LESLA : คุยกันเรื่องเศรษฐกิจและธุรกิจต่างๆ
บ้านนี้ของทุกคนมีความรักรูปแบบเดียวกัน พวกเราอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความอบอุ่น ทำให้สายใยที่มีให้กันเข้มแข็ง ถึงจะห่างหายกันไประยะหนึ่งความคิดถึงยังมีให้กันตลอดมา พื้นฐานจิตใจที่มีแต่ความรักของชาว Lesla จะเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยสร้างสังคมไทยให้เอื้ออาทรต่อกัน

 ร่วมแสดงพลังความรักของคนไทย ให้รู้ว่าพวกเรารักในหลวงมากแค่ไหน คลิกตรงนี้
 Lesla Horoscopes ดูดวงปี 2553 และพยากรณ์ต่างๆ  คลิกตรงนี้

ใจเย็นๆ นะคะ กลังทำให้ Lesla ของพวกเราค่อยๆ สมบูรณ์ ยินดีรับคำแนะนำเพื่อช่วยกันให้มีทุกสิ่งที่ทุกคนต้องการ Email มาได้ที่ webmaster@lesla.com
Message : นิสัยคนเกิดวันอาทิตย์  มีความเป็นผู้นำสูง ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใจร้อนวู่วามไปบ้างนิดหน่อย แต่สติปัญญาดีนะ จะได้ดีเพราะปากเป็นคนพูดจามัดใจคนเก่ง ในเรื่องความรักมักรีบเร่งเร้ารุนแรงและหลากหลาย มีเซ็กส์แบบถึงไหนถึงกันไม่หวั่นและไม่ค่อยจะแคร์ใคร ไม่ว่าชายหรือหญิงที่เกิดวันนี้มีดีและจะประสบความสำเร็จแบบเวิร์คสุดสุดเชียวแหละ ขอเพียงเอาความสามารถที่มีอยู่ใช้ให้ถูกที่ถูกทางเถอะ    ---    นิสัยคนเกิดวันจันทร์ เป็นคนปากหวาน พูดเก่งช่างจ้อช่างเม้าท์ ช่างเอาอกเอาใจ เขาเรียกว่าคนปากดีแต่ขี้น้อยใจ งอนเก่ง แต่หายไว ในเรื่องความรักทั้งหญิงและชายร้ายพอๆ กัน ซู่ซ่าๆ แว๊บมาแว๊บไป ไม่ทิ้งเขาก็ถูกเขาทิ้ง เพราะเป็นคนช่างเลือกเรื่องมากและมากเรื่องขี้รำคาญ ชอบคิดซับคิดซ้อน พอๆ กับรักซ้อนซ่อนรักนั่นแหละ ถ้านำพรสวรรค์ในเรื่องของการพูดไปใช้ในทางที่ดี รับรองจะไปโลดในหน้าที่การงาน แต่ถ้าจะให้เหมาะน่าจะทำงานด้านการขาย ขายอะไรก็ได้ รับรองรุ่งสุด ๆ ขออย่างเดียวอย่าเจ้าเล่ห์มากนักเป็นพอ    ---    นิสัยคนเกิดวันอังคาร เป็นคนขยันยันแข็ง คล่องแคล้ว ว่องไว มีไฟฝันแรงกล้าทะเยอทะยานและดันทุรังสูง เรื่องรักค่อนข้างจะหลายใจ พูดง่ายๆ ก็เจ้าชู้ไง มีคนเข้ามาพัวพันไม่ขาดระยะ แต่ไม่ยักอยู่ยาวนาน ก็ใครจะไปทนทานความเจ้าชู้ของคุณได้ถ้าไม่ใช่คนเกิดวันพฤหัส แต่ต้องระวังคำพูดคำจาบ้าง ประชดประชันกันมากเกินไปวันไหน ๆ ก็ทนคุณไม่ได้หรอก เรื่องเซ็กส์ค่อนข้างใจร้อนและเอาแต่ใจตัวเอง เกรงใจคนอื่นเขาบ้างสิคุณก็นอนด้วยกันนะ หญิงชายเกิดวันนี้น่าจะรับราชการหรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอะไรประเภทนี้จะดีกว่าไปทำอย่างอื่น ถ้าลดเรื่องการเอาแต่ใจตัวเองลงได้บ้าง รับรองตำแหน่งการงานไม่น้อยหน้าใครหรอก    ---    นิสัยคนเกิดวันพุธ มีความกระตือรือร้นและอดทนเหลือหลาย แต่ไม่ค่อยจะรอบคอบ เป็นคนทำมาหากินเก่งพูดจาดี มีความรอบรู้ ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูและคอยช่วยเหลือ อนาคตจึงค่อนข้างสดใสไปได้ดีในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตรักกลับไม่ค่อยดีนัก ก็มัวแต่ทำงานไง จึงไม่ค่อยมีโอกาสเลือกมากนัก คนเกิดวันนี้จะได้เข้าพิธีวิวาห์ก็ปาเข้าไปวัยเลขสามขึ้นหน้า เป็นชายไม่เท่าไหร่ แต่เป็นหญิงแล้วไซร้โอกาสสัมผัสคานทองนิเวศน์สูง เรื่องเซ็กส์อบอุ่นนุ่มนวลละมุนละไมน่าหลงใหลไม่เบา คนเกิดวันนี้ที่สำคัญอย่าบ้างานจนเกิดเหตุ งานมีไว้ให้ทำเฉย ๆ ไม่ได้มีไว้ให้บ้า หาเวลาดูแลเพศตรงข้ามบ้างและต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้ดีด้วยนะ    ---    นิสัยคนเกิดวันพฤหัสบดี เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีไหวพริบปฏิภาณละเอียดรอบคอบและมีความรับผิดชอบสูง ชอบสั่งคนโน้นสอนคนนี้ ไปเป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นทนายแหละดี ในเรื่องความรักไม่อยากจะพูด จืดสนิทจะหาคำหวานสักนิด...ยากส์ ไม่รู้ว่าเคยได้ยินคำว่า...โรแมนติก กะเขาหรือเปล่า แต่เรื่องเซ็กส์กลับร้อนเป็นไฟ เข้าตำรา เงียบนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่ไฟดี ๆ นี่เอง ทุกที่ทุกทางทุกท่า...มาเถอะอนาคตจะเป็นคนใหญ่คนโต มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตาและมีความสุขในครอบครัว ขอเพียงเลือกคู่ที่จะมาครองให้ดีเท่านั้นเอง    ---    นิสัยคนเกิดวันศุกร์ เป็นคนชอบเพ้อฝัน ชอบจินตนาการ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวลช่างเอาอกเอาใจให้ใครต่อใครลุ่มหลง รักศิลปะ รักสวยรักงาม ทั้งหญิงชายเรียกได้ว่าเป็นวันของคนเจ้าชู้ ดูดี มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของเพื่อนต่างเพศได้มาก ชำนาญและชมชอบเรื่องเซ็กส์มากเสียด้วย แต่คนเกิดวันนี้มีอารมณ์เป็นใหญ่ จะคิดอะไรจะทำอะไรขึ้นอยู่กับอารมณ์ ถ้าระงับอารมณ์เอาไว้ได้อะไรๆ ก็จะดีไปหมดทั้งเรื่องรัก การเงินและการงาน งานที่เหมาะที่สุดก็เป็นพวกสถาปนิก ศิลปิน ครีเอทีฟ    ---    นิสัยคนเกิดวันเสาร์ เป็นคนมั่นใจตัวเองสูงมาก ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ เงียบ ขรึม เก็บตัว ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร เป็นคนชอบคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย แต่ไม่ค่อยคิดถึงใจผู้อื่น ดื้อเงียบและถือดี ดูเหมือนใจเย็น แต่โมโหร้าย แต่หัวดี ฉลาด ความสามารถเพียบ ถ้าเรื่องความรักรักแล้วรักเลย รักมันอยู่นั่นใครจะว่าคนรักของฉันอย่างไรไม่สน คนมันรักโว๊ย และขี้หึงร้ายกาจ มีเซ็กส์แบบไร้ทิศทางเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง คนเกิดวันนี้ถ้าลดความหยิ่งความถือดีในศักดิ์ศรีลงบ้างจะเป็นคนที่มีอนาคต    ---   
รวมทุกกระทู้ กระดานเรื่องทั่วไป กระดานสำหรับหาเพื่อนใหม่ สำหรับเลส กระดานสำหรับวัยทำงาน มุมหนังสือ มุมนี้สำหรับคนอกหัก เรื่องบนเตียง International Friends อาหารและเครื่องดื่ม อาหารและเครื่องดื่ม คุยเรื่องกีฬา ท่องเที่ยว ปรึกษาและขอคำแนะนำด้านกฎหมาย คุยเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ คุยเรื่องการเมือง คุยเรื่องหนัง-เพลง โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เรื่องร้องเรียน
 

Sign In ] [ Register ]

ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
   
หนี้เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน

อันนี้เขียนไว้เมื่อ March 21, 2013 at 2:43pm
เพื่ออธิบายความเข้าใจไม่ค่อยถูกนัก
ว่าบางประเทศอย่างอเมริกา ญี่ปุ่น
เค้ามีหนี้มากกว่าเราเยอะ เค้ายังไม่เป็นไร
เพราะฉนั้นเราก็สร้างหนี้ได้เรื่อยๆ (จริงหรือ?)
แต่แก้ใข เอาประเด็นทางการเมืองออกไป เพราะแค่อยากทำความเข้าใจที่ถูก ไม่อยากให้ใครลากออกไปนะคะ

วันนี้ขอเขียนเรื่องหนี้ไทย อเมริกา และญี่ปุ่น ว่าทำไมมันคนละเรื่องกัน
การดูแค่หนี้ว่ามากน้อย โดยไม่ดูปัจจัยอื่นเลยนั้น เป็นการมองที่ไม่ถูกต้องนัก

ถ้าคิดง่ายๆ การบอกว่าหนี้ไทย (เทียบกับขนาดเศรษฐกิจ) น้อยกว่าญี่ปุ่นหรืออเมริกา เพราะฉนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่
ก็เหมือนกับเอาคนสามคนมายืนเรียงกัน
แล้วบอกว่านาย ก เป็นหนี้แค่ ครึ่งของรายได้ เพราะฉนั้นไม่เป็นปัญหา
เพราะนาย ข นาย ค เป็นหนี้ตั้งเท่า สองเท่า ของรายได้ มากกว่าตั้งเยอะ
เราสรุปแบบนี้ได้มั้ย?

ถ้านาย ก ทำอาชีพขับแทกซี่ วันใหนซวยก็ได้น้อย วันใหนป่วย ก็ไม่มีรายได้ กู้เงินมาซื้อทีวีจอยักษ์ กับไปเที่ยวรอบโลก
นาย ข เป็น ผจก ธนาคาร มีโบนัส สวัสดิการ เงินสะสม ทรัพย์สินอื่นพอประมาณ กู้เงินมาลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว
นาย ค เป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ กู้เงินมาขยายโรงงาน เพราะผลิตไม่ทันออเดอร์ที่ได้รับหล่ะ
เราจะยังคิดแบบนี้มั้ย?
ฉันท์ไดก็ฉันท์นั้น จะแค่เอา debt/GDP มาบอกว่าเราไม่แย่ เพราะคนอื่นเค้าเยอะกว่านั้นไม่ถูกต้องนัก
ต้องดูตัวเองด้วย ว่าเรามีศักยภาพอย่างเค้ามั้ย
เพราะจริงๆแล้วการมีหนี้มากหรือน้อยนั้น ไม่ไช่ปัญหา (ทั้งกับบุคคล ธุรกิจ และประเทศ)
ปัญหาอยู่ที่ความสามารถในการใช้หนี้ต่างหาก

หนึ่งในเหตุผลที่อเมริกาเค้าเป็นหนี้ได้มากมาย (แต่ยังน้อยกว่าญี่ปุ่นนะ นั่น 200 กว่า % ของ GDP สูงที่สุดในโลกแล้ว)
ก็เพราะดอลลาร์ เป็น reserve currency
นั่นคือ เค้าสร้างหนี้ กู้ได้เรื่อยๆ เพราะมีคนยอมที่จะซื้อหนี้เค้าไปเก็บ
จริงๆ(รัฐบาล) อเมริกาก็กู้มาใช้จ่ายเหมือนเรานั่นแหละ
แต่ภาพพจน์ เครดิต เค้ากับเรามันคนละเรื่อง (ไม่ต้องไปดูพวก rating อะไรหรอกนะคะ จริงๆนักลงทุนเค้าไม่ใช้หรอก เค้าดูเป็นแนวทาง ว่าแนวโน้มมันดีขึ้นหรือแย่ลงมากกว่า)
เพราะในสายตานักลงทุน และรัฐบาลของประเทศต่างๆนั้น
U.S. ยังเป็นประเทศที่มั่นคงที่สุด
โอกาสที่รัฐบาล U.S. จะเจ๊งจนจ่ายคืนหนี้ไม่ได้ (หรือสร้างหนี้ใหม่มาคืนหนี้เก่าไม่ได้) นั้นแทบจะไม่มี
แล้วเงินดอลลาร์ก็ใช่จะหมดค่าได้ง่ายๆ
อันนี้ไม่ได้หมายถึงอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลง 5-10% อะไรแบบนั้นนะคะ
หมายถึงค่าเงินลด 30-50% แบบเงินบาทเราช่วงต้มยำกุ้ง หรือเงินอาร์เจนตินาเมื่อก่อนหน้านั้น

ดูอย่างเศรษฐกิจถดถอยที่ผ่านมา
เศรษฐกิจอเมริกาแย่มาก พาเศรษฐกิจโลกถดถอยไปด้วย
แต่เงินดอลลาร์ก็อ่อนไปนิดหน่อย
ถ้าเป็นประเทศอื่น ค่าเงินคงลดไปเป็นครึ่งแล้ว
ก็เพราะนักลงทุนและรัฐบาลทั่วโลก ยังคงเชื่อมั่นในอเมริกา ยังคงทำธุรกิจกับอเมริกา ยังคงซื้อพันธบัตรอเมริกา
ทุนสำรองระหว่างประเทศของเกือบทุกประเทศทั่วโลก เกินครึ่งคือเงินดอลลาร์
นี่เป็นเหตุผล ที่อเมริกาสามารถกู้เงินได้เรื่อยๆ
สามารถเพิ่มเงินเข้าระบบ โดยไม่มีปัญหาเงินเฟ้อเป็นร้อยๆเปอร์เซ็นต์แบบอาร์เจนตินา
เพราะเงินทั้งหมดมันไม่ได้หมุนอยู่ในประเทศเท่านั้น
มันใหลออกไปเป็นเงินสำรอง ไปซื้อหนี้(ที่ตัวเองขาย)

เหตุผลเหล่านี้ ทำให้อเมริกาอยู่ในสถานะที่คล้ายๆกับ too big to fail
นั่นคือ ถ้าถึงวันที่อเมริกาแย่จริงๆ
ประเทศอื่นๆก็ไม่อยากให้เจ๊ง เพราะตัวเองมีทั้งเงินดอลลาร์ ทั้งพันธบัตรดอลลาร์อยู่เต็มมือ
อเมริกาเจ๊ง จ่ายหนี้ไม่ได้ หรือเงินดอลลาร์ตกฮวบ ประเทศพวกนั้นก็ซวยไปตามๆกัน มากบ้าง น้อยบ้าง
(คล้ายกับที่ Cyprus มีปัญหาตอนนี้ ก็เพราะถือหนี้ Greece ไว้เยอะ
พอแก้ปัญหา Greece โดยการให้แบงค์ยอมลดหนี้ลงครึ่งนึง แบงค์ Cyprus เลยเจ๊ง เพราะถือหนี้ Greece ไว้เยอะ)

ถ้าถามว่าอเมริกาจะเป็น too big to fail ได้ตลอดไปมั้ย
คำตอบคือไม่
ถ้าประเทศในโลก อยู่ๆวันนึงหันไปใช้ reserve currency สกุลอื่น(ทันที) อเมริกาก็เจ๊ง
แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องใช้เวลา อเมริกาก็จะมีเวลาปรับนโยบายการคลัง ปรับโครงสร้างหนี้ของตัวเองให้เลี่ยงปัญหาไป
แล้วอเมริกาเองก็รู้ และเคยกลัว(มาก)มาแล้ว
ช่วงปี 2008 ถึงต้นปี 2009 ที่เศรษฐกิจอเมริกาดิ่งเหว
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเขียนบทความเกี่ยวกับโอกาส ที่ยูโรจะมาเป็น reserve currency หลักแทนดอลลาร์ ว่าจะมีผลกับเศรษฐกิจอเมริกาอย่างมาก
ช่วงนั้นประเด็นนี้เป็นที่กังวลกันมากในหมู่นักเศรษฐศาสตร์และคนทำนโยบาย

แต่พอปัญหากรีซโผล่ช่วง ปลายปี 2009 ประเด็นนี้ก็หายไป
เพราะยูโรนั้น unstable กว่าอเมริกามาก (หมายถึงระบบ ไม่ใช่ค่าเงิน)
อเมริกาก็กู้ต่อไป 555

คงจะเข้าใจแล้วนะคะ ว่าทำไมอเมริกาเค้าถึงมีหนี้มากได้
แต่ไทยเราไม่ใช่
เงินไทยมีค่าแค่ในเมืองไทย
ถ้าเราสร้างหนี้เรื่อยๆ
จนถึงจุดนึง ที่นักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจ ว่าเราจะจ่ายคืนได้มั้ย
เค้าก็จะหยุดซื้อ หรือเรียกดอกเบี้ยสูงขึ้น จนเราจ่ายไม่ใหว
ถึงตอนนั้นเราก็จะมีปัญหา


จากคุณ : 2 Cents - [ 29-07-2014 03.54.35 IP:204.97.104.30 ]

ความคิดเห็นที่ 1
ต่อด้วยญี่ปุ่น ที่มีหนี้ประมาณ 200% ของ GDP (สูงที่สุดในโลก) มานานนมแล้ว
แต่ทำไมเค้าไม่เจอปัญหาแบบ Greece หล่ะ
แถมปีที่แล้วเงินเยนก็แข๊งแข็ง

ขออธิบายเรื่องเงินแข็งนิดนึงก่อน
ที่ช่วงปี 2011-2012 เงินเยนแข็ง
ก็เพราะบริษัทญี่ปุ่นที่เสียหายจากเหตุการณ์ Tsunami เอาเงินกลับไปญี่ปุ่นเพื่อไปบูรณะอะไรที่เสียหายของเค้า
ทำให้ demand เงินเยนสูงขึ้นมาก ในขณะที่ supply ไม่ได้สูงขึ้นในอัตราเดียวกัน
เงินก็แข็งเป็นธรรมดา

ต่อด้วยเรื่องหนี้
กรณีหนี้ญี่ปุ่นนี่คนละเหตุผลกับอเมริกา แต่ก็คนละเรื่องกับไทยอยู่ดีแหละ
จริงๆเงินเยนก็เป็น reserve currency สกุลหนึ่ง
แต่เป็นปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับอเมริกา
จะมีก็ประเทศแถบเอเชีย ที่ค้าขายกับญี่ปุ่นมากๆ
ที่จะเก็บ international reserve เป็นเยนเยอะหน่อย
ประเทศอื่นอาจจะไม่มีเลย

ส่วนที่ต่างกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมึหลายกรณี เช่น
พื้นฐานเศรษฐกิจไทยกับญี่ปุ่นนั้นต่างกันมาก
เศรษฐกิจญี่ปุ่นส่วนใหญ่ คือการใช้จ่ายในประเทศ
สัดส่วนการค้าระหว่างประเทศใน GDP ของญี่ปุ่นนั้นน้อยมาก
ในขณะที่เศรษฐกิจไทย ขับเคลื่อนโดยการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก
ซึ่งหมายความว่า เศรษฐกิจไทยนั้น มีความผันผวนตามตลาดโลกมากกว่า

นั่นคือเศรษฐกิจประเทศอื่นจะดีหรือร้าย
ญี่ปุ่นเค้าไม่รู้สึกเท่าใหร่ เพราะเค้าทำมาหากินกันในประเทศ
เค้านำเข้า/ส่งออกแค่(อย่างละ)สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของ GDP
ในขณะที่ไทยนั้น นำเข้า/ส่งออกเจ็ดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของ GDP
(ส่วนมากก็เพราะเราต้องนำเข้าวัตถุดิบ มาผลิตสินค้าเพื่อส่งออก

ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นปกติของประเทศกำลังพัฒนา
เหมือนกับที่ประเทศพัฒนาแล้วจะมี debt/GDP สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนา
ก็เพราะเค้ามีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงกว่า มีความสามารถในการจ่ายคืนหนี้สูงกว่า)
เพราะฉนั้น ถ้าเศรษฐกิจคู่ค้าเราไม่ดี ก็จะมีผลกับธุรกิจ และคนในประเทศเรามาก
หรือถ้า supplier เราหมดความมั่นใจในเศรษฐกิจ หรือค่าเงินเรา เราก็จะเจอปัญหาใหญ่ (กว่าญี่ปุ่นมาก) เหมือนที่เราเจอเมื่อวิกฤตต้มยำกุ้ง

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นอย่างมากๆ คือความเป็นชาตินิยม
หนี้ที่ญี่ปุ่นมี 200 กว่า % ของ GDP นั้น
เกือบทั้งหมด ถือในประเทศ เป็นพันธบัตรเงินเยน
แทบจะไม่มีหนี้สกุลต่างชาติ ที่ถือโดยต่างชาติเลย
(นี่เป็นเหตุผลหลัก นอกจากระบบเงินยูโร ที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่เกิดปัญหาแบบ Greece ถึงจะมีหนี้/GDP มากกว่า Greece เยอะ)
แล้วอัตราดอกเบี้ยก็ต่ำแถบติดดิน ประมาณไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ถึง 2-3 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่หนี้ไทยนั้น จ่ายประมาณ 4-7%

นั่นคือญี่ปุ่นเค้ากู้เกือบจะฟรี ผลก็คือ interest service/GDP ของเค้าไม่สูงมาก
หนี้ที่ญี่ปุ่นมีนั้นเหมือนอัฐยายซื้อขนมยาย
คือพ่อขายให้ลูก คนญี่ปุ่นซื้อพันธบัตรเป็นการออม
ถึงตรงนี้ ก็เหมือนอเมริกา
คนถือพันธบัตรมีแรงจูงใจ ที่จะช่วยซื้อพันธบัตรต่อไป เพราะความเป็นชาตินิยม
หนี้ญี่ปุ่นที่ผ่านมาถึงไม่เป็นปัญหา ถึงจะสูงมานานแล้ว
เพราะรายได้ก็มาจากในประเทศ ค่อนข้างอยู่ตัว

ต่างจากไทย ที่ถึงหนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ในประเทศ
แต่รายได้ของเราส่วนมากขึ้นกับปัจจัยนอกประเทศ
ถ้าต่างชาติเริ่มมมองว่าเราสร้างหนี้มาก เริ่มขาดความมั่นใจในเศรษฐกิจเรา
รายได้ของบริษัทในประเทศก็อาจจะลด
ถึงบริษัทจะยังยอมซื้อหนี้ที่รัฐบาลออกมาขาย
ก็อาจจะไม่สามารถทำได้
เราก็อาจจะมีปัญหาได้

สุดท้าย อีกอย่างที่ควรจะมองเวลาพูดถึงหนี้
ก็คือความมั่งคั่งของคนในชาติ หรือ national wealth (OECD มีข้อมูลตัวนี้ แต่ไม่ทุกประเทศ)
อันนี้ไม่ใช่ GDP
GDP นั้นจริงๆก็แค่ snapshot ว่าประเทศมีผลผลิตรวมเท่าใหร่
แต่มันไม่บอก ว่าคนในชาติมีความมมั่งคั่งแค่ใหน
หรือผลผลิตรวมนั้นมายังไง
เหมือนกับแค่มองว่าวันนี้คุณมีเงินในกระเป๋าเท่าไหร่
แต่ไม่มองว่าคุณมีเงินเก็บ หรือมีหนี้สินอื่นเท่าไหร่

GDP สูง อาจจะมาจากการที่รัฐบาล/บุคคล เพิ่มการใช้จ่าย
(ทบทวนพื้นฐานเศรษฐศาสตร์ GDP =Y = C (การบริโภคครัวเรือน ธุรกิจ) + I (การลงทุน) + G (การใช้จ่ายรัฐบาล) + X (ส่งออก) - M (นำเข้า))
ซึ่งการเพิ่มการใช้จ่ายนี้
ในภาคเอกชนใช้จ่ายอะไร ลงทุนหรืออุปโภค
รัฐบาลใช้จ่ายมากเพราะรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น หรือมาจากการกู้
ที่มาของการเพิ่มของ GDP ต่างกัน ก็จะมีผลในระยะยาวต่างกัน

การที่ GDP เพิ่ม จะมีความหมายในทางดี(ในระยะยาว)เสมอนั้น
ก็ต่อเมื่อเพิ่มเพราะ I หรือ (X - M)
เพราะการเพิ่ม I เป็นการเพิ่มศักยภาพในอนาคตของประเทศ
ในขณะที่ (X - M) เป็นการเพิ่มเงินตราต่างประเทศใน international reserve เรา
ทำให้เรามีเงินเก็บฉุกเฉินมากขึ้น

ตัวอื่นๆเพิ่มนั้น อาจจะเป็นผลเสียในระยะยาวได้
เช่นถ้า C เพิ่มขึ้น จากการกู้ยืม
เรากู้มาใช้จ่ายวันนี้ โดยไม่เพิ่มรายได้ในอนาคต
แล้ววันหน้า ที่เราต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย(มากกว่าที่กู้มา) เราจะเอาที่ใหนมาคืน?

National Wealth คือความมั่งคั่งของคนในชาติ
โดยคิดจากทรัพย์สิน หัก หนี้สิน ที่ประชาชนมี
(ในระดับรัฐก็มี net debt คือ หนี้ที่รัฐมี หัก ทรัพย์สิน ซึ่ง ถ้ามองตรงนี้ net debt/GDP ของญี่ปุ่นนั้นน้อยกว่า debt/GDP พอสมควร)
เพราะฉนั้น นี่เป็นตัวบ่งชี้ถึงความมั่งคั่งของคนในชาติจริงๆ
(แต่นี่ไม่บอกถึงการกระจายรายได้นะ ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ อาจจะอยู่ที่คนไม่กี่คน แต่คนส่วนใหญ่เป็นหนี้ก็เป็นไปได้)

หากคนในชาติมีความมั่งคั่งสูง (ถึงจะกระจุกตัวอยู่แค่ในคนบางกลุ่ม)
โอกาสที่รัฐบาลจะขยายภาษี โดยไม่มีผลกระทบรุนแรงต่องประชาชน ก็เป็นไปได้มากกว่า
แต่นี่คงเป็น last resource เพราะจะมีผลกับการใช้จ่าย การจ้างงาน ระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งก็จะกลับมามีผล ต่อรายได้(ทางอื่นของรัฐ)

นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่นอีกหลายอย่าง
แต่คิดว่าแค่นี้คงพอเห็นภาพแล้ว
ว่าการที่ประเทศมีหนี้/GDP สูงกว่า ไม่ได้หมายความเค้าแย่กว่า
หรือการที่ใครมี debt/GDP สูงกว่าเราแล้วไม่มีปัญหา
ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีปัญหา
มันมีปัจจัยอื่น + รายละเอียดอีกเยอะ

ถ้าถามว่าญี่ปุ่นจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆได้มั้ย
คำตอบคือได้ ถ้าอัตราการเพิ่มของประชากรเค้าเป็นบวก
และมีประชากรในวัยทำงานพอๆกับวัยเกษียณ
เพราะหนี้เค้าดอกเบี้ยเกือบเป็น 0
เพราะฉนั้น ถ้ามีคนรุ่นใหม่วัยทำงาน มาออมเงินโดยซื้อพันธบัตรต่อไปเรื่อยๆ เค้าก็จะทำได้
แต่ในความเป็นจริงนั้นญี่ปุ่นมีอัตราการเพิ่มของประชากรต่ำมากมาหลายปีแล้ว
ที่ยังไม่ติดลบก็เพราะคนเค้าอายุยืนมาก
นั่นคือเค้ามีคนแก่มาก คนพวกนี้คือคนที่ใช้เงินออม
ดังนั้นในระยะยาว ญี่ปุ่นก็จะมีปัญหา
เพราะคนในวัยทำงาน(คนซื้อพันธบัตร)เพิ่มไม่ทันคนเกษียณ(คนขายพันธบัตรที่ครบกำหนดใถ่ถอน + ใช้เงินงบประมาณจากรัฐสวัสดิการ)
ตอนนี้เค้าก็เริ่มแก้ปัญหานี้แล้ว โดยจะขึ้นภาษีขาย เพื่อลด budget deficit และปัญหาหนี้ (abenomics)

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ (แปลว่าว่างมาก) เราก็ขอขอบคุณในความอดทนนะคะ
ถ้าสิ่งที่เราเขียนตกหล่น ผิดพลาดตรงไหน
ก็ช่วยแก้ใขให้เป็นความรู้แก่เราและคนอ่านคนอื่นด้วยนะคะ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าเชื่อทุกอย่างที่คุณอ่านนะคะ
ไม่ว่าจะเป็นข่าว บทความ รวมทั้งที่เราเขียน
อ่านแล้วลองคิดตริตรองดู ถ้ามีเวลาลองหาข้อมูลประกอบดู
จริงๆเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องสนุก ถ้าไม่ถูกเอามาใช้แบบผิดๆนะ


จากคุณ : 2 Cents - [ 29-07-2014 04.06.52 IP:204.97.104.30 ]




ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้
ความคิดเห็น
Embed
ไฟล์ประกอบ
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
ชื่อ
แจ้งทางอีเมล์
เมื่อมีผู้ตอบ
ไม่ต้องแจ้ง แจ้ง  ที่อีเมล์
ตัวอักษรที่คุณเห็น
 
Webmaster และผู้ดูแลจะลบกระทู้หรือข้อความในกระดาน ด้วยวิจารณญาณและเหตุผลหลักดังต่อไปนี้
  • ห้ามมีการกล่าวร้ายกัน ด่าทอ กล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี หรือให้ร้าย เพื่อเป็นการทำลายชื่อเสียงต่อบุคคลหรือองค์กรใดๆ
  • ห้ามมีการใช้คำหยาบคาย คำเสียดสี หรือคำที่มีความหมายไม่เหมาะสม ที่จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคมนี้
  • สามารถร้องขอให้ลบกระทู้หรือคำตอบได้ โดยผู้ตั้งกระทู้หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึงจนทำให้เสียหาย
  • ห้ามการโฆษณาซึ่งให้ประโยชน์ทางการค้ากับต่อเจ้าของสินค้าหรือสถานที่นั้น ไม่ว่ากรณีใด
  • ห้ามมีการก่อกวนหรือทำลายบรรยากาศที่ดีของเวบบอร์ดนี้ในทุกกรณี
  • ห้ามโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

    contact us: 089-2189119 Email: webmaster@lesla.com