"หลายชีวิต"
 
"หลายชีวิต"

หลายชีวิตที่บังเอิญมาเจอกัน ร่วมทางกันและประสบเคราะห์กรรมจมน้ำตายพร้อม ๆ กัน แต่ละคนมีเรื่องเล่ามาดังนี้

เจ้าลอย
ชื่อเรียกมาจากที่ยายพริ้มเจอเด็กลอยน้ำมาจึงตั้งให้ว่า “ลอย” ชีวิตของลอยเกือบที่จะหลุดไปตามกระแสน้ำ จึงคิดมาตลอดว่าชีวิตของตนเองนั้นเป็นกำไร จึงใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย

ด้วยความที่ลอยหน้าตาดี เจ๊ทองคำ แม่ของนางสวนที่ตนแอบรัก จึงหลงอย่างหัวปักหัวปำ และมีอะไรกับเจ้าลอย ในเวลาต่อมา เจ๊ทองคำท้องกับลอย และได้กินยาเพื่อไม่ให้เด็กเกิด จึงทำให้ร้ายกายของเจ๊ทองคำรับไม่ไหวและตายในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นไม่นาน.. นางสวนก็ผูกคอตายตามแม่ของนางไป เพราะร่างกายของนางสวนก็เป็นของลอยเช่นเดียวกับแม่ของนาง เจ้าลอยได้พลิกชีวิตมาเป็นโจร

วันหนึ่ง ก็ยิงยายพริ้มกับเจ้าเถิกผู้มีบุญคุณที่ให้ตนอาศัยอยู่และเป็นคนทำชีวิตของตนให้เกิดใหม่ด้วยความไม่รู้ พอรุ่งเช้าของอีกวัน เพิ่งรู้ว่าตนนั้นยิงผู้มีพระคุณของตนเองจึงรู้สึกเสียใจมาก

ลอยมุ่งหน้ามาในเรือ จะไปเป็นโจรที่บางกอก โดยใช้นาม “เสือเปรื่อง” แต่เรือยนต์ลำนั้นก็คว่ำลงเสียก่อน ชีวิตของเจ้าลอยจึงลอยไปตามกระแสน้ำเดียวกันกับที่ลอยไหลผ่านมาทางบ้านยายพริ้มเมื่อ ๓๐ ปีก่อน

หลวงพ่อเสม
เมื่อเสมครบอายุบวช แม่ของเสมก็พาไปบวชที่วัดกลาง ๒ เดือนแรกแห่งสมณเพศเป็นการต่อสู้กับตัณหาราคะทุกชนิด บางคืนต้องนอนบิดตัวด้วยความเร่าร้อนแห่งกิเลส จนวันหนึ่งพระเสมได้บอกกับแม่ของตนว่า “ฉันจะอยู่ในผ้าเหลืองไปจนตาย”

แม่ของพระเสมด้วยความที่ชรามากแล้ว ก็เป็นห่วงสมบัติว่าใครจะดูแล แต่พระเสมก็ยังยืนยันคำเดิม ..

๓-๔ ปีต่อมา พระเสมทุ่มเทใจให้อิทธิฤทธิ์คาถาอาคมจนร่างกายซูบผอม แต่สุดท้ายก็คิดได้ เพราะคนบ้าอย่างตาชม ตาชมบ้าพูดกับพระเสมว่า “..คุณจะบริกรรมเอาอะไร คุณกลัวใครถึงจะต้องหายตัวหนีเขา แล้วถ้าคุณเหาะได้จริง คุณจะเหาะไปไหน เรือแพก็มีทำไมคุณไม่นั่งไปให้สบาย”

ร่างกายของกระเสมทรุดโทรมลงด้วยโรคมะเร็งร้าย ลูกศิษย์ต่างอาราธนาวิงวอนให้เดินทางไปรักษา พระเสมจึงได้ลงเรือมากับศิษย์หลายคน พอเรือออกจากท่า อาการ
ปวดก็เริ่มมีขึ้น ..

ทันใดนั้น เมื่อเรือลำนั้นล่มลงพระเสมไม่ตะเกียกตะกายใด ๆ เพราะใจของพระเสมหลุดพ้นจากสังขารทั้งปวงเสียแล้ว เมื่องมพระเสมขึ้นมาได้ในตอนเช้า ทุกคนต้องอัศจรรย์ใจ เมื่อเห็นว่าร่างของพระเสมอยู่ในท่านั่งที่เรียกว่า “วัชราสน์” (ท่านั่งขัดสมาธิเพชร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๒)

พรรณี
“พรรณี” เป็นชื่อที่นาง“รื่น” ใช้หาเลี้ยงชีพ ทุกครั้งที่พรรณีนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก ก็จะนึกแต่เรื่องความจนของตัวเอง พรรณีถูกนางริ้วแม่ของเธอ ขายเธอให้กับคุณนายในราคา ๕๐ บาท พรรณีคิดว่า ถ้าตนได้เป็นเมียของคุณพงศ์ หลานของคุณนาย ตัวเองก็จะมีสิทธิ์ในสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่โชคดีอย่างนั้น..

วันที่คุณพงศ์ย่องมาหาพรรณี พิไลได้เห็น จึงนำความไปฟ้องคุณนาย คุณพงศ์ถูกส่งตัวไปอยู่ที่อื่นทันที และพรรณีโดนทุบตีอย่างทารุณ หน้าบ้านของคุณนาย มียายแก่ขายกล้วยคนหนึ่งชื่อ“ยายกลีบ” ได้พาพรรณีไปอยู่กับนางเขียน ซึ่งเป็นแม่เล้า ด้วยความที่พรรณียังเด็ก .. จึงยังไม่รู้ประสีประสาอะไร พรรณีตกเป็นเหยื่อราคะจริตในคืนหนึ่ง

จากวันนั้น พรรณีจึงคิดมาตลอดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเพศเป็นของไร้ค่า ที่แลกมาได้ด้วยเงิน เมื่อซ่องของนางเขียนถูกตำรวจจับ พรรณีจึงถูกปล่อยตัว ด้วยหน้าตาและวัยที่น่าสงสารเวทนา หลังจากนั้น พรรณีก็มาทำอาชีพเดิมในกรุงเทพฯ อยู่ไปสักพัก ก็ตั้งครรภ์

ผ่านไป ๕ ปี ชีวิตก็ผกผันมาอยู่ในโรงเต้นรำ และได้พบกับคุณพงศ์อีกครั้ง ทั้งสองไปมาหาสู่กันเป็นประจำ วันหนึ่งจึงบอกคุณพงศ์ว่า จะกลับมาเยี่ยมบ้าน พรรณีได้เล่าเรื่องทุกอย่างให้นางริ้วฟัง นางริ้วได้เตือนว่าอย่าไปกรุงเทพฯ อีกเลย บาปกรรมเปล่า ๆ แต่พรรณีก็ไม่เชื่อในคำพูดของมารดา..

ขณะที่นั่งเรือ พรรณีหลับตาคิดถึงสมบัติของคุณนาย ที่กำลังจะตกมาเป็นของตน ถ้าหากว่าชายเสื้อของเธอไม่ไปติดกับลูกกรง เธอคงจะรอดตายมาได้ ตอนเช้า ร่างกายที่ไร้วิญญาณของพรรณี ยังก่อให้เกิดราคะจริต และยังเป็นสาธารณะ แม้จะหมดลมปราณไปแล้ว

ท่านชายเล็ก
เมื่อเสด็จพ่อของท่านชายเล็กยังมีชีวิตอยู่ ได้ทรงกู้หนี้ยืมสินมามากมาย เมื่อสิ้นพระชนม์ลง ก็ไม่มีใครสามารถใช้หนี้สินนั้นได้ เจ้าพี่ทุกองค์ ต้องออกไปอยู่ที่อื่น ส่วนท่านชายเล็ก หม่อมแม่พาไปอยู่กับยาย และหม่อมแม่ของท่านชายเล็ก ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ท่านชายเล็กไปหลงรักหญิงคนหนึ่งชื่อ “ถวิล” แต่ก็ต้องผิดหวัง ด้วยความที่ท่านชาย
เล็กมีศักดิ์เป็นเจ้า ทำให้รู้สึกถึงความห่างเหิน ไม่เหมาะสมกัน ..

๑๐ ปีต่อมา ท่านชายเล็กไปเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ ตำบลบางโตนด วันหนึ่ง ท่านชายเล็กต้องไปต้อนรับท่านผู้ใหญ่ที่จะมาจากกรุงเทพฯ ปลัดกระทรวงที่เดินเข้ามาคือ เสมียน
คนที่เคยทำงานโต๊ะข้าง ๆ ของท่านชายเล็ก และแล้ว ท่านชายเล็กก็ต้องกลับสู่สภาพเดิมด้วยคำพูดของอดีตเสมียนแค่ไม่กี่คำ

ยศถาบรรดาศักดิ์ของท่านชายเล็ก ทำให้เหมือนกับอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครกล้าคบหาด้วย ท่านชายเล็กจึงตัดสินใจลงเรือเมล์มากรุงเทพฯ แต่คืนนั้น พายุฝนได้กระหน่ำจนเรือพลิกคว่ำ พระศพของท่านชายเล็กอยู่ข้างตลิ่ง อย่างไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีสนมกรมวัง ไม่มีเครื่องประโคมพระศพ

สิ่งที่เป็นอุปสรรคมาตลอดที่ชีวิตนั้น มิได้ติดตามอำนวยประโยชน์ให้เกียรติยศเมื่อตายแต่อย่างใด

ผล พระเอก
ความเดิมเริ่มมาจาก เจ้าผล ยี่เกรุ่นใหม่ อยากที่จะแสดงยี่เกเป็นตัวเอก อยากเป็นตัวของตัวเอง โดยมีตาปลอดกับนางเพ็ญคอยช่วยหนุนหลัง จึงช่วยกันโค่นนายทับทิม เพื่อที่จะดันตัวเองขึ้นไปแทน โดยไม่นึกถึงบุญคุณที่นายทับทิมเคยชุบเลี้ยงให้โอกาสมา ..

วันหนึ่ง มีเด็กหนุ่มชื่อ “ถมยา” เข้ามาฝากตัวในคณะยี่เกของผล เจ้าผลก็รับไว้ แต่เพียงเดือนเศษ ผลก็รู้ตัวว่าตัดสินใจผิดไป ยายเพ็ญเมียของเจ้าผล ถูกถมยาประจบเสียจนหลงรัก เจ้าผลทำอะไรไม่ได้เพราะอยู่ใต้อำนาจเมีย จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่ลาดปลาดุก ..

วันหนึ่ง นอนฟังวิทยุมีข่าวว่า จะมีการประกวดยี่เกทางวิทยุ เจ้าผลจึงตัดสินใจลงเรือไปบอกทุกคนให้รู้ว่า เจ้าผล พระเอก ยังอยู่ ยังมิได้สิ้นชื่อ เมื่อออกเดินทางมาบ้านแพน
เรือเมล์นั้นล่มลง ขณะที่ผลกำลังนั่งนึกบทยี่เกอยู่ในใจ

ละม่อม
ละม่อมเป็นหญิงสาวกำพร้าพ่อ มีเพียงมารดาเฝ้าเลี้ยงดู มารดาทั่วไปย่อมใช้ความรักเลี้ยงดูลูกสาวคนเดียว แต่แม่ของละม่อม กลับเลี้ยงเธอประดุจทาส ละม่อมที่ชาวบ้านต่างชื่นชมในความกตัญญู รักแม่ประดุจจะตายแทนแม่ได้

นางลมุลมีคำพูดติดปากว่า “โอ๊ย .... เป็นลม” และพอละม่อมจะไม่สนใจ ลมุลก็จะลุกขึ้นมาเอง และพูดถึงบุญคุณของตนที่มีต่อละม่อมต่าง ๆ นานา เมื่อวันที่ถึงจุดที่ทนความกดขี่จากมารดาไม่ไหว ละม่อมฆ่าแม่ตัวเอง จากนั้นก็ทางเดินไปตายเอาดาบหน้า

ละม่อมเอง แม้มองไม่เห็นว่าควรจะเป็นทางไหน รู้แต่ว่าลงเรือไปก่อน...“ใครจะวินิจฉัยได้ถูกว่า เป็นบุญหรือเป็นกรรมของละม่อม เมื่อเรือลำนั้นล่มลง ทำให้ชีวิตอันว่างเปล่า ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของละม่อมนั้น อันตรธานไปท่ามกลางเสียงฝนกระหน่ำและเสียงพายุที่พัดโหมอยู่อย่างน่ากลัวในความมืด”

โนรี
ชีวิตของโนรีจะเรียกได้ว่า พัวพันกับเหล้าก็ว่าได้ .. ครั้งยังเด็ก พ่อของโนรีก็ตายเพราะฤทธิ์เหล้ามาแล้ว แม่ของโนรีเสียใจมาก จึงให้โนรีสาบานกับตนว่า จะไม่เอาเยี่ยงอย่างพ่อของตน โนรีได้เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา

แต่เนื่องด้วยผิดหวังจากความรัก จึงทำให้โนรีเสียคนหันหน้าไปพึ่งสุรา เพื่อหวังจะลืมเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ แต่ฤทธิ์ของสุรา ก็ทำให้ร่างกายของโนรีทรุดหนัก จนต้องกลับไปยังบ้านเกิดของตน

เวลาล่วงเลยเกือบปี .. โนรีคิดว่าชื่อเสียงของเขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เขาไม่สามารถที่จะอยู่ที่บ้านต่อไปได้ จึงตัดสินใจลงเรือเพื่อไปกรุงเทพฯ ขณะที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง กำลังโฆษณาให้คนสั่งจองนวนิยายความรักของโนรี

ณ ตอนนี้ ศพของโนรีนอนอยู่ริมตลิ่งในตอนเช้า หลังจากที่มีฝนตกหนัก พายุใหญ่จมเรือเมล์ล่มลง

ลินจง
ลินจงเป็นหญิงใจบุญ ประกอบกรรมดีมาตลอดชีวิต ก่อนที่นางจะคลอด “เจ้าแดง” สามีของนางก็ตาย ลินจงจึงยึดเจ้าแดงเป็นสรณะ เมื่อเจ้าแดงโตขึ้น ก็ต่างจากเด็กคนอื่น แม้ร่างกายจะแข็งแรงปกติ

วันเดือนปีผ่านไป เมื่อเจ้าแดงมีอายุ ๑๐ ขวบ ความผิดประหลาดนั้นเห็นได้ชัด เพราะไม่ว่าเจ้าแดงจะกิน นอน พูดจา ตลอดจนปัสสาวะอุจจาระก็ด้วยวิธีเดียวกับเด็กอายุ ๓ ขวบเท่านั้น แม้ลินจงจะพยายามฝึกสอนเท่าไร เจ้าแดงก็ได้แต่จ้องมองมารดาด้วยสายตาเด็กอ่อนที่ปราศจากความเข้าใจ

ด้วย ความรักของแม่ ลินจงจึงตัดสินใจพาเจ้าแดงนั่งเรือไปรักษากับพระ หมอศักดิ์สิทธิ์ที่จังหวัดนนท์ ระหว่างนั่งเรือ เกิดพายุฝน ทำให้เรือพลิกคว่ำ ลินจงและเจ้าแดงนั้น กอดกันจมน้ำตายอย่างอนาถ

จั่น
เมื่อจั่นได้เป็นนายทหาร ความสัมพันธ์ระหว่างจั่นกับทางบ้าน ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงไป พี่น้องร่วมท้องกลับนั่งคุยกันอย่างคนใช้กับเจ้านาย จั่นนั่งบนเก้าอี้ และน้องชายนั่งที่พื้น ..

จั่นได้ภรรยาเป็นลูกผู้ดีมีตระกูล สมรสกันอย่างออกหน้าออกตา เขาเป็นคนเลือกชีวิตที่เต็มไปด้วยเกียรติยศด้วยตนเอง

วันหนึ่ง จั่นถูกปลดจากทหาร ภรรยาก็ป่วยเจ็บไข้จนเสียชีวิต ลูกของจั่นต้องออกจากโรงเรียนเนื่องจากไม่มีเงินส่งเสีย เงินก้อนสุดท้าย จั่นได้ใช้ไปกับการจัดงานศพให้ภรรยาและนำติดตัวกลับบ้านนอกกับลูกชาย เขาหวังว่า พอกลับบ้านเดิม จะได้เป็นเจ้าคนนายคน เพราะเขาปกครองคนมามากแล้วเขาจะกลับไปพิสูจน์ให้คนเห็นว่า“เขาเกิดมาเป็นหัวหน้าคน”

แต่แล้วก็ผิดคาด “พันโทสุรวุฒิ” ตำแหน่งของจั่นไม่ช่วยอะไรเลย ทุกคนเรียกแค่ว่า “จั่น ..ลุงจั่น ..ไอ้จั่น” จั่นรับไม่ได้ ที่ตนขึ้นไปอยู่ที่สูงแล้วจะตกต่ำลงมา จึงตัดสินใจลงเรือเมล์กลับกรุงเทพฯ และความตายก็มาถึงจั่น พร้อมกับอีกหลายคนในเรือลำนั้น .. เมื่อเรือนั้นล่มลง

ทองโปรย
ทองโปรยเป็นลูกเศรษฐี อยากได้อะไรพ่อแม่ก็หามาให้ตลอด ไม่เคยต้องให้เตือนเป็นครั้งที่สอง วันหนึ่งได้พบรักกับ “สันต์” หนุ่มที่ไปมาหาสู่อยู่เป็นประจำ และ ๗ เดือนต่อมา พ่อแม่ของทองโปรยก็ได้จัดงานแต่งงานให้อย่างออกหน้าออกตา โดยมิได้เรียกร้องสิ่งใดจากเจ้าบ่าวเลย

วันหนึ่ง.. ทองโปรยเริ่มเบื่อชีวิตสมรสของตน เหมือนกับที่เคยเบื่อสิ่งอื่น ๆ มาแล้ว สันต์ที่เคยพอใจเวลาตามไปไหนต่อไหน วันนี้ กลับกลายเป็นความรำคาญ ปีที่ ๓ ของการสมรส ทองโปรยก็ป่วย สันต์หาหมอมารักษาแต่ก็มิได้ดีขึ้น สันต์คิดว่า ถ้าเปลี่ยนบรรยากาศ พาทองโปรยไปเที่ยว อาการคงดีขึ้นไปเอง

ทั้งคู่จึงนั่งเรือออกจากบ้านในยามค่ำ และเรือนั้นคว่ำลงเมื่อเจอพายุ รุ่งเช้า ชาวบ้านงมศพของทองโปรยขึ้นมาจากท้องเรือ สันต์ซึ่งรอดชีวิต ได้สังเกตเห็นว่า ทองโปรยหลับตายิ้มน้อย ๆ เหมือนกับที่ทองโปรยทำทุกครั้ง เมื่อมีใครหาในสิ่งที่ตนต้องการมาได้

หมอแสง
หมอแสงเป็นบุตรของ “หมอสุด” ทุกครั้งที่หมอแสงรักษาคนไข้แล้วตาย หมอแสงจะรู้สึกในความพ่ายแพ้ของตนเป็นอย่างมาก

วันหนึ่ง หมอสุดตายด้วยอาการหอบอย่างหนัก ความตายครั้งนี้ ทำให้หมอแสงมีจิตใจที่ฮึกเหิมมากกว่าเก่า หมอแสงรักษาคนไข้ โดยไม่ได้ต้องกาเงินทองหรือค่าตอบแทนใด ๆ ทำให้ “นางปลั่ง” ภรรยาของหมอแสงเกิดไม่สบอารมณ์ที่หมอแสงต้องการรักษาเพื่อแค่จะเอาชนะโรค แต่ครอบครัวกลับไม่มีรายได้

การกระทำต่าง ๆ ของแม่ปลั่ง ทำให้คนไข้ของหมอแสงเหินห่างไปกันหมด เนื่องจากความมักได้เงินทอง หมอแสง ณ ตอนนั้น ก็ยังหมกมุ่นอยู่กับการผสมยาอายุวัฒนะ ตามตำราที่ได้มาเรื่อย ๆ ภายหลังหมอแสงป่วยเป็นโรคเรื้อน ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มีแต่คนรังเกียจ

หมอแสงจึงเปลี่ยนความคิด ไม่อยากสู้กับความตายอีกต่อไป แต่รู้สึกอยากตาย อยากไปจากที่ ๆ ตนอยู่ หมอแสงลงเรือมาโดยไม่รู้จุดหมาย เมื่อเรือนั้นพลิกคว่ำ .. รุ่งเช้า ศพของหมอแสงก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เนื่องจากเป็นโรคเรื้อนนั้นเอง


ย่อเรื่องสั้น หลายชีวิต ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์

คนทุกคนมีค่า - [ 07-11-2011 12.27.51 IP:124.120.245.9 ]

ความคิดเห็นที่ 1
อ่านหนังสือจบแล้วได้ข้อคิดดีๆว่า ..... คนเรานั้นไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนจะยากจนแสนเข็ญขนาดไหนผ่านทุกข์และสุขมามากขนาดไหน สุดท้ายเราทุกคนหลีกหนีความจริงข้อหนึ่งในชีวิตที่ทุกคนเท่าเทียมกันไม่ได้ว่าเรามีความตายเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่วันนั้นจะมาถึง สำหรับชีวิตที่เหลืออยู่เราควรจะใช้อย่างดีที่สุดสมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อวันหนึ่งเราต้องลาจากโลกนี้ไปแล้วเรื่องราวในชีวิตของเราก็กลายเป็นอีกหนึ่งชีวิตที่เคยแสดงบทบาทบนโลกใบนี้ .....


จากคุณ : แง่คิด - [ 07-11-2011 17.42.16 IP:124.120.245.9 ]


ความคิดเห็นที่ 2
ชอบงานเขียนเรื่องนี้ค่ะ งานเขียนของท่านงดงามมาก

จากคุณ : djp789@hotmail.com - [ 13-11-2011 13.25.22 IP:58.8.156.85 ]


ความคิดเห็นที่ 3

งานเขียนของท่านเหมาะสมกับคุณค่าคำว่า"กวี"
ขอบคุณเจ้าของกระทู้ ที่นำมาให้อ่าน
ได้ย้ำเตือนให้สำนึกถึงความเป็น"คน"!!



จากคุณ : X - [ 13-11-2011 21.53.34 IP:110.171.186.15 ]