายังอยากซื้อโน่น ซื้อนี่ อยากได้โน่น ได้นี่อยู่ตลอดเวลา เพราะเรายังไม่มี? เพราะเรายังมีไม่พอ? หรือเพราะเรารู้สึกว่าไม่พอกันแน่?

อย่างเราซื้อนาฬิกาเรือนที่สี่ เรือนที่ห้า เพราะเรายังไม่มีนาฬิกาก็คงจะไม่ใช่ ทั้งที่เรามีนาฬิกาแล้ว แต่เราก็ยังอยากมีนาฬิกาอีก เพราะนาฬิกาเรือนใหม่สวย ทันสมัยกว่าเรือนเดิมที่มีอยู่ เพราะนาฬิกาลดราคา เพราะได้ของแถม หรือจะเพราะเหตุใดก็แล้วแต่ การซื้อนาฬิกาเรือนที่สี่ก็ต้องถือว่าเกินความจำเป็นอยู่ดี

ทั้งที่เราก็มีข้าวของมากมาย แต่ทำไมเรายังไม่มีความสุขสักที คงเป็นเพราะคนส่วนใหญ่มีความสุขจาก “การได้มา” มากกว่า “การได้มี” ลองนึกถึงตอนที่ได้ข้าวของมาใหม่ๆ เราก็มีความสุข สดชื่นดี พอเวลาผ่านไปไม่นาน เราก็มักจะเบื่อ ความสุข ความตื่นเต้นจากการได้มาก็เริ่มลดลง และหมดไปในที่สุด ทั้งที่ของชิ้นนั้นก็ยังอยู่กับเรา คงเป็นเพราะวัตถุสิ่งของทุกชนิดต่างอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ ที่ล้วนต้องเก่า ต้องเสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน หรือตามกาลเวลา คงจะดีไม่น้อยหากเราสามารถสร้างความสุขจาก “การได้มี” มากกว่า “การได้มา”

การตั้งใจสำรวจข้าวของที่เรามีอยู่อย่างมีสติ จะช่วยให้เรารู้ว่าเรา “มี” อะไรแล้วบ้าง ส่วนที่ยัง “ไม่มี” เราจำเป็น “ต้องมี” หรือไม่? ถ้าสิ่งที่ “มี” อยู่เพียงพอแล้ว เราก็น่าจะมี “ความสุขจากการมี” ได้ไม่ยาก และยังเป็นความสุขที่ยาวนานกว่า “ความสุขจากการได้มา” อยู่มากโข ไม่ต้องวิ่งหาของใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการ “ได้มา” บ่อยๆ แถมพอหาของใหม่มาไม่ได้ก็ทุกข์ ยิ่งในยุคข้าวของแพงๆ แบบนี้ โอกาสที่จะ “หาไม่ได้” ยิ่งมากขึ้น

แม้ว่า “ความสุขจากการได้มี” จะเป็นความสุขที่ยาวนานกว่า “ความสุขจากการได้มา” แต่ก็ยังเป็นความสุขที่ต้องยังอาศัยวัตถุหรือปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา พอข้าวของหมดไป หายไป หรือเสื่อมสภาพไป “ความสุขจากการได้มี” ก็คงจะลดน้อยถอยลงไปด้วย

ดังนั้น ใครต้องการมีความสุขมากขึ้น และยาวนานมากขึ้น คงต้องลองสร้าง “ความสุขจากการแบ่งปัน” หรือ “ความสุขจากการให้” ดูเพราะผู้ให้หรือผู้แบ่งปันย่อมสุขใจกว่าผู้รับ ความสุขแบบนี้สร้างได้โดยไม่ต้องใช้เงิน ใช้ทองมากมาย เราสามารถ “ให้” หรือ “แบ่งปัน” ได้หลากหลายวิธี ใครไม่มีสตางค์มากมายก็ช่วยแบ่งปันความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ แรงกาย แรงใจได้ เพราะผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดแคลนยังมีอีกมากในสังคมไทย เป็นที่ทราบกันดีว่า ความสุข ความปีติจากการให้ย่อมจะอยู่ยงคงกระพันกว่าความสุขจากการได้ และการมีมากมายหลายเท่าตัวนัก

หากมองพัฒนาการในการสร้างความสุขให้กับตัวเราเอง จะเห็นได้ชัดเจนว่า เราสามารถเปรียบเทียบความยั่งยืนของความสุขได้โดยเรียงลำดับจาก ความสุขจากการได้ ความสุขจากการมี และความสุขจากการให้ แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วจะพบว่า ความสุขที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ยังคงต้องพึ่งพิง อิงอาศัยปัจจัยจากภายนอกทั้งสิ้น กระทั่งการสร้างความสุขจากการให้ ก็ยังต้องอาศัยผู้รับเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ “การให้” สำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี

ความสุขที่เกิดขึ้นเหล่านี้จึงมีความไม่แน่นอน มีความผันผวนสูง หากปัจจัยเกื้อหนุนความสุขหมดไป ความสุขก็จะหมดไปด้วย เราจึงไม่สามารถมีความสุขที่เต็มเปี่ยมอยู่ในใจได้ตลอดเวลา

เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะสร้างความสุขได้อย่างยั่งยืน จึงต้องจัดการจิตใจให้เป็นอิสระจากวัตถุ จากบุคคล จากการชื่นชม การสรรเสริญยินดี หรือต้องรู้จักปล่อยวาง และต้องสร้างความสุขให้เกิดขึ้นเองจากภายใน จากความเป็นตัวเรา จากคุณค่าของตัวเองให้ได้ เราจะได้ไม่ต้องพึ่งพิงหรืออาศัยปัจจัยภายนอกใดๆ มาเป็นหัวเชื้อในการสร้างความสุข เราจะมีความสุขได้จากความเป็นอิสระจากวัตถุสิ่งของ จากบุคคลอื่น จากสังคม จากทุกสิ่งทุกอย่าง หรือเป็น “ความสุขจากการไม่มี” นั่นเอง ส่วนวัตถุสิ่งของก็ถือเป็นของแถม ของกำนัลเพื่อเพิ่มสีสันให้ชีวิตในบางโอกาสเท่านั้น ไม่มี ไม่เป็นไร

ใครที่สามารถมีความสุขได้จากการไม่ได้ ไม่มี ก็ไม่ทุกข์ ต้องถือเป็นสุดยอดเพราะสามารถมองทะลุ วัตถุนิยมได้อย่างเฉียบขาดจริงๆ “ความสุขจากการไม่มี” แบบนี้จึงจะเป็นความสุขที่สมบูรณ์แบบตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

บทความโดย : อัจฉรา โยมสินธ์ atchara.y@bu.ac.th

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 13 กรกฎาคม 2551

------------------------------------------------
เอามาจาก http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538707848&Ntype=128


จากคุณ : โตไป..ไม่โกง - [ 21-12-2012 16.25.49 IP:58.11.232.239 ]


ความคิดเห็นที่ 2
โรคแพ้ไม่เป็น

รู้ไหมว่าทำไมโลกเราทุกวันนี้ สังคมถึงได้วุ่นวาย สับสนกันมากขึ้น

อย่าได้คิดโทษใครเลยที่เป็นอย่างนี้

พุทธศาสนาสอนว่าการจะดับทุกข์ได้ต้องรู้เหตุแห่งทุกข์เสียก่อน


เคยไหมตอนเราเป็นเด็ก ผู้ใหญ่สอนเราว่าให้ตั้งใจเรียน เพื่อจะได้สอบเข้าไปเรียน โรงเรียนดีๆ

ส่งไปเรียนพิเศษบ้าง จ้างครูมาสอนเสริมบ้าง หวังให้เราเรียนเก่งกว่าคนอื่นและมีอนาคตดีกว่าเด็กคนอื่นๆ

หนังสือที่อ่านก็เป็นพวก ทำอย่างไรจึงจะชนะคนอื่น จึงจะสำเร็จ อย่ายอมแพ้ ล้วนมุ่งแต่เป้าหมายเป็นสำคัญ

เดี๋ยวนี้การต่อสู้เริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลกันแล้ว ตัวเด็กเองยังไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ในสนามการต่อสู้นั้นแล้ว

และเมื่อเด็กทำสำเร็จจะมีแต่ผู้ที่ให้กำลังใจ ชมเชย รางวัลมากมาย

ไม่ต้องพูดถึงคนที่แพ้ว่าจะเป็นอย่างไร

ผู้ใหญ่ปลูกฝังให้เขาเป็นผู้ชนะโดยไม่รู้ตัว


เด็กบางคนไม่เคยแพ้ และแพ้ไม่ได้



เคยได้ยินไหมครับว่าเด็กดีๆ บางคนสอบเรียนต่อไม่ได้อย่างที่หวัง ถึงกับฆ่าตัวตาย

ผู้ใหญ่ที่โตแล้วก็เถอะ ผิดหวังเรื่องความรัก ผิดหวังเรื่องงาน ถึงกับฆ่าตัวตายก็มี

คนเหล่านี้แพ้ไม่เป็น เคยแต่เป็นผู้ชนะ เราเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง

“โรคแพ้ไม่เป็น”


เชื่อไหมครับว่าโรคแพ้ไม่เป็นนี้จะเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้นกับผู้ที่มีความรู้ การศึกษาที่สูงกว่า มีตำแหน่งที่สูงกว่า

ตอนเป็นเด็กเราวิ่งเข้าเส้นชัยช้ากว่าเพื่อน เราแพ้ เสียใจ แค่นั้น

พอเป็นผู้ใหญ่เราแพ้เหมือนกัน แต่นอกจากเสียใจ เรายังมีเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี ยิ่งถ้าเราเคยเป็นผู้ชนะ หรือมีตำแหน่งเป็นแชมป์อยู่ละก็ ศักดิ์ศรีที่เสียก็จะมากขึ้นทวีคูณ


ผู้ที่เป็นโรคแพ้ไม่เป็น พอแพ้ขึ้นมาก็จะไม่ยอมแพ้ จะสู้ หาทางเอาชนะให้ได้

ยิ่งหากมีการศึกษาสูง ศักดินาใหญ่โตขึ้น ย่อมทะเยอทะยานสูงทวีคูณ ยิ่งหาทางเอาชนะ เอาชนะ และทนไม่ได้ สุดท้ายหาทางออกที่รุนแรง


ชีวิตมันย่อมมีสองด้านเสมอ เหมือนเหรียญที่ก็มีหัวกับก้อย

สุขกับทุกข์ อิ่มกับหิว ชนะกับแพ้

หัดรู้จักอีกด้านหนึ่งเถิดเพราะบางครั้งเราก็ต้องเจอกับมันเข้าสักที

เมื่อทุกข์ก็ต้องอยู่กับทุกข์ให้ได้และหาทางดับทุกข์นั้นเสีย

เมื่อแพ้ก็รู้จักยอมแพ้ซะบ้าง มิใช่ดันทุรังแต่จะเอาชนะอย่างเดียว

การยอมแพ้ไม่ใช่จะเสียไปซะทุกอย่าง บางครั้งสิ่งที่ได้รับกลับมา

อาจมีคุณค่ามากกว่าที่เราจะชนะซะอีก



การยอมแพ้บางครั้งทำให้เราได้เพื่อนกลับมา ทำให้เราไม่เสียคนรัก ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน ฯ

เห็นไหมครับว่าการยอมแพ้ซะบ้างไม่เห็นจะแย่ตรงไหนเลย

จะดีตรงไหนถ้าชนะแล้วต้องเสียเพื่อน เสียงาน เสียเจ้านาย หรือเสียคนรักไป

บางคนเป็นโรคแพ้ไม่เป็นในที่ทำงานยังไม่พอ ยังไปเป็นที่บ้านที่ครอบครัวอีก

คิดเอาซิครับว่า ถ้าในบ้านมีแต่คนแพ้ไม่เป็น ต่างเอาแต่ชนะกัน จะวุ่นวายแค่ไหน

ยิ่งรู้มาก ยิ่งเก่งมาก ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งจะเอาแต่ชนะมาก ยิ่งไม่ยอมแพ้


จงแพ้เถอะ ถ้าการแพ้นั้นเพื่อให้คนอื่นๆ หรือส่วนรวมได้ชนะบ้าง

หัดรู้จักแพ้กันไว้บ้าง อย่าให้ตัวเองได้ชื่อว่าเป็น “โรคแพ้ไม่เป็น”



บทความโดย อาณัติ วงศ์จำปา - ที่มา : Forward Mail

------------------------------------------------
เอามาจาก http://www.pattanakit.net/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%86/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99.html


จากคุณ : โตไป..ไม่โกง - [ 21-12-2012 16.28.52 IP:58.11.232.239 ]


ความคิดเห็นที่ 3
"เพื่ออะไร ? "

มีบางครั้งเราอยากโต้เถียง ต้องการเผชิญหน้า
หรือต่อสู้เพื่อสิ่งที่เราเชื่อถือ
แต่จำเป็นหรือไม่ที่เราต้องพิสูจน์ทุกครั้ง
ว่าเราเป็นคนถูกและเขาเป็นคนผิด
จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องดุด่าว่ากล่าวผู้อื่นอย่างรุนแรง
เพียงเพราะเขาทำไม่ได้อย่างที่เราต้องการ
เขาแต่งตัวไม่เหมือนเรา
หรือชอบฟังเพลงที่เราไม่ชอบ

การเลือกว่าจะไปกินอาหารที่ร้านไหน
หรือจะไปดูหนังเรื่องอะไร
มีความสำคัญเพียงพอที่เราจะทะเลาะกันหรือไม่
หรือเพียงแค่เพื่อนบ้านจอดรถล้ำมาทางหน้าบ้านเรา
เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
จนถึงกับต้องตัดสัมพันธ์กันไปเลย

มีเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้อีกนับร้อยนับพันเรื่อง
ที่คนจำนวนมาก ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
ของชีวิตที่จะต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ชัยชนะ

เวลาที่มีรถคันอื่นขับแซงไป
นักขับรถมือเก่าที่ใจยังไม่แก่
จะรู้สึกเหมือนกับถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ารถที่แซงเป็นรถที่เก่ากว่า
ต้องเร่งเครื่องตามไปทันที
พยายามจะแซงกลับคืนให้ได้
ทั้งที่ตามปกติ ก็ไม่เคยขับรถเร็วขนาดนั้น

เราต้องยอมรับกับตัวเองว่า
จุดมุ่งหมายหลักของชีวิตเราไม่ได้อยู่ที่
การทำทุกอย่างให้ได้สมบูรณ์ที่สุด
เราจะต้องตัดสินใจอย่างมีสติว่า
สิ่งไหนมีค่าพอที่เราจะต่อสู้
และสิ่งไหนควรจะปล่อยให้ผ่านไป
ถ้าทำได้เช่นนั้น
เราก็สามารถจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความเครียดได้

ถึงเวลาแล้ว ที่จะหันมาดูตัวเองว่า
เราเคยต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ
ด้วยเหตุผลที่ไร้สาระมาแล้วกี่เรื่อง
ถ้าเราไม่ต้องการเสียเหงื่อ
หรือเสียเลือดเนื้อ กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง
เราจะต้องเลือกให้ดีว่า มีสนามรบไหนบ้าง
ที่เราควรจะโดดลงไปสู้
บางทีถ้าเรามีโอกาสนั่งพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว
เราอาจจะรู้สึกว่า
เรื่องบางเรื่องที่เราเคยสู้อย่างหัวชนฝา
เป็นเรื่องที่ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ

ที่มา : Forward Mail
------------------------------------------------
เอามาจาก http://www.pattanakit.net/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%86/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html


จากคุณ : โตไป..ไม่โกง - [ 21-12-2012 16.32.54 IP:58.11.232.239 ]


ความคิดเห็นที่ 4
กด Like ให้ กระทู้ นี้เลย ดีมั่กๆๆๆๆๆๆ


จากคุณ : ทะเล - [ 22-12-2012 12.47.50 IP:223.205.200.95 ]


ความคิดเห็นที่ 5
คงต้องหยุดคิดสักนิดแล้วสินะ


จากคุณ : ต้นส้ม - [ 22-12-2012 22.17.52 IP:161.200.100.2 ]




ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
ความคิดเห็น
Embed
ไฟล์ประกอบ
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
ชื่อ
แจ้งทางอีเมล์
เมื่อมีผู้ตอบ
ไม่ต้องแจ้ง แจ้ง  ที่อีเมล์
ตัวอักษรที่คุณเห็น
 
Webmaster และผู้ดูแลจะลบกระทู้หรือข้อความในกระดาน ด้วยวิจารณญาณและเหตุผลหลักดังต่อไปนี้
  • ห้ามมีการกล่าวร้ายกัน ด่าทอ กล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี หรือให้ร้าย เพื่อเป็นการทำลายชื่อเสียงต่อบุคคลหรือองค์กรใดๆ
  • ห้ามมีการใช้คำหยาบคาย คำเสียดสี หรือคำที่มีความหมายไม่เหมาะสม ที่จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคมนี้
  • สามารถร้องขอให้ลบกระทู้หรือคำตอบได้ โดยผู้ตั้งกระทู้หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึงจนทำให้เสียหาย
  • ห้ามการโฆษณาซึ่งให้ประโยชน์ทางการค้ากับต่อเจ้าของสินค้าหรือสถานที่นั้น ไม่ว่ากรณีใด
  • ห้ามมีการก่อกวนหรือทำลายบรรยากาศที่ดีของเวบบอร์ดนี้ในทุกกรณี
  • ห้ามโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

    contact us: 089-2189119 Email: webmaster@lesla.com